ระหว่างมาตรการรัดเข็มขัดกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อียูควรเลือกทางใด? Print E-mail
Written by คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป   
Tuesday, 15 May 2012

เมื่อวันยุโรปเวียนมาบรรจบในวันที่ 9 พฤษภาคม 2555 ฝ่ายต่างๆ ยังคงวิตกกังวลกับอนาคตของอียูท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ ที่ดูท่าจะยังไม่คลี่คลายลงง่ายๆ ล่าสุดประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศสประกาศชัดเจน ระหว่างการเข้าพบผู้นำเยอรมนี ว่าจะทำตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ได้สัญญาไว้กับประชาชนฝรั่งเศส โดยจะเจรจากับผู้นำเยอรมนีเพื่อเพิ่มองค์ประกอบที่ช่วยเร่งอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในมาตรการรัดเข็มขัดที่เยอรมนีเป็นหัวหอก (วันยุโรป หรือ “Europe Day” ซึ่งตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม ของทุกๆ ปี เป็นวันฉลองครอบรอบโอกาสที่นายโรเบิร์ท ชูมัน รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศส ได้เสนอแผนจัดตั้งชุมชนเหนือชาติยุโรปขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2493)  

                   นาย Martin Schulz ประธานรัฐสภายุโรป กล่าวในที่ประชุมรัฐสภาฯ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมาว่า “[ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ] เงินสกุลยูโร ซึ่งเป็นหนึ่งในความสำเร็จสำคัญจากการบูรณาการภูมิภาคยุโรปกำลังถูกท้าทาย แต่การที่อียูจะไปรอดได้ก็ต่อเมื่อประเทศสมาชิกอียูยึดมั่นในความเป็นหนึ่ง เดียวกันเหนือผลประโยชน์ระดับประเทศ  การเรียกร้องให้กลับไปใช้สกุลเงินประจำชาติจะยิ่งก่อให้เกิดความเสียหายทั้ง ทางเศรษฐกิจและการเมือง และจะทำให้บทบาทของอียูในเวทีโลกตกต่ำไปด้วย” นาย Schulz ย้ำต่อไปว่า “เราต้องการยุโรป [อียู] ในยุคโลกาภิวัตน์มากกว่ายุคใดๆ เพื่อปกป้องรูปแบบประชาธิปไตยและระบบรัฐสวัสดิการของเรา”

                    ประธานรัฐสภายุโรปปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าประชาชนยุโรปเบื่อและไม่ต้องการให้ มีการบูรณาการในระดับอียูมากไปกว่าที่เป็นอยู่ และยังมองว่าการเลือกตั้งในฝรั่งเศสและในกรีซ—ที่ประชาชนเลือกลงคะแนนเสียง ให้ฝ่ายต่อต้านการใช้มาตรการรัดเข็มขัดและตัดงบประมาณเพื่อจัดการกับวิกฤติ เศรษฐกิจ (anti-austerity) ได้รับชัยชนะ—เพียงแสดงให้เห็นว่า ประชาชนยุโรปใส่ใจและอยากมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของอียู แต่ไม่ใช่เป็นการปฏิเสธอียูแต่อย่างใด

                     ในอีกด้านหนึ่ง รายงานพิเศษในวาระวันยุโรปของหนังสือพิมพ์ Financial Times กลับมีทัศนะแตกต่างออกไป โดยบทความตอนหนึ่งระบุว่า “ความตั้งใจดีและนโยบายที่เหมาะสมนั้นไม่เพียงพอ สุดท้ายแล้วการบูรณาการ [ทางเศรษฐกิจและการเมืองของอียู] ต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชนที่จริงๆ แล้วควรจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักของการบูรณาการดังล่าว” ซึ่งอาจจะแปลได้ว่าประชาชนกำลังเริ่มตั้งคำถามและแสดงออกถึงการต่อต้านแนว คิดและกรอบนโยบายระดับอียูหรือไม่   

                     ในขณะที่กระแสแนวคิดหลักๆ เห็นด้วยว่าการกระชับการบูรณาการทางการคลัง (fiscal union) ของอียู เป็นเรื่องจำเป็นหาก 17 ประเทศยูโรโซนยังอยากจะมีเงินสกุลยูโรใช้ แต่อุปสรรคที่สำคัญ ณ นาทีนี้ ที่ทำให้การบูรณาการดังกล่าวเป็นไปได้ยากคือ ความขัดแย้งระหว่างแนวความคิดของเยอรมนีในด้านหนึ่ง อิตาลีและฝรั่งเศสในอีกด้านหนึ่ง 

