|
เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ในงาน BioFach ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของโลก นาย Dacian Ciolos กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและพัฒนาชนบทของสหภาพยุโรป และนาง Kathleen Merrigan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาได้ร่วมกันลงนามความตกลงยอมรับมาตรฐานและการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ US และ EU รวมถึงการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ระหว่าง ๒ ฝ่าย โดย EU จะยอมรับมาตรฐาน NOP (National Organic Program) ของ US ว่ามีความเท่าเทียมกับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ EU และอนุญาตให้สินค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตและผ่านการรับรองภายใต้มาตรฐาน NOP ของ US สามารถจำหน่ายในตลาด EU ได้ เช่นเดียวกันกับ US ที่จะอนุญาตให้สินค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตใน EU ที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ EU (EU Organic Program) สามารถจัดจำหน่ายในตลาด US ได้เช่นกัน
ความสำเร็จของความตกลงดังกล่าวจะนำมาซึ่งการเปิดตลาดขนาดใหญ่ระหว่าง ๒ ประเทศ ทำให้เกษตรกรและผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ขนาดกลางและเล็กใน US และ EU มีโอกาสทางการค้าเพิ่มขึ้น ช่วยสร้างงาน ทำให้การเข้าถึงตลาดง่ายขึ้น ลดขั้นตอนตามกฎระเบียบ
และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในทั้ง ๒
ประเทศ นอกจากนี้
ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขันของภาคเกษตรอินทรีย์
และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและการยอมรับเกี่ยวกับสินค้าและ
อาหารอินทรีย์ของทั้ง ๒ ประเทศ
(สหรัฐอเมริกา* (US) และสหภาพยุโรป** (EU)
เป็นตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีมูลค่ารวมกันประมาณ
๕๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี ๒๕๕๔)
การรับรองมาตรฐาน
การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ใน US และ EU โดยทั่วไปแล้วจะมีความเท่าเทียมกัน (equivalent) เกือบทุกประเด็น ยกเว้นหนึ่งประเด็น นั่นคือ การห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ (antibiotic) โดย US ไม่อนุญาตให้ใช้ยาปฏิชีวนะในการผลิตแบบอินทรีย์ เว้นเสียแต่ว่าจะใช้สำหรับควบคุมการแพร่ระบาดของการติดเชื้อแบคทีเรีย (อาทิ โรค fire blight ในการเพาะปลูกแอปเปิ้ลและลูกแพร์) ในขณะที่กฎระเบียบของ EU อนุญาตให้ใช้ยาปฏิชีวนะได้เฉพาะกรณีรักษาการติดเชื้อในสัตว์เท่านั้น
การยืนยันว่าสินค้าเป็นไปตามความตกลง
ภายใต้ความตกลงระหว่าง US และ EU กำหนดให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่จะส่งเข้าไปจำหน่ายในตลาด US หรือ EU ได้นั้น ผู้ผลิตและแปรรูปของ US และ EU จะต้องยืนยันได้ว่าสินค้าดังกล่าวเป็นไปตามข้อความในความตกลง (Terms of Arrangement) และผู้ผลิตต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม นอกจากนี้ สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ทำการค้าภายใต้ความตกลงจะต้องส่งมาพร้อมกับ “เอกสารรับรองการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์” (organic export certificate) ซึ่งแสดงข้อมูลเกี่ยวกับ สถานที่ผลิต ชื่อหน่วยงานรับรอง การตรวจสอบว่าไม่มีการใช้สารหรือวิธีการผลิตที่ต้องห้าม การรับรองว่ามีการปฏิบัติตามเงื่อนไขตามความตกลง และแสดงว่าสินค้าดังกล่าวสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (traceability)
ระยะเวลาของความตกลง
ความตกลงดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา ๓ ปีนับจากวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ เป็นต้นไป โดยจะครอบคลุมเฉพาะสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีแหล่งกำเนิด แปรรูปและบรรจุใน US และ EU เท่านั้น และจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบอินทรีย์ตั้งแต่ร้อยละ ๙๕ ขึ้นไป แต่ไม่รวมผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำเพาะเลี้ยง (aquaculture) หลังจากหมดอายุความตกลงภายในเวลา ๓ ปี ทั้งสองฝ่ายจะทบทวนรายละเอียดความตกลงดังกล่าวอีกครั้ง เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนาความร่วมมือและลดขั้นตอนการรับรองต่างๆ
ข้อสังเกต
1. ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ระดับสากล เช่น มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ IFOAM หรือ CODEX เพื่อเอื้ออำนวยให้การค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ระหว่างประเทศมีความคล่องตัวมากขึ้นและมีมาตรฐานที่สอดคล้องกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ก็ยังคงต้องเผชิญอุปสรรคต่างๆ มากมาย อาทิ มาตรฐานที่กำหนดขึ้นโดยประเทศผู้นำเข้าที่ไม่เหมาะสมกับระบบเกษตรนิเวศในประเทศผู้ส่งออกทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ การที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระจากการขอการรับรองหลายมาตรฐาน ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงจากความแตกต่างของมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ ทำให้เกิดความยุ่งยากในการจัดการสินค้าสำหรับตลาดต่างๆ ซึ่งรวมถึงข้อบังคับเกี่ยวกับการติดฉลากที่ไม่ตรงกันในแต่ละประเทศ
