อียูและสหรัฐฯ บรรลุความตกลงเทียบเคียงมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ Print E-mail
Written by คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป   
Tuesday, 27 March 2012

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2555 หลังต้องเจรจาเป็นระยะเวลา 2 ปี สหภาพยุโรป (หรืออียู) และสหรัฐฯ ได้บรรลุความตกลงทวิภาคีว่าด้วยเรื่องการยอมรับการเทียบเคียงมาตรฐานและระบบ ควบคุมสินค้าเกษตรอินทรีย์ ส่งผลให้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2555 เป็นต้นไป สินค้าที่ได้ผ่านการรับรองในสหภาพยุโรปหรือในสหรัฐฯ ว่าเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์จะก็จะได้รับการรับรองว่าเป็นสินค้าประเภทดัง กล่าวที่ได้มาตรฐานและสามารถไปขายในตลาดของอีกภูมิภาคได้ โดยมิต้องถูกตรวจสอบซ้ำ จึงนับเป็นโอกาสการเติบโตของตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์โลก และโอกาสใหม่ๆ สำหรับภาคธุรกิจไทย

 

ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอียู

ตลาดเกษตรอินทรีย์ในยุโรปเป็นตลาดขนาดใหญ่ โดยในปี 2551 ตลาดสหภาพยุโรป (รวมสวิสเซอร์แลนด์) มีปริมาณการขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ประมาณ 17,900 ล้านยูโร ซึ่งเพิ่มขึ้น 10% จากปี พ.ศ. 2550

ท่ามกลางกระแสความนิยมการบริโภคสินค้าอาหารเพื่อสุขภาพ สินค้าเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิกส์จึงเป็นที่ต้องการในตลาดอียูเพิ่มมากขึ้น เพราะเป็นที่รู้กันดีว่ามีคุณภาพสูง ดีต่อสุขภาพ และที่สำคัญคือดีต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ ไม่ทำลายดิน น้ำ พืช และสัตว์ และช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ปัจจุบัน สินค้าออร์แกนิกส์ในยุโรปมีราคาสูงกว่าสินค้าประเภทเดียวกันที่ไม่ใช่ออร์แกนิกส์ประมาณ 50-60 %

ประเทศที่มีตลาดและปริมาณการขายสินค้าเกษตรอินทรีย์มากที่สุดในยุโรป ได้แก่ 1) เยอรมนี (5,850 ล้านยูโร) 2) ฝรั่งเศส (2,591 ล้านยูโร) 3) สหราชอาณาจักร (2,494 ล้านยูโร) 4) อิตาลี (1,970 ล้านยูโร) 5) สวิสเซอร์แลนด์ (905 ล้านยูโร)

ประเทศที่มีการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์มากที่สุดในยุโรป ได้แก่ 1) เดนมาร์ก (132.3 ยูโร/คน/ปี) 2) สวิสเซอร์แลนด์ (119.2 ยูโร/คน/ปี) 3) ออสเตรีย 97.4 (ยูโร/คน/ปี) 4) ลิชเทนสเตน์ (84.9 ยูโร/คน/ปี) 5) ลักเซมเบิร์ก (84.5 ยูโร/คน/ปี) โดยเฉลี่ยแล้ว ตลาดยุโรปมีการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์คิดเป็นประมาณ 25.8 ยูโร/คน/ปี

กฎระเบียบสินค้าเกษตรอินทรีย์

อียูเชื่อมั่นว่าเกษตรอินทรีย์เป็นหนทางไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน การสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ และการรักษาสวัสดิภาพสัตว์ อียูจึงเป็นกลุ่มประเทศแรกๆ ที่มีการกำหนดยุทธศาสตร์และดำเนินนโยบายเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นรูปธรรม และมิได้เป็นเพียงแนวทางกว้างๆ แต่มีการออกกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ โดยประเทศสมาชิกอียู 27 ประเทศนำไปบังคับใช้เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วยุโรป รวมทั้งมีการวางโครงสร้างการผลิตเกษตรอินทรีย์ที่พึ่งพาสอดรับกับความต้องการของตลาด เพื่อให้มีกลไกตลาดสมบูรณ์แบบและความสามารถในการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน

