|
เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2549 คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนโลกาภิวัฒน์ หรือ 'European Globalisation adjustment Fund' (EGF) มูลค่า 500 ล้านยูโรต่อปี เพื่อช่วยเหลือคนงานและแรงงานยุโรปที่ได้รับผลกระทบจากจาการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมหลักเนื่องมาจากกระแสโลกาภิวัฒน์ ทำให้คนงานที่ต้องสูญเสียงานสามารถปรับตัวผ่านอุปสรรคไปได้ โดยกองทุนดังกล่าวจะทำในรูปแบบของการให้เงินช่วยเหลือ การสนับสนุนการฝึกอบรมวิชาชีพใหม่ และความช่วยเหลือเพื่อหางานใหม่ อาทิ ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ และอุตสาหกรรมยานยนต์
ความเป็นมา ของ 'European Globalisation adjustment Fund' (EGF)
นาย Vladimír Špidla กรรมาธิการด้านนโยบายทางสังคม (Social Affairs and Equal Opportunities) กล่าวว่า ปัจจุบัน ความสามารถทางการแข่งขันที่แท้จริงสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่การผลิตที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะทุกคนก็กำลังมุ่งทำจุดนี้อยู่ หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงการผลิตจากรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่งภายในเวลาอันสั้นที่สุด กองทุนนี้จะช่วยเสริมความพยายามของยุโรปที่จะดำรงความสามารถในการแข่งขันได้ เป็นที่คาดหมายว่ากองทุนนี้จะสามารถช่วยคนงานจำนวน 35,000 ถึง 50,000 คนในอุตสาหกรรมสิ่งทอและยานยนต์หรือในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องสูญเสียงานเนื่องมาจากการแข่งขันของโลกโลกาภิวัฒน์
เงื่อนไขกำหนดให้สามารถใช้กองทุนในกรณีของการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อคนงาน 1000 คนหรือจำนวน 1 % ของจำนวนคนงานทั้งหมดในถิ่นนั้นๆ โดยอาจนำไปใช้ในการฝึกอบรมคนงานเพื่อเตรียมตนเองสำหรับงานอื่นหรือช่วยสนับสนุนด้านการเงินสำหรับคนงานที่มีอายุเกิน 50 ปีเป็นเวลานาน 18 เดือนก่อนที่จะถูกปลดออกจากงาน
ความริเริ่มเรื่องกองทุนดังกล่าว สืบเนื่องมาจากข้อเรียกร้องของฝรั่งเศสเมื่อเดือนกันยายน 2548 หลังจากที่บริษัท Hewlett Packard ของสหรัฐฯตัดสินใจปลดคนงานประมาณ 6,000 ตำแหน่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งงานในฝรั่งเศส กองทุนจึงได้รับความเห็นชอบให้เดินหน้าในเดือนธันวาคม 2548 โดยเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงด้านงบประมาณในอีก 7 ปีข้างหน้าของสหภาพยุโรป และเป็นที่คาดหมายว่าจะใช้เงินจากงบประมาณสำรองที่ยังไม่ได้มีการใช้ ส่วนการขอรับเงินนั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกและสภายุโรป
อย่างไรก็ตาม ประเทศสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรป จำนวนหนึ่งไม่แสดงความกระตือรือร้นต่อเรื่องกองทุนนี้มากนัก เนื่องจากเกรงว่าประเทศสมาชิกเก่า จะเป็นผู้ใช้กองทุนนี้เพื่อการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเสียเอง เนื่องจากประเทศที่เปลี่ยนจากการปกครองแบบคอมมิวนิสต์เพิ่งผ่านการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจมาเมื่อต้นทศวรรษ 1990 โดยปราศจากเงินอุดหนุนใด ๆ จากสหภาพยุโรป นอกจากนั้นยังมีผู้วิจารณ์ว่า กองทุนจะไปซ้ำซ้อนกับกองทุนที่มีอยู่แล้วคือ European Social Fund (ESF) ก็สามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องตั้งกองทุนใหม่
