กองทุน European Globalisation adjustment Fund เพื่อแรงงานยุโรป Print E-mail
Written by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Thursday, 02 March 2006

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2549 คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนโลกาภิวัฒน์ หรือ 'European Globalisation adjustment Fund' (EGF) มูลค่า 500 ล้านยูโรต่อปี เพื่อช่วยเหลือคนงานและแรงงานยุโรปที่ได้รับผลกระทบจากจาการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมหลักเนื่องมาจากกระแสโลกาภิวัฒน์ ทำให้คนงานที่ต้องสูญเสียงานสามารถปรับตัวผ่านอุปสรรคไปได้ โดยกองทุนดังกล่าวจะทำในรูปแบบของการให้เงินช่วยเหลือ การสนับสนุนการฝึกอบรมวิชาชีพใหม่ และความช่วยเหลือเพื่อหางานใหม่ อาทิ ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ และอุตสาหกรรมยานยนต์

ความเป็นมา ของ 'European Globalisation adjustment Fund' (EGF)

นาย Vladimír Špidla กรรมาธิการด้านนโยบายทางสังคม (Social Affairs and Equal Opportunities) กล่าวว่า “ปัจจุบัน ความสามารถทางการแข่งขันที่แท้จริงสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่การผลิตที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะทุกคนก็กำลังมุ่งทำจุดนี้อยู่ หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงการผลิตจากรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่งภายในเวลาอันสั้นที่สุด กองทุนนี้จะช่วยเสริมความพยายามของยุโรปที่จะดำรงความสามารถในการแข่งขันได้ ” เป็นที่คาดหมายว่ากองทุนนี้จะสามารถช่วยคนงานจำนวน 35,000 ถึง 50,000 คนในอุตสาหกรรมสิ่งทอและยานยนต์หรือในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องสูญเสียงานเนื่องมาจากการแข่งขันของโลกโลกาภิวัฒน์

เงื่อนไขกำหนดให้สามารถใช้กองทุนในกรณีของการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อคนงาน 1000 คนหรือจำนวน 1 % ของจำนวนคนงานทั้งหมดในถิ่นนั้นๆ โดยอาจนำไปใช้ในการฝึกอบรมคนงานเพื่อเตรียมตนเองสำหรับงานอื่นหรือช่วยสนับสนุนด้านการเงินสำหรับคนงานที่มีอายุเกิน 50 ปีเป็นเวลานาน 18 เดือนก่อนที่จะถูกปลดออกจากงาน

ความริเริ่มเรื่องกองทุนดังกล่าว สืบเนื่องมาจากข้อเรียกร้องของฝรั่งเศสเมื่อเดือนกันยายน 2548 หลังจากที่บริษัท Hewlett Packard ของสหรัฐฯตัดสินใจปลดคนงานประมาณ 6,000 ตำแหน่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งงานในฝรั่งเศส กองทุนจึงได้รับความเห็นชอบให้เดินหน้าในเดือนธันวาคม 2548 โดยเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงด้านงบประมาณในอีก 7 ปีข้างหน้าของสหภาพยุโรป และเป็นที่คาดหมายว่าจะใช้เงินจากงบประมาณสำรองที่ยังไม่ได้มีการใช้ ส่วนการขอรับเงินนั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกและสภายุโรป

อย่างไรก็ตาม ประเทศสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรป จำนวนหนึ่งไม่แสดงความกระตือรือร้นต่อเรื่องกองทุนนี้มากนัก เนื่องจากเกรงว่าประเทศสมาชิกเก่า จะเป็นผู้ใช้กองทุนนี้เพื่อการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเสียเอง เนื่องจากประเทศที่เปลี่ยนจากการปกครองแบบคอมมิวนิสต์เพิ่งผ่านการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจมาเมื่อต้นทศวรรษ 1990 โดยปราศจากเงินอุดหนุนใด ๆ จากสหภาพยุโรป นอกจากนั้นยังมีผู้วิจารณ์ว่า กองทุนจะไปซ้ำซ้อนกับกองทุนที่มีอยู่แล้วคือ European Social Fund (ESF) ก็สามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องตั้งกองทุนใหม่

