สถานการณ์เศรษฐกิจโปรตุเกส Print E-mail
Contributed by สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิสบอน   
Monday, 23 January 2006

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิสบอน รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโปรตุเกส มีสาระสำคัญดังนี้

1. สภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจของโลกที่ลดอัตราการเจริญเติบโตลง จากร้อยละ 4 ในปี 2547 เหลือร้อยละ 3.2 ในปี 2548 เศรษฐกิจโปรตุเกสในปี 2548 ยังคงตกต่ำและฝืดเคือง การขาดดุลงบประมาณสูงเกินกำหนดของสหภาพยุโรปเป็นอย่างมาก โดยขาดดุลสูงถึงร้อยละ 6.2 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ ในขณะที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้เพียงไม่เกิน 3%

สำหรับการคาดการณ์อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยหลายสำนัก รวมทั้งธนาคารชาติโปรตุเกส ในเดือนมกราคม 2549 ต่างพากันลดระดับลงจากการคาดการณ์เมื่อเดือนธันวาคม 2548 โดยเฉลี่ย คาดกันว่าอัตราการเจริญเติบโตในปี 2548 มีเพียง 0.3% และในปี 2549 จะเติบโตเพียง 0.7% โดยธนาคารชาติโปรตุเกสคาดการณ์ การเติบโตในปี 2548 เท่ากับ 0.3% และปี 2549 เท่ากับ 0.8% และในปี 2550 จะเติบโต 1%

ทั้งนี้ บริษัท Standard & Poor คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโปรตุเกสจะเริ่มเติบโตอย่างจริงจังในปี 2551 โดยก่อนหน้านั้นจะเติบโตเพียงเล็กน้อยมาก และว่าการที่ธนาคารกลางแห่งยุโรปประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อปลายปี 2548 นั้น ถึงแม้จะไม่กระทบต่อเศรษฐกิจโปรตุเกสในทันที แต่จะได้มีผลกระทบต่อความมั่นใจของผู้บริโภคในโปรตุเกส ซึ่งในระยะยาวแล้วจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจต่าง ๆ ของโปรตุเกสแน่นอน

ความมั่นใจของผู้บริโภคลดลงอย่างต่อเนื่องและเห็นได้ชัดในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ซึ่งมีการจับจ่ายใช้สอยน้อยกว่าปีก่อน อัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยในเดือนธันวาคมคงอยู่ที่ 2.3% เท่ากับเดือนพฤศจิกายนที่ ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ธนาคารชาติโปรตุเกสคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในปี 2549 ทั้งปี อาจสูงถึง 2.5% ในขณะที่ในปี 2548 เท่ากับ 2.1%

นอกจากนั้น จากการวิเคราะห์พบว่า การเติบโตของเศรษฐกิจในรอบปี 2548 ที่ถึงแม้จะเล็กน้อยนั้น ถูกกระตุ้นโดยการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ ประชาชนเป็นหนี้เพิ่มขึ้น 13.8% คิดเป็นมูลค่า 3,600 ล้านยูโร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์เงินของประเทศในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะปริมาณหนี้จะสูงขึ้นอีกมาก หลังจากที่อัตราดอกเบี้ยในยุโรปเพิ่มขึ้น ปริมาณหนี้ดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วน ถึง 118 % ของรายได้ และพบว่า 80% ของหนี้สินเป็นการกู้ยืมเพื่อซื้อหรือปลูกสร้างบ้าน

2. สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศของโปรตุเกส

ถึงแม้ว่าในปี 2548 การส่งออกของโปรตุเกสจะสูงขึ้น แต่การนำเข้ากลับเติบโตขึ้นในอัตราที่สูงกว่า จึงส่งผลให้โปรตุเกสเสียดุลการค้าในปี 2548 ถึง 21,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ส่งออก 38,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 60,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในขณะที่เมื่อปี 2547 ขาดดุลเพียง 18,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่สูงขึ้นอย่างมาก ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของธุรกิจและอุตสาหกรรมของโปรตุเกส ค่าเงินยูโรที่สูงขึ้น และการแข่งขันจากประเทศในยุโรปตะวันออก และจีน อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี 2549 และ 2550 โปรตุเกสจะขาดดุลการค้าในอัตราน้อยลงเป็นลำดับ เนื่องจากราคาน้ำมันที่คาดว่าจะลดลง และการส่งออกของโปรตุเกสที่คาดว่าจะเติบโตในอัตราที่สูงกว่าอัตราการเติบโตของการนำเข้า และรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่จะเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง ประกอบกับการที่จีนได้ออกมาตรการจำกัดการส่งออกสินค้าสิ่งทอมายังสหภาพยุโรป ส่งผลให้อุตสาหกรรมสิ่งทอของโปรตุเกสยังสามารถแข่งขันได้ในระดับหนึ่ง และจะยังคงยังส่งออกไปยังประเทศยุโรปอื่น ๆ ได้ต่อไป

