|
ในขณะที่สหภาพยุโรปหรืออียูเพิ่งจะออกกฎหมายรองรับ
“REDcert” หรือใบรับรอง
“ค่าความยั่งยืน” (sustainability
criteria) ของเชื้อเพลิงชีวภาพ
(biofuels)
และของเหลวชีวภาพ (bioliquids) ตามข้อบังคับ การใช้พลังงานทดแทนของอียู
(Renewable Energy Directive: RED)
เพื่อลดภาระภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในการปฏิบัติตามข้อบังคับ RED 2
นักวิจัยจากเยอรมนีออกมาชี้แจงผ่านสื่อว่า การใช้ไบโอดีเซลผลิตจากน้ำมันเรพซีดไม่ได้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas: GHG) ในปริมาณร้อยละ 38
เทียบกับเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ตามที่อียูอ้างไว้ และระบุว่า
ความไม่โปร่งใสในการให้ข้อมูลของอียูทำให้มองได้ว่านโยบายเชื้อเพลิงชีวภาพของอียูแท้จริงแล้วเป็นนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในของตน
ภายใต้วาทะกรรม “การปกป้องการค้าสีเขียว” (green protectionism)
นาย Gernolt Pehnelt และ นาย Christoph Vietze 2
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิลเลอร์ (Schiller
University) ในเยอรมนี เปิดเผยผลการวิจัยชื่อ
“Uncertainties about GHG Emissions Saving of Rapeseed
Biodiesel” ซึ่งใช้สูตรคำนวณเดียวกันกับที่คณะกรรมาธิการยุโรปใช้
สรุปว่าจากการทดลอง 12 ครั้ง ผลการใช้ ไบโอดีเซลที่ผลิตจากน้ำมันเรพซีดแสดงค่าการลด
GHG ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 35 ตาม RED รวม 8 ครั้งและโดยเฉลี่ยมีค่าการลด GHG ต่ำกว่าร้อยละ
30 ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อมูลของอียู
ซึ่งนักวิจัยระบุด้วยว่า การวิจัยมีอุปสรรคเพราะไม่ได้รับความร่วมมือในการให้ข้อมูลทั้งหมดจากอียู
“ความไม่โปร่งใส” ในการแสดงข้อมูลต่อสาธารณชนดังกล่าวทำให้นโยบายเชื้อเพลิงชีวภาพของอียูมีนัยเป็นนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมภายใน
ภายใต้วาทะกรรม “การปกป้องการค้าสีเขียว” (green protectionism) ซึ่งมีผลกีดกันวัตถุดิบที่ใช้ผลิตไบโอดีเซลจากประเทศที่สาม
นักวิจัยระบุว่า “ความไม่โปร่งใส”
ดังกล่าวทำให้สามารถสรุปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า อียูประเมินค่า GHG
saving ของน้ำมันเรพซีดสูงเกินจริง และการกำหนดค่าดังกล่าวเป็นการกระทำที่หวังผลทางการเมืองมากกว่าที่จะเป็นการกำหนดค่าที่อิงความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์
ซึ่งการเปรียบเทียบวิธีการคำนวณละข้อมูลที่ใช้อย่างโปร่งใสเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการหารือว่าไบโอดีเซลที่ทำจากน้ำมันเรพซีดและ ไบโอดีเซลชนิดอื่นๆ มีความยั่งยืนหรือไม่
โฆษกของคณะกรรมาธิการยุโรปโต้แย้งว่า
ค่า GHG saving ที่อียูกำหนดเป็นค่าที่ได้จากการทำงานของผู้เชี่ยวชาญแนวหน้าระดับโลก
และข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นข้อมูลที่สาธารณชนสามารถเข้าถึงได้
ตามคำอธิบายของอียู ข้อบังคับ RED มีขึ้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ
ในบริบทที่ความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มสูงขึ้นจากการที่อียูออกข้อบังคับให้ประเทศสมาชิกต้องบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์
2020 ในการใช้พลังงานทดแทน ซึ่งประกอบด้วยเป้าหมาย 3 ด้าน คือ 1) ลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
2) เพิ่มการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) เพิ่มการใช้พลังงานทางเลือกร้อยละ
20 ภายในปี 2563 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2533
ผู้ผลิตน้ำมันเรพซีดรายใหญ่ที่สุดของอียูได้แก่ เยอรมนี
สเปน ฝรั่งเศส และอิตาลี ซึ่งก็คือฐานผลิตอุตสาหกรรมรถยนต์ของอียูด้วย
และปัจจุบันกำลังส่งเสริมการใช้ไบโออีเซลทั้งในอุตสาหกรรมรถยนต์และ การบินในการลด
GHG ทั้งนี้ ไบโอดีเซลส่วนใหญ่ผลิตจากน้ำมันเรพซีดและผลผลิตปีนี้อาจต่ำกว่าปี
2554 จำนวน 1 ล้านตัน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสูงขึ้น
ประเทศไทยที่ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตเอธานอลและกำลังพัฒนาการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม
ควรติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะค่าความยั่งยืนที่อียูกำหนดมีผลต่อการจำหน่ายวัตถุดิบที่ใช้ทำเชื้อเพลิงและเชื้อเพลิงชีวภาพจากประเทศที่สามในอียู
(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าว
ได้ที่http://news.thaieurope.net/content/view/3896/170/ และดาวน์โหลดผลการวิจัยของนักวิจัยเยอรมัน
และกฎหมายรับรอง “REDcert” ของอียูได้ที่
http://zs.thulb.uni-jena.de/servlets/MCRFileNodeServlet/jportal_derivate_00224424/wp_2012_039.pdf
และ
http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2012:199:0024:0025:EN:PDF ตามลำดับ
|