นาย Vladimír Špidla ตอบโต้ในประเด็นดังกล่าวว่า การที่ประเทศสมาชิกยุโรปกลางคิดว่าจะไม่ต้องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอีกเพียงเพราะได้ผ่านกระบวนการนั้นมาแล้วเป็นความคิดที่ค่อนข้างจะธรรมดาเกินไป เชื่อว่าประเทศสมาชิกใหม่ก็อยู่ในฐานะที่จะสมัครขอรับทุนได้เช่นกัน ส่วนคณะกรรมาธิการยุโรปมีความเห็นแตกต่างว่าเรื่องการนำ ESF มาใช้จะทำให้ต้องตัดงบประมาณในส่วนของโครงการดี ๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ESF ลง เช่น โครงการที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ
แม้ว่าในแรกเริ่มจะมีประเทศสมาชิกคัดค้านข้อเสนอนี้ก็ตาม แต่ในที่สุดการประชุมเมื่อเดือนธันวาคมซึ่งมีการตกลงประนีประนอมเกี่ยวกับงบประมาณการเงินระยะยาว (จากปี 2007-2013) ได้ทำการจัดสรรงบประมาณสำหรับกองทุนนี้ โดยกองทุน EGF จะได้รับงบประมาณปีละ 500 ล้านยูโร ประเทศสมาชิกสามารถสมัครขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนในการฝึกอบรมพนักงานเพื่องานใหม่ หรือเพื่อเป็นงบประมาณสำหรับการหางานสำหรับพนักงานที่ถูกปลดออกอันเนื่องมาจาก ความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของรูปแบบการค้าโลก คณะกรรมาธิการฯได้ตั้งเกณฑ์อันซับซ้อนเพื่อกำหนดสภาพการณ์ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือ
ปัญหา
นาย Barroso ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้เน้นความสำคัญว่า EGF ไม่ได้มุ่งหมายเพื่อป้องกันภาคการผลิตที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หากแต่เป็นการช่วยเหลือแรงงานอย่างแท้จริง EU ต้องการแสดงว่ามีความห่วงใย อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญบางรายก็วิตกกังวลเกี่ยวกับกองทุนนี้เพราะเห็นปัญหาและความท้าทายหลายประการเช่น
- นอกจาก EGF จะเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้วยังจะทำให้ยุโรปมีความโดดเด่นอย่างใดอีกบ้าง กองทุนอาจเสี่ยงต่อการทำให้ความรับผิดชอบของประเทศสมาชิกต่อการจัดการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของตนเองลดลง
- อาจเกิดปัญหาระหว่างประเทศสมาชิกในการขอรับเงินทุนซึ่งมีจำนวนจำกัด
- เกณฑ์ในการรับเงินจากกองทุนที่มีความซับซ้อนนี้จะได้รับการยอมรับหรือไม่
- จะอธิบายแก่ผู้ถูกปลดออกจากงานได้อย่างไรว่าพวกเขาไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับเงินสนับสนุนเพราะผู้จ้างย้ายการผลิตไปสู่อีกประเทศหนึ่งในEU ขณะที่ผู้ถูกปลดออกจากงานซึ่งผู้จ้างย้ายการผลิตไปประเทศที่สามจะได้รับเงินสนับสนุน
ความเห็น
ความเห็นและมุมมองจากนักวิชาการ องค์กรการค้าและฝ่ายการเมืองต่อกองทุน EGF มีหลายแง่ทั้งมีความระมัดระวังและความยอมรับ เป็นต้นว่า
- นาย Daniel Gros ผู้อำนวยการของ Centre for European Policy Studies (CEPS) กล่าวว่า มีความมุ่งหวังที่จะให้กองทุนนี้เป็นสัญลักษณ์ของความดูแลห่วงใยจาก EU ที่มีต่อชะตากรรมของผู้สูญเสียจากกระแสโลกาภิวัฒน์ แต่ขนาดของกองทุนบ่งบอกว่าไม่สามารถจะกระทำเช่นนั้นได้จริง เนื่องจากเงินจำนวนเพียง 500 ล้านยูโรคงจะทำอะไรไม่ได้มากนัก แต่ก็เป็นที่คาดหมายว่าจะมีการแข่งขันกันอย่างมากเพื่อขอรับทุน นอกจากนั้นก็ยังเกิดคำถามว่า ควรมีการให้รางวัลแก่ผู้ที่เตรียมตัวไม่พร้อมต่อกระแสโลกาภิวัฒน์หรือไม่ และที่จริงแล้วเรื่องนี้ไม่ควรจะเป็นหน้าที่ของ EU แต่น่าจะเป็นเรื่องที่ประเทศสมาชิกกำหนดนโยบายในการรับมือกระแสโลกาภิวัฒน์เอง
- Eurochambres, the Association of European Chambers of Commerce and Industry ให้ความเห็นว่า EGF เป็นความผิดพลาด เพราะเป็นการส่งสัญญาณผิดๆแก่ผู้ประกอบการยุโรปว่า เราสามารถปกป้องยุโรปจากคู่แข่งขันที่เหลือในโลกได้ ซึ่งความเป็นจริงมิได้เป็นเช่นนั้น