ในส่วนที่เกี่ยวกับไทย เนื่องจากเศรษฐกิจของโปรตุเกสจะเริ่มมีพัฒนาการในทางบวกในปี 2549 การค้าระหว่างประเทศขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการส่งออก และการนำเข้า ฉะนั้น จึงเป็นการขยายตลาดสำหรับสินค้าของไทยในทุกชนิดที่มีการส่งออกไปยังโปรตุเกส โดยเฉพาะสินค้ารถยนต์ สิ่งทอ เครื่องประดับอัญมณี เฟอร์นิเจอร์ เครื่องปรับอากาศ อาหารสำเร็จรูป และอาหารทะเลแช่เย็นแช่แข็ง เป็นต้น

3. รายได้ของประชาชนลดลงแต่รายจ่ายเพิ่มขึ้น

ถึงแม้ความมั่นใจของผู้บริโภคจะลดลงอย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจัยต่างๆ รวมทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลก นโยบายรัฐบาลปัจจุบันในการเพิ่มรายได้และตัดรายจ่ายภาครัฐโดยการขึ้นภาษีหลายประเภทในปีนี้ อาทิ ภาษีน้ำมันเชื้อเพลิง ภาษียาสูบ และภาษีรถยนต์ และแทบจะไม่ขึ้นเงินเดือนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการหลายประเภทขึ้นราคา ดังนี้ ขนส่งมวลชนขึ้น 2.3% ค่าไฟฟ้าในบ้านขึ้น 1.2% ค่าไฟฟ้าอุตสาหกรรม ซึ่งใช้กำลังไฟสูงขึ้น 7.1-10.2 % ค่าทางด่วน ขึ้น 2.8% ค่าผ่านสะพานข้ามแม่น้ำแตชู ขึ้น 4.3% สำหรับสะพาน 25 เมษาและ 5% สำหรับสะพานวาสโก ดากามา ราคาบุหรี่ขึ้น 15% (เนื่องจากภาษียาสูบขึ้น 13% บวกกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขึ้นไปก่อนแล้ว) ภาษีน้ำมันดีเซลขึ้น 10% น้ำมันเบ็นซิน 7% ค่าเช่าบ้านขึ้น 2.1% ภาษีรถยนต์เพิ่ม 2.3% และราคาขนมปัง อาหารพื้นฐานของคนโปรตุเกสจะขึ้นราคา 10% เนื่องจากราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น

ในขณะที่ ในด้านรายรับ ภายหลังจากการเจรจาต่อรองอันยาวนานและตึงเครียดระหว่างสหภาพเจ้าหน้าที่ของรัฐและรัฐบาลตั้งแต่ปลายปี 2548 ในที่สุด ผู้ว่าการธนาคารชาติโปรตุเกสก็ประกาศอนุมัติให้ขึ้นเงินเดือนเจ้าหน้าที่ของรัฐเพียง 1.5% และให้คำแนะนำสำหรับภาคเอกชนในการขึ้นเงินเดือนลูกจ้างให้คำนึงถึงสภาวะความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลประกาศค่าแรงขั้นต่ำในปี 2549 เท่ากับ 385.9 ยูโรต่อเดือน เท่ากับเพิ่มขึ้น 3% จากปีที่แล้ว

4. การส่งเสริมการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศ

เนื่องจากเศรษฐกิจโปรตุเกส โดยส่วนใหญ่ พึ่งพาการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศ โดยเฉพาะการส่งออก และการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เมื่อสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจเริ่มทรวดเซมาตั้งแต่ปี 2545 รัฐบาลที่ผ่านๆ มาต่างก็พยายามส่งเสริมเพิ่มพูนการส่งออกไปยังต่างประเทศ และส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศโดยการชักจูงต่างๆ อาทิ เมื่อต้นเดือนมกราคม 2549 นายกรัฐมนตรีโสคราตีสก็ได้เป็นประธานการสัมมนาบริษัทโปรตุเกส 30 บริษัทที่ดำเนินธุรกิจกับประเทศอังโกล่า อดีตอาณานิคมในอัฟริกา โดยมุ่งหวังจะส่งเสริมการขยายตลาดสำหรับสินค้าโปรตุเกสในอังโกล่า เนื่องจากพบว่าในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาการส่งออกของโปรตุเกสไปยังอังโกล่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2548 มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 671 ล้านยูโร ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีบริษัทโปรตุเกส 200 บริษัทที่มีสำนักงานหรือสาขาในอังโกล่า ส่วนใหญ่ทำธุรกิจการเงินการธนาคาร

-----------------

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Related Items:

  1. สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของโปรตุเกส
  2. สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของโปรตุเกส
Last Updated ( Tuesday, 24 January 2006 )