                     ระหว่างมาตรการรัดเข็มขัดกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

                     เยอรมนีมีท่าทีชัดเจนว่าต้องการนำพา 17 ประเทศยูโรโซนเดินหน้าลงนามความตกลงว่าด้วยวินัยทางการคลัง เพื่อหวังใช้กฎระเบียบต่างๆ ในความตกลงเป็นหลักประกันว่า ประเทศใน  ยูโรโซนจะไม่ก่อปัญหาด้านบัญชีงบประมาณและหนี้สินอย่างที่ผ่านมา ในขณะที่อิตาลีและแนวโน้มของฝรั่งเศสหลังการเลือกตั้งกลับแสดงว่ามาตรการรัด เข็มขัดคืออุปสรรคสำคัญในการเร่งขยายตัวทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้และแก้ ปัญหาการว่างงาน โดยนาย Mario Monti นายกรัฐมนตรีของอิตาลี ต้องออกมาเสนอแนวคิดให้ประเทศยูโรโซนที่ยังมีเครดิตเรทติ้งในระดับ AAA เป็นผู้ค้ำประกันการออกตราสารหนี้แก่ประเทศยูโรโซนอื่นๆ เพื่อหวังผลในแง่การระดมเงินทุนในตลาดหลักทรัพย์อย่างคล่องตัวมากขึ้นและใน ต้นทุนที่ต่ำกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

                     ข้อเสนอนี้มองในแง่หนึ่งได้ว่า จะช่วยทำให้ประเทศยูโรโซนที่กำลังประสบปัญหาวิกฤติหนี้และถูกบีบรัดโดย มาตรการรัดเข็มขัด สามารถระดมเงินทุนในอัตราที่ถูกกว่า เพื่อมาใช้ลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และช่วยลดผลกระทบต่อสังคม เช่นการว่างงานระหว่างที่รัฐบาลทำการยกเครื่องจัดระเบียบระบบเศรษฐกิจ และการเงินการคลังของตนใหม่ โดยแนวความคิดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประเทศ G7 อย่าง สหรัฐฯ และอังกฤษด้วยเพราะมองว่าช่วยสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนไม่กลัวที่จะลงทุน กับตราสารหนี้ของอียูที่มี 17 ประเทศค้ำประกันอยู่เช่นนี้ 

                     ข้อเสนอของ นาย Monti นี้ สอดคล้องกับคำกล่าวของนาย Martin Callana ผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมในสภายุโรป ที่ย้ำหลักการว่า “มาตรการรัดเข็มขัดจะต้องไม่นำไปสู่การหดตัวทางเศรษฐกิจ และในท้ายที่สุด เราควรถกเถียงกันในเรื่องวิธีการที่เหมาะสมที่สุด บนพื้นฐานของการนำไปสู่เป้าหมายเดียวกัน”          

                     ล่าสุดประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศสได้เข้าพบผู้นำเยอรมัน ณ กรุงเบอร์ลิน และประกาศชัดเจนว่าจะทำตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ได้สัญญากับประชาชนฝรั่งเศสไว้ โดยจะเจรจากับผู้นำเยอรมนีเพื่อเพิ่มองค์ประกอบที่ช่วยเร่งอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในมาตรการรัดเข็มขัดที่เยอรมนีเป็นหัวหอกอยู่ โดยย้ำว่าเยอรมนีไม่ใช่ประเทศเดียวที่จะมีอำนาจตัดสินใจ

                     น่าติดตามว่าในการประชุมสุดยอดผู้นำอียู (EU summit) ในเดือนมิถุนายนที่จะถึง เหล่าผู้นำอียูจะสามารถทำความตกลงในเรื่องดังกล่าวอย่างไร โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (growth) ที่นางเมอร์เคิลกล่าวว่านางมีความเห็นแตกต่างไปจากที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนใหม่เข้าใจ             

                 

 

 

 

 




Reddit! Del.icio.us! Mixx! Web design Google! Free site builder Facebook! Yahoo! health

Related Items:

  1. S&P ปรับลดอันดันความน่าเชื่อถือประเทศในเขตยูโรโซน
  2. ท่าทีอียูในการประชุม G20
  3. ธนาคารสเปนถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ: ผลกระทบต่อไทย
  4. ผลการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจของอียู
  5. ผู้นำรัฐบาลอียูหารือเรื่องกู้เศรษฐกิจ
Last Updated ( Wednesday, 16 May 2012 )