|
ระบบ GSP (Generalised System of Preferences) หมายถึง ระบบสิทธิพิเศษทางศุลกากรเป็นการทั่วไปที่ประเทศพัฒนาแล้วให้แก่สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศกำลังพัฒนา โดยการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีนำเข้าแก่สินค้าในข่ายได้รับสิทธิ
การให้ GSP เกิดขึ้นครั้งแรกภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากเกิดปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ในคราวประชุมของคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development- UNCTAD) เมื่อปี 1964 ได้มีการเสนอ ให้มีระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (Generalized System of Preferences หรือ GSP) ขึ้น เพื่อช่วยเหลือประเทศ กำลังพัฒนา ซึ่งต่อมาในคราวประชุม UNCTAD ปี 1968 ที่ประชุมจึงได้ยอมรับในระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ GSP โดยกำหนดให้ระบบ GSP ที่ก่อตั้งขึ้นนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการส่งออก การพัฒนาอุตสาหกรรมและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย และอยู่บนหลักการพื้นฐาน 3 ประการ คือ เป็นการให้สิทธิโดยทั่วไป (Generalised) ไม่หวังผลตอบแทน (Non - recipocal) และไม่เลือกปฎิบัติ (Non-discrimination)
ในปี 1971 มีการรับรองให้ GSP เป็นข้อยกเว้น (waiver) ของมาตรา 1 เรื่อง Most Favoured Nations (MFN) เป็นเวลา 10 ปี และในการเจรจารอบโตเกียว ปี 1979 ได้ยอมรับให้หลักการ GSP ให้เป็นข้อยกเว้นของหลัก MFN เป็นการถาวร ต่อมามีการยอมให้มีการให้มอบสิทธิพิเศษ GSP ที่แตกต่างกันกับประเทศกำลังพัฒนาได้
สำหรับสหภาพยุโรป ได้มีการเริ่มให้ GSP ตั้งแต่ 1 กรกฏาคม 1971 ในรูปแบบของการลดภาษีหรือการให้นำเข้าได้โดยไม่ต้องเสียภาษี มีการวางแผนแม่บท (guideline) เป็นรอบๆ แต่ละรอบมีระยะเวลา 10 ปี โครงการที่ 1 ดำเนินการระหว่างปี 1971-1980 โครงการที่ 2 ระหว่างปี 1981-1990 ให้สิทธิพิเศษแก่กลุ่มประเทศ ANDEAN โดยยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าเกษตร เนื่องจากมีการปราบปรามยาเสพติด หลังปี 1990 สหภาพยุโรปไม่สามารถต่อโครงการ เนื่องจากรอผลการเจรจารอบอุรุกวัยที่ยืดเยื้อ หลังจากการเจรจาเสร็จสิ้นเมื่อ 15 ธันวาคม 1993 สหภาพยุโรปก็ได้ทบทวนการดำเนินโครงการ GSP ต่อไป
สำหรับ GSP ในรอบปัจจุบัน มีอายุโครงการ 10 ปี (พ.ศ.2549-2558) โดยพิจารณาทบทวนทุกๆ 3 ปี ช่วง 3 ปีแรกตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2548 31 ธ.ค. 2551
GSP ในรอบปัจจุบัน มีการปรับเปลี่ยนการแบ่งกลุ่มสินค้า โดยแบ่งเป็น 21 หมวด (section) ตามระบบพิกัดศุลกากร แทนระบบเดิมที่แบ่งเป็น 33 กลุ่ม (sector)
นอกจากนี้ ยังได้มีการใช้ กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าร่วม (culmulation of origin) โดยประเทศในกลุ่มอาเซียนเป็นหนึ่งในสามกลุ่มที่ได้รับสิทธินี้ ซึ่งประกอบด้วยประเทศ บรูไน ดารุซาลาม กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย เวียดนาม และ สิงค์โปร์ (แม้ สิงค์โปร์จะไม่ได้รับสิทธิ GSP แล้วก็ตาม แต่ก็ยังให้รวมอยู่ในกลุ่มนี้)
หลักเกณฑ์การให้สิทธิ GSP
สหภาพยุโรปได้กำหนดหลักการในการให้สิทธิ GSP ไว้ 3 ประเภท คือ