2. ปัจจุบันประเทศคู่ค้าต่างๆ จึงมีแนวโน้มในการให้ความสำคัญกับการเจรจาความตกลงทวิภาคีเกี่ยวกับสินค้าอินทรีย์เพิ่มขึ้น โดยตั้งอยู่บนหลักการยอมรับความเท่าเทียมกัน (equivalency) ของมาตรฐานและระบบการตรวจรับรอง ทำให้การยอมรับมาตรฐานและการตรวจรับรองระหว่าง ๒ ฝ่ายเป็นไปได้ง่ายและมีความรวดเร็วมากขึ้น ช่วยลดจำนวนเอกสารและค่าใช้จ่าย รวมทั้งยังขยายโอกาสทางการค้าและการเข้าถึงตลาดมากขึ้น เช่น ความตกลงระหว่างประเทศแคนาดา-US (ปี ๒๕๕๒) US -EU (ปี ๒๕๕๕) และในอนาคตมีแนวโน้มว่าสหรัฐฯจะพยายามทำความตกลงในทำนองเดียวกันกับประเทศเกาหลีใต้ด้วย
3. สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยไปยังตลาด EU ปัจจุบันใช้ ๒ ช่องทาง ช่องทางแรก คือ การทำความตกลงกับประเทศสมาชิกแต่ละประเทศเป็นรายสินค้า โดยแต่ละสินค้ามีระยะเวลาที่สามารถจำหน่ายได้ ๑ ปีและสินค้าต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่ประเทศสมาชิกนั้นๆให้การยอมรับ แต่ EU จะยกเลิกช่องทางดังกล่าวภายหลังจากวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไป ส่วนอีกช่องทางหนึ่ง คือ สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่จะส่งออกไปตลาด EU ต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานรับรอง (CA/CB) ที่มีการขึ้นบัญชีรายชื่อโดยตรงกับ EU ซึ่งในปัจจุบัน ในประเทศไทยมีเพียง ๑ บริษัทเท่านั้นที่สามารถทำหน้าที่เป็น Control Body (CB) ได้ นั่นคือ สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (Organic Agriculture Certification Thailand) ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีทางเลือกที่จะขอรับรองจาก CB ที่ขึ้นทะเบียน แต่อยู่ในประเทศอื่นได้ด้วยตามรายชื่อ CB ที่ขึ้นทะเบียนไว้
ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องผลักดันให้ EU พิจารณาคำร้องการขอขึ้นบัญชีรายชื่อประเทศที่ ๓ (Equivalent) เช่นเดียวกับ US ตามที่ไทยได้ยื่นคำร้องไปแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๐ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งจะทำให้การค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปยังตลาด EU มีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้นและลดต้นทุนของผู้ประกอบการ มากกว่าการใช้ระบบ CA/CB ที่ขึ้นทะเบียนกับ EU
----------------------------------------------
*US : ตลาดอาหารและเครื่องดื่มอินทรีย์ของ US ปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่า ๒๘,๖๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี หรือเติบโตเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ ๘ เมื่อเทียบกับปี ๒๕๕๓ ผู้บริโภค ราว ๒ ใน ๓ เลือกซื้อสินค้าอินทรีย์เป็นครั้งคราว ในขณะที่อีกร้อยละ ๒๘ จะซื้อสินค้าอินทรีย์อย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ ข้อมูลของ USDA ระบุว่าในปี ๒๕๕๑ US มีฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองรวมทั้งหมด ๑๔,๕๔๐ แห่งทั่วประเทศ โดยรัฐแคลิฟอร์เนียมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์มากที่สุด (ส่วนใหญ่เป็นการเพาะปลูกผักผลไม้อินทรีย์) และในปี ๒๕๕๓ US ส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งหมดราว ๑,๘๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตัวเลขดังกล่าวยังมีโอกาสเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกร้อยละ ๘ ต่อปี ในช่วงหลายปีข้างหน้า
**EU : ปี ๒๕๕๓ การค้าสินค้าอินทรีย์ของ EU คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งหมด ๑๙,๖๐๐ ล้านยูโร โดยเยอรมนีเป็นตลาดใหญ่ที่สุด รองลงมา คือ ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ตามลำดับ จากสถิติจนถึงสิ้นปี ๒๕๕๓ พบว่า EU มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์รวมทั้งหมดประมาณ ๑๐ ล้านเฮกตาร์หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ ๒๗ เมื่อเทียบกับพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั่วโลก ในปีที่ผ่านมา พื้นที่เกษตรอินทรีย์ของ EU เติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในโลก โดยเพิ่มขึ้นเกือบ ๑ ล้านเฮกตาร์เมื่อเทียบกับตัวเลขปี ๒๕๕๒ สำหรับประเทศที่มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์มากที่สุดใน EU ได้แก่ สเปน อิตาลี และเยอรมนี ตามลำดับ (ข้อมูลจาก http://www.organic-world.net/fileadmin/documents/yearbook/2012/fibl-ifoam-2012-summary.pdf)
Related Items:
- กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของสหภาพยุโรป: เรื่องที่ผู้ประกอบการไทยควรรู้
- หลักสูตรการจัดการร้อน นายจ้างแย่งตัวกันในยุโรป
- CAP กับนโยบายด้านเชื้อเพลิงชีวภาพของ EU
- CAP กับแผนการส่งเสริมเชิ้อเพลิงชีวภาพใน EU
- ECB อาจเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในปี 2550
|