|
ในการเจรจาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) โดยทั่วไปแล้วมักจะมุ่งเน้นไปที่การลดผลกระทบที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรมและป่าไม้ รวมทั้งการจัดสรรเงินช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนให้ป่าไม้ทำหน้าที่เป็นแหล่งสะสมคาร์บอน (carbon sequestration) แต่บทบาทของมหาสมุทรและระบบนิเวศชายฝั่งทะเลที่สามารถดึงก๊าซคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศและนำมาเก็บสะสมเอาไว้ได้ หรือที่เรียกว่า “คาร์บอนสีฟ้า” (blue carbon) ซึ่งมีส่วนช่วยลดก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ได้มากถึงร้อยละ ๕๕ กลับถูกมองข้ามไป อันที่จริงแล้ว มหาสมุทร (oceans) มีบทบาทสำคัญในวัฎจักรหมุนเวียนก๊าซคาร์บอนบนโลก เพราะไม่เพียงแต่เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนในระยะยาวที่ใหญ่ที่สุดแล้ว ยังทำหน้าที่สะสมและหมุนเวียนก๊าซคาร์บอนผ่านไปสู่ระบบนิเวศน์อื่นๆ ต่อไป
I. ทรัพยากรทางทะเลที่มีความสามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจก
๑. แหล่งที่อยู่อาศัยในทะเลที่ปกคลุมไปด้วยพืช (ocean’s vegetated habitats)โดยเฉพาะบริเวณป่าชายเลน ป่าพรุน้ำเค็มและแนวหญ้าทะเล แม้ว่าจะมีอาณาเขตเพียงร้อยละ ๐.๕ จากพื้นดินใต้ทะเลทั้งหมด แต่สามารถสะสม blue carbon ได้มากกว่าร้อยละ ๕๐ ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งที่มีการสะสมของคาร์บอนหนาแน่นที่สุดบนโลก แต่อย่างไรก็ดี อัตราการสูญเสียระบบนิเวศน์ดังกล่าวเป็นไปอย่างรวดเร็วกว่าที่อื่นๆ ทำให้การสะสม blue carbon ลดลงราวร้อยละ ๒-๗ ต่อปี (รวดเร็วกว่าช่วง ๕๐ ปีก่อนหน้านี้ถึง ๗ เท่าตัว) หากว่าเราสามารถหยุดยั้งความเสื่อมโทรมและฟื้นฟูการสะสมคาร์บอนของพื้นที่ดังกล่าวได้ รวมทั้งลดการทำลายป่าในเขตร้อนลง อาจช่วยลดก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปลดปล่อยออกมาได้มากถึงร้อยละ ๒๕
๒. บริเวณชายฝั่งทะเล (coastal water) มีอาณาเขตประมาณร้อยละ ๗ ของพื้นที่มหาสมุทรทั้งหมด แต่มีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อภาคประมงเพราะเป็นพื้นที่หลักที่ใช้ในการจับปลาและให้ผลผลิตเกือบครึ่งหนึ่งของการทำประมงทั่วโลก เขตชายฝั่งทะเล (coastal zones) ยังเป็นแหล่งที่มีการสะสม blue carbon มาก ซึ่งมีความสำคัญต่อการเพิ่มผลผลิตและเป็นพื้นที่ให้ประโยชน์ต่อมนุษย์ในด้านอื่นๆ อาทิเช่น ช่วยกลั่นกรองน้ำและลดผลกระทบจากมลภาวะชายฝั่งทะเล เป็นแหล่งที่มีตะกอนและสารอาหารมาก ช่วยป้องกันการกัดเซาะของพื้นที่ชายฝั่งและเป็นพื้นที่กันชนในช่วงสภาพอากาศเลวร้าย การให้บริการของระบบนิเวศน์ชายฝั่งทะเลถูกประเมินว่ามีมูลค่ามากกว่า ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี แต่ระบบนิเวศน์ชายฝั่งทะเลกำลังเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งนอกจากจะมีสาเหตุมาจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ยั่งยืนแล้ว ยังเป็นผลพวงมาจากการจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำไม่ดี รวมทั้งการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งและการจัดการขยะอย่างไม่เหมาะสม
II. นโยบายบริหารทรัพยากรทางทะเลที่มีความสามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจก
๑. การหาทางยับยั้งความสูญเสียและความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศน์ทางทะเล รวมทั้งรักษาการสะสมของ blue carbon เอาไว้ให้ยั่งยืน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของชุมชนตามชายฝั่งทะเลรวมไปถึงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากระบบนิเวศน์ในบริเวณดังกล่าวมีความสำคัญต่อการสร้างรายได้ เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนตามชายฝั่งให้ดีขึ้น ในทางตรงข้าม การสูญเสียการสะสม blue carbon ของระบบนิเวศน์ทางทะเลและพื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณชายฝั่ง จะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาเศรษฐกิจ
ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการจัดการระบบนิเวศน์ทางทะเลอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการสะสมของคาร์บอนสูง (C-rich) ได้แก่ ตามชายฝั่งทะเล พื้นที่ป่าชายเลนและแนวหญ้าทะเล โดยจะต้องอนุรักษ์ ลดการสูญเสียและการทำลาย รวมทั้งร่วมกันฟื้นฟูและส่งเสริมการใช้อย่างยั่งยืน (sustainable use) กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นวิธีที่น่าจะก่อให้เกิดผลดีกับทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ประโยชน์ต่อสุขภาพและการให้ผลผลิต รวมทั้งยังช่วยสร้างงานและธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน
๒. สำหรับแนวนโยบายที่จะส่งเสริมให้มีการดำเนินการและการจัดการที่จำเป็นเพื่อปกป้อง จัดการและฟื้นฟูแหล่งในทะเลที่มีความสำคัญต่อการสะสมคาร์บอน ได้แก่
๒.๑ การจัดตั้ง “global blue carbon fund” เพื่อใช้สำหรับปกป้องและบริหารจัดการระบบนิเวศน์ทางทะเลและตามเขตชายฝั่ง และเพื่อส่งเสริมการสะสมคาร์บอนในทะเล
๒.๒ การเร่งปกป้องแนวหญ้าทะเล ป่าพรุน้ำเค็มและป่าชายเลนโดยให้เหลือคงไว้อย่างน้อยที่สุดร้อยละ ๘๐ ผ่านการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
๒.๓ ริเริ่มแนวทางปฏิบัติที่จะช่วยลดและขจัดภัยที่ส่งผลเสียต่อการสะสมของคาร์บอน รวมทั้งสนับสนุนการฟึ้นฟูตามธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพในบริเวณที่เป็นแหล่งสะสม blue carbon
๒.๔ การนำกลยุทธ์ลดผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกที่จะก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ทุกฝ่ายมาใช้ (win-win mitigation strategies) ยกตัวอย่างเช่น ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานของภาคขนส่งทางทะเล ภาคประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการท่องเที่ยวทางทะเลสนับสนุนการผลิตพลังงานอย่างยั่งยืนและส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล (เช่น จากพืชทะเลหรือสาหร่าย)
- ลดกิจกรรมที่ทำลายความสามารถในการดูดซับคาร์บอนของระบบนิเวศน์ทางทะเล
- รับประกันว่าจะมีการลงทุนฟื้นฟูและปกป้องความสามารถในการสะสมคาร์บอนของมหาสมุทรและระบบนิเวศน์ตามชายฝั่ง ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ต่อการดักจับคาร์บอน การผลิตอาหารและสร้างรายได้ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมธุรกิจและสร้างงานเพิ่มขึ้น
- กระตุ้นความสามารถในการสะสม blue carbon ตามธรรมชาติ โดยการบริหารจัดการระบบนิเวศน์ชายฝั่งทะเลให้เติบโตและมีการขยายตัวของแนวหญ้าทะเล ป่าชายเลนและป่าพรุน้ำเค็มเพิ่มขึ้น
ข้อสังเกต
ก) ระบบนิเวศน์ทางทะเลและพื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณชายฝั่งทะเล (โดยเฉพาะในบริเวณที่มีพืชและดินตะกอนอยู่มาก) เป็นแหล่งที่มีความสำคัญต่อการสะสมของคาร์บอน โดยก๊าซคาร์บอนจะถูกสะสมและฝังอยู่ในดินตะกอนได้นานนับพันปี แต่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ประกอบกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของการใช้พื้นที่ชายฝั่งทะเล (land use change) โดยพื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณชายฝั่งทะเล อาทิ ป่าพรุน้ำเค็ม ป่าชายเลน พื้นที่ราบลุ่มที่มีน้ำท่วมหรือแหล่งหญ้าทะเล ถูกเปลี่ยนมาใช้ทำการเกษตร เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ทำให้การสะสมคาร์บอนในพื้นที่ดังกล่าวลดลงและมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยออกมาสู่ชั้นบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันแม้ว่าจะมีพื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณชายฝั่งทะเลจำนวนมากที่ถูกทำลายหรือถูกทำให้เสื่อมโทรมลง ทำให้มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยออกมามาก แต่ในการเจรจาระดับสหประชาชาติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลับยังไม่ได้มีการคำนวณผลกระทบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการการทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณชายฝั่งทะเล รวมทั้งยังมิได้ให้ความสำคัญกับบทบาทของระบบนิเวศน์ทางทะเลและพื้นที่ชายฝั่งทะเลในการบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ข) ในอนาคตการเจรจาเกี่ยวกับการหาทางบรรเทาปัญหากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาคหรือระดับนานาชาติ ควรนำทั้งผลกระทบและบทบาทในการดูดซับก๊าซคาร์บอนของระบบนิเวศน์ทางทะเลและพื้นที่ชายฝั่งทะเลมามารวมไว้ในการคำนวณบัญชีก๊าซเรือนกระจกด้วย รวมทั้งควรสนับสนุนให้มีการซื้อขาย “blue carbon credit” ที่มาจากการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณชายฝั่งทะเลอย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับการค้า “green carbon credit” ที่มาจากการโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (clean development mechanism : CDM) นอกจากนี้ ควรผนวกเรื่อง blue carbon ไว้ในเครื่องมือทางการเงินที่เกี่ยวกับคาร์บอน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนหันมาอนุรักษ์ ฟื้นฟูและบริหารจัดการระบบนิเวศน์ใกล้ชายฝั่งให้ดีขึ้น (เช่น การให้เงินฟื้นฟูป่าชายเลน) ในขณะเดียวกัน ก็ควรจะต้องมีบทลงโทษสำหรับกิจกรรมที่ทำลายความสมบูรณ์ของแหล่งที่มีคุณค่าต่อการสะสมคาร์บอน
ค) สำหรับประเทศไทย มีแนวชายฝั่งทะเลยาวประมาณ ๒,๖๐๐ กิโลเมตร ซึ่งประกอบไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่ามากมายไม่ว่าจะเป็นป่าชายเลน แนวปะการัง ชายหาดและพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งล้วนแต่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมด้านต่างๆของไทย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การประมง การค้า ตลอดจนการดำรงชีวิตของชุมชนตามชายฝั่งทะเล แต่ทรัพยากรธรรมชาติตามแนวชายฝั่งทะเลของไทยถูกทำลายไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่ป่าชายเลนที่ลดลงถึงร้อยละ ๕๐ ในช่วงระหว่างปี ๒๕๐๔ - ๒๕๓๒ โดยมีสาเหตุหลักมาจากการขยายตัวของฟาร์มเลี้ยงกุ้งแบบดั้งเดิม (extensive) รวมไปถึงการขยายตัวของเขตชุมชน การทำเกษตร การสร้างโรงอุตสาหกรรมและสาเหตุอื่นๆ ทำให้เกิดผลกระทบต่อสมดุลของระบบนิเวศน์ เศรษฐกิจและสังคม รวมไปถึงผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียการสะสม blue carbon
ง) ประเทศไทยอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนนโยบายพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่เน้นเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว โดยขาดการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ตามมา เป็นการให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและบริหารจัดการระบบนิเวศน์ทางทะเลและพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลให้ดีขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อเศรษฐกิจ การสร้างรายได้ ความมั่นคงทางอาหารและคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นแล้ว ยังมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ควรกระตุ้นจิตสำนึกของคนในท้องถิ่นให้รู้จักหวงแหนและรักษาแหล่งที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ สัตว์และสิ่งแวดล้อม โดยภาครัฐอาจให้เป็นเงินอุดหนุนหรือริเริ่มเครือข่ายโครงการสาธิต (project demonstration) เพื่อเป็นตัวอย่างแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับคนในท้องถิ่นในการอนุรักษ์ระบบนิเวศน์ทางทะเลและพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเล
Related Items:
- การปลูกพืชที่มีรากยาวขึ้นเพื่อต่อสู้กับโลกร้อน
- เป้า 20-20-20: ภาพรวมนโยบายรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของอียู
- พื้นที่เสี่ยงต่อผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความไม่มั่นคงทางอาหาร
|