งานวิจัยจากเยอรมนีชี้อียูประเมินประโยชน์ของไบโอดีเซลจากน้ำมันเรพซีดเกินจริง Print E-mail
Written by คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป   
Wednesday, 08 August 2012

ในขณะที่สหภาพยุโรปหรืออียูเพิ่งจะออกกฎหมายรองรับ “REDcert” หรือใบรับรอง ค่าความยั่งยืน (sustainability criteria) ของเชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuels) และของเหลวชีวภาพ (bioliquids) ตามข้อบังคับ  การใช้พลังงานทดแทนของอียู (Renewable Energy Directive: RED) เพื่อลดภาระภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในการปฏิบัติตามข้อบังคับ RED 2 นักวิจัยจากเยอรมนีออกมาชี้แจงผ่านสื่อว่า การใช้ไบโอดีเซลผลิตจากน้ำมันเรพซีดไม่ได้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas: GHG) ในปริมาณร้อยละ 38 เทียบกับเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ตามที่อียูอ้างไว้ และระบุว่า ความไม่โปร่งใสในการให้ข้อมูลของอียูทำให้มองได้ว่านโยบายเชื้อเพลิงชีวภาพของอียูแท้จริงแล้วเป็นนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในของตน ภายใต้วาทะกรรม “การปกป้องการค้าสีเขียว” (green protectionism)   


นาย Gernolt Pehnelt และ นาย Christoph Vietze 2 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิลเลอร์ (Schiller University) ในเยอรมนี เปิดเผยผลการวิจัยชื่อ “Uncertainties about GHG Emissions Saving of Rapeseed Biodiesel” ซึ่งใช้สูตรคำนวณเดียวกันกับที่คณะกรรมาธิการยุโรปใช้ สรุปว่าจากการทดลอง 12 ครั้ง ผลการใช้   ไบโอดีเซลที่ผลิตจากน้ำมันเรพซีดแสดงค่าการลด GHG ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 35 ตาม RED รวม 8 ครั้งและโดยเฉลี่ยมีค่าการลด GHG  ต่ำกว่าร้อยละ 30 ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อมูลของอียู

ซึ่งนักวิจัยระบุด้วยว่า การวิจัยมีอุปสรรคเพราะไม่ได้รับความร่วมมือในการให้ข้อมูลทั้งหมดจากอียู “ความไม่โปร่งใส” ในการแสดงข้อมูลต่อสาธารณชนดังกล่าวทำให้นโยบายเชื้อเพลิงชีวภาพของอียูมีนัยเป็นนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมภายใน ภายใต้วาทะกรรม “การปกป้องการค้าสีเขียว” (green protectionism) ซึ่งมีผลกีดกันวัตถุดิบที่ใช้ผลิตไบโอดีเซลจากประเทศที่สาม

นักวิจัยระบุว่า “ความไม่โปร่งใส” ดังกล่าวทำให้สามารถสรุปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า อียูประเมินค่า GHG saving ของน้ำมันเรพซีดสูงเกินจริง และการกำหนดค่าดังกล่าวเป็นการกระทำที่หวังผลทางการเมืองมากกว่าที่จะเป็นการกำหนดค่าที่อิงความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งการเปรียบเทียบวิธีการคำนวณละข้อมูลที่ใช้อย่างโปร่งใสเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการหารือว่าไบโอดีเซลที่ทำจากน้ำมันเรพซีดและ   ไบโอดีเซลชนิดอื่นๆ มีความยั่งยืนหรือไม่  

โฆษกของคณะกรรมาธิการยุโรปโต้แย้งว่า ค่า GHG saving ที่อียูกำหนดเป็นค่าที่ได้จากการทำงานของผู้เชี่ยวชาญแนวหน้าระดับโลก และข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นข้อมูลที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้

ตามคำอธิบายของอียู ข้อบังคับ RED มีขึ้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ในบริบทที่ความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มสูงขึ้นจากการที่อียูออกข้อบังคับให้ประเทศสมาชิกต้องบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ 2020 ในการใช้พลังงานทดแทน ซึ่งประกอบด้วยเป้าหมาย 3 ด้าน คือ 1) ลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2) เพิ่มการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) เพิ่มการใช้พลังงานทางเลือกร้อยละ 20 ภายในปี 2563 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2533

ผู้ผลิตน้ำมันเรพซีดรายใหญ่ที่สุดของอียูได้แก่ เยอรมนี สเปน ฝรั่งเศส และอิตาลี ซึ่งก็คือฐานผลิตอุตสาหกรรมรถยนต์ของอียูด้วย และปัจจุบันกำลังส่งเสริมการใช้ไบโออีเซลทั้งในอุตสาหกรรมรถยนต์และ   การบินในการลด GHG ทั้งนี้ ไบโอดีเซลส่วนใหญ่ผลิตจากน้ำมันเรพซีดและผลผลิตปีนี้อาจต่ำกว่าปี 2554 จำนวน 1 ล้านตัน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสูงขึ้น

ประเทศไทยที่ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตเอธานอลและกำลังพัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม      ควรติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะค่าความยั่งยืนที่อียูกำหนดมีผลต่อการจำหน่ายวัตถุดิบที่ใช้ทำเชื้อเพลิงและเชื้อเพลิงชีวภาพจากประเทศที่สามในอียู

(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าว ได้ที่http://news.thaieurope.net/content/view/3896/170/ และดาวน์โหลดผลการวิจัยของนักวิจัยเยอรมัน และกฎหมายรับรอง “REDcert” ของอียูได้ที่ http://zs.thulb.uni-jena.de/servlets/MCRFileNodeServlet/jportal_derivate_00224424/wp_2012_039.pdf และ

http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2012:199:0024:0025:EN:PDF ตามลำดับ

 

 
Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! Yahoo!

Last Updated ( Wednesday, 08 August 2012 )
host by optimizeserver.com