|
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2548 คณะมนตรียุโรป (Council) ได้ออกกฎหมายเพื่อสนับสนุนให้นักวิจัยจากประเทศนอกสหภาพยุโรปสามารถเข้ามาทำงานวิจัยในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น เพื่อเป็นการดึงดูดนักวิจัยจากทั่วโลกให้เข้ามาทำงานวิจัยในสหภาพยุโรปมากขึ้น อันเป็นการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาของสหภาพยุโรป ตามแผนยุทธศาสตร์ลิสบอน กฎหมายซึ่งประกอบด้วยกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่
1. Directive ซึ่งกำหนดขั้นตอนใหม่ในการรับนักวิจัยจากประเทศนอกสหภาพยุโรปให้เข้ามาทำงานวิจัย โดยมีการกำหนดระยะเวลาให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎหมายให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2550
กฎหมายใหม่ดังกล่าวเป็นการส่งเสริมให้หน่วยงานหรือองค์กรวิจัยในสหภาพยุโรปจัดทำข้อตกลงเพื่อเป็นต้นสังกัด (host agreement) ให้แก่นักวิจัยจากประเทศนอกสหภาพยุโรป ซึ่งจะต้องระบุทักษะด้านการวิจัยของนักวิจัยที่องค์กรต้องการ และหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศสมาชิกจะช่วยอำนายควมสะดวกโดยการผ่านขั้นต่าง ๆ อย่างรวดเร็วและทำการออกใบอนุญาตพักอาศัย (residence permit)ในสหภาพยุโรปให้
นอกจากนั้น กฎหมายใหม่นี้จะช่วยให้นักวิจัยได้รับสิทธิพำนักอาศัยและการทำงานในประเทศสหภาพยุโรปโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบฐานะทางการเงิน อีกทั้งจะได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันกับประชาชนยุโรปในหลายประการ เช่น สวัสดิการทางสังคม เงื่อนไขทางด้านการทำงาน และการเดินทางอย่างอิสระเพื่อการทำงานวิจัยในเขต Schengen และประเทศไอร์แลนด์ นอกจากนั้น ในกฎหมายนี้ยังสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยุโรปอนุญาตให้นักวิจัยที่เข้ามาทำงานในสหภาพยุโรปอย่างถูกต้องตามกฎหมายสามารถขอใบอนุญาตพักอาศัยได้โดยไม่ต้องเดินทางกลับประเทศก่อน ดังเช่นที่เคยปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจะต้องนำข้อกำหนดในกฎหมายเหล่านี้มาใช้ปฏิบัติให้ได้ก่อน เดือนตุลาคม พ.ศ. 2550
2. Recommendation on facilitating the admission ซึ่งเป็นข้อแนะนำของคณะกรรมาธิการยุโรปแก่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการสนับสนุนการเข้ามาทำงานวิจัยของนักวิจัยจากประเทศนอกสหภาพยุโรป
3. Recommendation on short-term visas ซึ่งเป็นข้อแนะนำของคณะกรรมาธิการยุโรปแก่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปในเรื่องรูปแบบการทำวีซ่าระยะสั้น ซึ่งได้มีการบัญญัติกฎหมายนี้แล้วตั้งแต่ เดือนกันยายน 2548
เหตุผลของการออกกฎหมายดังกล่าวเพื่อสนับสนุนการเข้ามาทำงานวิจัยในสหภาพยุโรปของนักวิจัยจากประเทศนอกสหภาพยุโรป กล่าวคือ ที่ผ่านมาสหภาพยุโรปมีการลงทุนทางด้านการวิจัยยังไม่มากเท่าที่ควรและจำนวนเด็กชาวยุโรป ๆ ที่ต้องการก้าวสู่อาชีพวิจัยทางวิทยาศาสตร์จึงมีจำนวนน้อยลง ปัจจุบันสหภาพยุโรปต้องการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจยุโรปโดยอาศัยการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ตามแผนยุทธศาสตร์ลิสบอน สหภาพยุโรปจึงได้พยายามเร่งการลงทุนด้าน R&D (การวิจัยและพัฒนา) และกระตุ้นความสนใจของชาวยุโรปทางด้านวิทยาศาสตร์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่นการจัดตั้ง European Institute of Technology (EIT) การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ และงานแสดงทางด้านวิทยาศาสตร์ และในขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปก็ใช้แผนการลัดโดยการพยายามดึงดูดนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยจากประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกให้เข้ามาพำนักอาศัยในสหภาพยุโรปด้วย โดยอาจมี EIT เป็นศูนย์รวม
ในส่วนของประเทศไทย อาจได้รับประโยชน์จากกฎหมายใหม่ของสหภาพยุโรปในการสนับสนุนนักวิจัยให้เข้ามาทำงานวิจัยในสหภาพยุโรป โดยที่นักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ไทยรุ่นใหม่อาจมีโอกาสเข้ามาศึกษาและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ จากยุโรปได้ง่ายและสะดวกขึ้น เพื่อนำกลับมาใช้ในการพัฒนาประเทศต่อไป อย่างไรก็ดี ปัญหาสมองไหลของนักวิจัยไทยสู่ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก รวมทั้งยุโรปก็เป็นอีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงและต้องคอยเฝ้าระวัง
Related Items:
- 6th และ 7th Framework Programme ด้านการวิจัยของสหภาพยุโรป: โอกาสด้านการวิจัยและพัฒนาของไทย
- EU ยังด้อยกว่าสหรัฐฯและญี่ปุ่นในด้านนวัตกรรม
- Janez Potocnik เปิดตัว FP7
- The University of Leuven กับการวิจัยระดับโลก
- การขนส่ง กับทุนวิจัยของสหภาพยุโรป ค.ศ. 2010
|