1. สิทธิพิเศษภายใต้มาตรการ GSP ปกติ (General Arrangement)
2. สิทธิพิเศษปลอดภาษีและปลอดโควต้าสินค้านำเข้าทุกชนิด ยกเว้นอาวุธยุทโธปกรณ์ (Everything But Arms: EBA) สำหรับกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด 50 ประเทศ
3. สิทธิพิเศษเพิ่มเติมภายใต้มาตรการจูงใจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและธรรมาภิบาล (Special Incentive Arrangement for Sustainable Development & Good Governance) หรือ GSP+
หลักเกณฑ์การตัดสิทธิ GSP
สำหรับหลักเกณฑ์หลักเกณฑ์การตัดสิทธิ GSP นั้น ทางสหภาพยุโรปได้กำหนดหลักเกณฑ์การตัดสิทธิ GSP ไว้ดังนี้
1. พิจารณาจากส่วนแบ่งการตลาด (market share) ภายใต้สิทธิ GSP ใน EU เกิน 15% ของมูลค่าการนำเข้ารวมจากประเทศผู้รับสิทธิ GSP ทั่วโลก
2. ยกเว้นหมวด 11 สิ่งทอ ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปเสนอให้ใช้เกณฑ์การตัดสิทธิ GSP สินค้าที่มีสัดส่วนการตลาดภายใต้ GSP เกิน 12.5%
3. การทบทวนการตัดสิทธิจะกระทำทุกๆ 3 ปี โดยคำนวณจากสถิติการนำเข้าช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ผลกระทบต่อสินค้าไทย
สำหรับ GSP ในรอบปัจจุบัน สินค้าไทยที่เดิมถูกตัด GSP ไปแล้ว 7 กลุ่มจะได้คืนสิทธิมา 6 กลุ่ม คือ
สินค้าประมง
อาหารปรุงแต่งและเครื่องดื่ม
ผลิตภัณฑ์พลาสติกและยาง
รองเท้า
แก้วและเซรามิก
ผลิตภัณฑ์อิเลคทรอนิกส์ในครัวเรือน
สินค้าทั้งหกกลุ่มนี้ล้วนเป็นสินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูง โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมในปี 2546 กว่า 233.22 พันล้านบาท หรือ 47.76% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทยไป EU) โดยเฉพาะสินค้ากุ้งแช่แข็งซึ่งตั้งแต่ถูก EU ตัดสิทธิ GSP เป็นต้นมา การส่งออกของไทยไป EU ลดลงไปอย่างมีนัยสำคัญ (จาก 35,000 ตัน มูลค่า 191.65 ล้านยูโรในปี 2541 เหลือเพียง 7,224 ตัน มูลค่า 19.44 ล้านยูโรในปี 2545 และลดลงเหลือ 5.10 ล้านยูโรในปี 2546) และสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์อิเลคทรอนิกส์ในครัวเรือนที่ถูกตัดสิทธิไปเมื่อ 1 พ.ค. 2547 มีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 142.23 พันล้านบาท
ส่วนสินค้าที่จะถูกตัดสิทธิ GSP มี 2 หมวด ได้แก่
สินค้ากลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ
สินค้ากลุ่มยานยนต์และอุปกรณ์ขนส่ง
โดยมีมูลค่าการส่งออกในปี 2546 รวม 73.6821 พันล้านบาท หรือ 15.09% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทยไป EU
ติดต่อขอใช้สิทธิ GSP
หากผู้ประกอบการท่านใดเห็นว่าสินค้าของตนอาจจะอยู่ในข่ายได้รับสิทธิ GSP สามารถตรวจสอบได้ที่ EU Export Help Desk for Developing Countries
ทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ GSP ได้ที่
http://europa.eu.int/comm/trade/issues/global/gsp/index_en.htm
http://europa.eu.int/comm/trade/issues/global/gsp/gspguide.htm
Related Items:
- EU เห็นชอบมาตรการภาษีพิเศษกุ้งไทยแล้ว
- GSP รอบใหม่ของ EU กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง
- GSP รอบใหม่ยังคงเป็นเรื่องน่าหนักใจสำหรับคณะกรรมาธิการยุโรป
- Peter Mandelson ยืนยันไทยได้ประโยชน์จาก GSP รอบใหม่
- การทูตเพื่อชาวนากุ้งไทย
|