นาย Vladimír Špidla ตอบโต้ในประเด็นดังกล่าวว่า “การที่ประเทศสมาชิกยุโรปกลางคิดว่าจะไม่ต้องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอีกเพียงเพราะได้ผ่านกระบวนการนั้นมาแล้วเป็นความคิดที่ค่อนข้างจะธรรมดาเกินไป เชื่อว่าประเทศสมาชิกใหม่ก็อยู่ในฐานะที่จะสมัครขอรับทุนได้เช่นกัน” ส่วนคณะกรรมาธิการยุโรปมีความเห็นแตกต่างว่าเรื่องการนำ ESF มาใช้จะทำให้ต้องตัดงบประมาณในส่วนของโครงการดี ๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ESF ลง เช่น โครงการที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ

แม้ว่าในแรกเริ่มจะมีประเทศสมาชิกคัดค้านข้อเสนอนี้ก็ตาม แต่ในที่สุดการประชุมเมื่อเดือนธันวาคมซึ่งมีการตกลงประนีประนอมเกี่ยวกับงบประมาณการเงินระยะยาว (จากปี 2007-2013) ได้ทำการจัดสรรงบประมาณสำหรับกองทุนนี้ โดยกองทุน EGF จะได้รับงบประมาณปีละ 500 ล้านยูโร ประเทศสมาชิกสามารถสมัครขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนในการฝึกอบรมพนักงานเพื่องานใหม่ หรือเพื่อเป็นงบประมาณสำหรับการหางานสำหรับพนักงานที่ถูกปลดออกอันเนื่องมาจาก ”ความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของรูปแบบการค้าโลก” คณะกรรมาธิการฯได้ตั้งเกณฑ์อันซับซ้อนเพื่อกำหนดสภาพการณ์ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือ

ปัญหา

นาย Barroso ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้เน้นความสำคัญว่า EGF ไม่ได้มุ่งหมายเพื่อป้องกันภาคการผลิตที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หากแต่เป็นการช่วยเหลือแรงงานอย่างแท้จริง EU ต้องการแสดงว่ามีความห่วงใย อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญบางรายก็วิตกกังวลเกี่ยวกับกองทุนนี้เพราะเห็นปัญหาและความท้าทายหลายประการเช่น
- นอกจาก EGF จะเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้วยังจะทำให้ยุโรปมีความโดดเด่นอย่างใดอีกบ้าง กองทุนอาจเสี่ยงต่อการทำให้ความรับผิดชอบของประเทศสมาชิกต่อการจัดการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของตนเองลดลง
- อาจเกิดปัญหาระหว่างประเทศสมาชิกในการขอรับเงินทุนซึ่งมีจำนวนจำกัด
- เกณฑ์ในการรับเงินจากกองทุนที่มีความซับซ้อนนี้จะได้รับการยอมรับหรือไม่
- จะอธิบายแก่ผู้ถูกปลดออกจากงานได้อย่างไรว่าพวกเขาไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับเงินสนับสนุนเพราะผู้จ้างย้ายการผลิตไปสู่อีกประเทศหนึ่งในEU ขณะที่ผู้ถูกปลดออกจากงานซึ่งผู้จ้างย้ายการผลิตไปประเทศที่สามจะได้รับเงินสนับสนุน

ความเห็น

ความเห็นและมุมมองจากนักวิชาการ องค์กรการค้าและฝ่ายการเมืองต่อกองทุน EGF มีหลายแง่ทั้งมีความระมัดระวังและความยอมรับ เป็นต้นว่า

- นาย Daniel Gros ผู้อำนวยการของ Centre for European Policy Studies (CEPS) กล่าวว่า มีความมุ่งหวังที่จะให้กองทุนนี้เป็นสัญลักษณ์ของความดูแลห่วงใยจาก EU ที่มีต่อชะตากรรมของผู้สูญเสียจากกระแสโลกาภิวัฒน์ แต่ขนาดของกองทุนบ่งบอกว่าไม่สามารถจะกระทำเช่นนั้นได้จริง เนื่องจากเงินจำนวนเพียง 500 ล้านยูโรคงจะทำอะไรไม่ได้มากนัก แต่ก็เป็นที่คาดหมายว่าจะมีการแข่งขันกันอย่างมากเพื่อขอรับทุน นอกจากนั้นก็ยังเกิดคำถามว่า ควรมีการให้รางวัลแก่ผู้ที่เตรียมตัวไม่พร้อมต่อกระแสโลกาภิวัฒน์หรือไม่ และที่จริงแล้วเรื่องนี้ไม่ควรจะเป็นหน้าที่ของ EU แต่น่าจะเป็นเรื่องที่ประเทศสมาชิกกำหนดนโยบายในการรับมือกระแสโลกาภิวัฒน์เอง