- The European Trade Union Confederation (ETUC) มีทัศนะด้านบวกและยินดีต่อข้อเสนอของคณะกรรมาธิการฯ อย่างไรก็ตาม ETCU ไม่เห็นด้วยที่ประเทศสมาชิกมีบทบาทค่อนข้างจำกัดและวิจารณ์ต่อข้อกำหนดที่ว่าจะให้การสนับสนุนแก่แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการย้ายบริษัทหรือฐานการผลิตไปประเทศที่สามเท่านั้น และไม่ครอบคลุมถึงการโยกย้ายภายใน EU
- นาย Poul Nyrup Rasmussen, ประธานของ European Socialist Party ให้ความเห็นแง่บวกต่อ EGF แต่ก็ได้กล่าวเตือนว่า กองทุนต้องไม่ทำให้ประเทศสมาชิกลดการสนับสนุนการศึกษา การวิจัยหรือความพัฒนาด้านอื่นๆที่เป็นการทำให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ๆลง
ขั้นตอน
แผนร่างกฎระเบียบสำหรับจัดตั้ง EGF จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2007 เป็นต้นไป และหลังจากนั้น 1 ปี จะมีการทบทวนศึกษาระบบ
ผลกระทบต่อประเทศไทย
EGF แม้จะมีขนาดไม่มากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของยุโรป แต่มีข้อน่าสนใจที่อาจเกี่ยวข้องกับประเทศไทยคือ เรื่องการอุดหนุนเงินทุนแก่แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการที่ผู้ว่าจ้างย้ายบริษัทหรือการผลิตไปประเทศที่สาม ซึ่งพิจารณาได้ว่าน่าจะมีผลเป็นการส่งเสริมการย้ายธุรกิจออกไปนอกEUได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งถ้าแนวโน้มเป็นเช่นนี้จริง ประเทศไทยอาจเสนอตนเป็นทางเลือกของประเทศที่อุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันพิจารณาจะโยกย้ายมาลงทุน โดยการศึกษาข้อมูลและสถิติทางการผลิตและการค้าของแต่ละประเทศสมาชิกในEU ก็อาจสามารถระบุธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่กำลังสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันเหล่านี้ได้ เพื่อที่จะสามารถเจาะกลุ่มในการทำการตลาดเพื่อเสนอตัวและเชื้อเชิญให้เข้ามาลงทุนได้อย่างถูกเป้าหมาย
นอกจากนั้น ความเคลื่อนไหวของยุโรปครั้งนี้สื่อถึงท่าทาของสหภาพยุโรปที่จะเข้ามาโอบอุ้มอุตสาหกรรมของตนที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่าวยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพแรงงานและสวัสดิการสังคมที่ดี สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้น่าจะส่งผลต่อความตระหนักรู้เพื่อการเตรียมตัวในด้านการปรับโครงสร้างทางอุตสาหกรรมเช่นกัน เพราะปัจจุบันบางอุตสาหกรรมของไทยก็กำลังสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันให้แก่ประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ทำให้จำเป็นต้องปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเพื่อการแข่งขัน อาทิ อุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นต้น การมีกองทุนในลักษณะนี้อาจเป็นตัวอย่างที่ดีในการให้สวัสดิการที่ดีแก่แรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสนับสนุนการฝึกอบรมอาชีพใหม่และการพัฒนาคุณภาพและศักยภาพของแรงงาน ซึ่งนับว่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้การปรับโครงสร้างทางอุตสาหกรรมมีความคล่องตัวหรือความเป็นไปได้สูงขึ้น เพราะอาจช่วยลดปัญหาและความยากลำบากในด้านที่เกี่ยวกับคนงานไปได้ส่วนหนึ่ง
Related Items:
- กระแสโลกาภิวัฒน์และการปฏิรูปตลาดแรงงานในยุโรป ตอนที่1
- ปัญหาการจ้างงานในสหภาพยุโรป
- ยุโรปยังมีอัตราการว่างงานสูง: ตัวเลขคนว่างงานในเดือน เมษายน 2549
|