- Eurochambres, the Association of European Chambers of Commerce and Industry ให้ความเห็นว่า EGF เป็น’ความผิดพลาด’ เพราะเป็นการส่งสัญญาณผิดๆแก่ผู้ประกอบการยุโรปว่า เราสามารถปกป้องยุโรปจากคู่แข่งขันที่เหลือในโลกได้ ซึ่งความเป็นจริงมิได้เป็นเช่นนั้น

- The European Trade Union Confederation (ETUC) มีทัศนะด้านบวกและยินดีต่อข้อเสนอของคณะกรรมาธิการฯ อย่างไรก็ตาม ETCU ไม่เห็นด้วยที่ประเทศสมาชิกมีบทบาทค่อนข้างจำกัดและวิจารณ์ต่อข้อกำหนดที่ว่าจะให้การสนับสนุนแก่แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการย้ายบริษัทหรือฐานการผลิตไปประเทศที่สามเท่านั้น และไม่ครอบคลุมถึงการโยกย้ายภายใน EU

- นาย Poul Nyrup Rasmussen, ประธานของ European Socialist Party ให้ความเห็นแง่บวกต่อ EGF แต่ก็ได้กล่าวเตือนว่า กองทุนต้องไม่ทำให้ประเทศสมาชิกลดการสนับสนุนการศึกษา การวิจัยหรือความพัฒนาด้านอื่นๆที่เป็นการทำให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ๆลง

ขั้นตอน

แผนร่างกฎระเบียบสำหรับจัดตั้ง EGF จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2007 เป็นต้นไป และหลังจากนั้น 1 ปี จะมีการทบทวนศึกษาระบบ

ผลกระทบต่อประเทศไทย

EGF แม้จะมีขนาดไม่มากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของยุโรป แต่มีข้อน่าสนใจที่อาจเกี่ยวข้องกับประเทศไทยคือ เรื่องการอุดหนุนเงินทุนแก่แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการที่ผู้ว่าจ้างย้ายบริษัทหรือการผลิตไปประเทศที่สาม ซึ่งพิจารณาได้ว่าน่าจะมีผลเป็นการส่งเสริมการย้ายธุรกิจออกไปนอกEUได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งถ้าแนวโน้มเป็นเช่นนี้จริง ประเทศไทยอาจเสนอตนเป็นทางเลือกของประเทศที่อุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันพิจารณาจะโยกย้ายมาลงทุน โดยการศึกษาข้อมูลและสถิติทางการผลิตและการค้าของแต่ละประเทศสมาชิกในEU ก็อาจสามารถระบุธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่กำลังสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันเหล่านี้ได้ เพื่อที่จะสามารถเจาะกลุ่มในการทำการตลาดเพื่อเสนอตัวและเชื้อเชิญให้เข้ามาลงทุนได้อย่างถูกเป้าหมาย

นอกจากนั้น ความเคลื่อนไหวของยุโรปครั้งนี้สื่อถึงท่าทาของสหภาพยุโรปที่จะเข้ามาโอบอุ้มอุตสาหกรรมของตนที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่าวยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพแรงงานและสวัสดิการสังคมที่ดี สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้น่าจะส่งผลต่อความตระหนักรู้เพื่อการเตรียมตัวในด้านการปรับโครงสร้างทางอุตสาหกรรมเช่นกัน เพราะปัจจุบันบางอุตสาหกรรมของไทยก็กำลังสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันให้แก่ประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ทำให้จำเป็นต้องปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเพื่อการแข่งขัน อาทิ อุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นต้น การมีกองทุนในลักษณะนี้อาจเป็นตัวอย่างที่ดีในการให้สวัสดิการที่ดีแก่แรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสนับสนุนการฝึกอบรมอาชีพใหม่และการพัฒนาคุณภาพและศักยภาพของแรงงาน ซึ่งนับว่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้การปรับโครงสร้างทางอุตสาหกรรมมีความคล่องตัวหรือความเป็นไปได้สูงขึ้น เพราะอาจช่วยลดปัญหาและความยากลำบากในด้านที่เกี่ยวกับคนงานไปได้ส่วนหนึ่ง

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Related Items:

  1. กระแสโลกาภิวัฒน์และการปฏิรูปตลาดแรงงานในยุโรป ตอนที่1
  2. ปัญหาการจ้างงานในสหภาพยุโรป
  3. ยุโรปยังมีอัตราการว่างงานสูง: ตัวเลขคนว่างงานในเดือน เมษายน 2549
Last Updated ( Wednesday, 21 June 2006 )
host by colorpack.net