ในปี 2534 อียูได้ออกกฎระเบียบเกี่ยวกับการเกษตรอินทรีย์เป็นครั้งแรก คือ Council Regulation (EEC) No 2092/911[1] ซึ่งได้รับการแก้ไข เมื่อปี 2542 ด้วย Council Regulation (EC) No 1804/1999[2] โดยกฎระเบียบของสหภาพยุโรปทั้งสองนับเป็นกรอบกฎหมายแรกด้านเกษตรอินทรีย์ของอียู ทั้งนี้ กฎระเบียบฯปี 2534 ได้ออกข้อกำหนดเฉพาะกระบวนการและวิธีการผลิตสำหรับสินค้าอาหารแบบเกษตรอินทรีย์ที่มีต้นกำเนิดจากพืช ส่วนกฎระเบียบปี 2542 มีการเพิ่มเรื่องกระบวนการและวิธีการผลิตสำหรับสินค้าอาหารแบบเกษตรอินทรีย์ที่มีต้นกำเนิดจากสัตว์เข้าไปด้วย จึงนับได้ว่าปัจจุบันกฎหมายและระเบียบปฏิบัติด้านเกษตรอินทรีย์ของอียูครอบคลุมขั้นตอนและวิธีการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ทั้งจากพืชและสัตว์อย่างสมบูรณ์

ต่อมา เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2550 อียูได้ออกกฎระเบียบฉบับใหม่เกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ คือ Council Regulation (EC) No 834/2007[3] เพื่อใช้แทนกฎระเบียบ Council Regulation (EEC) No 2092/911 ที่กล่าวถึงข้างต้น โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นไป กฎระเบียบใหม่ของอียูมีความสำคัญต่อการปฏิรูปและการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในอียูอย่างมีนัยสำคัญ เพราะมีการกำหนดเป้าประสงค์ หลักการ และมาตรฐานขั้นพื้นฐานสำหรับกระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ไว้อย่างชัดเจนและครบถ้วน

ล่าสุด เมื่อเดือน ก.ย. 2551 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกกฎระเบียบ Commission Regulation (EC) 889/2008[4] เพื่อใช้เป็นบทเสริมและรองรับการปรับใช้กฎระเบียบกรอบใหญ่ Council Regulation (EC) No 834/2007 ที่กล่าวถึงข้างต้น โดยเพิ่มเติมแนวปฏิบัติในเรื่องการติดฉลากและเครื่องหมายรับรอง และการรับรองการตรวจสอบควบคุมมาตรฐานและคุณภาพสินค้าเกษตรอินทรีย์

กล่าวโดยสรุปคือ ในด้านกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ อียูมีข้อบังคับเกี่ยวกับการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ทั้งที่ผลิตมาจากพืชและสัตว์ โดยกฎหมายของอียูนี้ไม่ได้บังคับใช้เฉพาะสินค้าที่ผลิตในยุโรปเท่านั้นแต่ยังรวมสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตในประเทศที่สามและนำเข้ามาในอียูด้วย โดยต้องปฎิบัติตามข้อกำหนดในกฎระเบียบทั้งสองดังกล่าวอย่างเคร่งครัด รวมทั้ง มีการรับรองจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบจากภาครัฐหรือเอกชนด้วย

โอกาสสำหรับประเทศไทย

กฎระเบียบอียูในเรื่องเกษตรอินทรีย์ดังกล่าวข้างต้นกำหนดให้รัฐบาลประเทศที่สามที่ต้องการส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปยังอียูสามารถขอขึ้นทะเบียนบัญชีรายชื่อประเทศที่สามของอียู หรือ Third Country List (TCL) ซึ่งไทยได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนไปแล้วเมื่อเดือน พ.ค. 2552[5] หรือ หน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชนของไทยสามารถยื่นขอเป็นตัวแทนในลักษณะ Control Authority (CA) และ Control Body (CB) ตามลำดับ เพื่อทำการตรวจสอบและรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อส่งออกไปยังอียูได้ในขณะที่การเจรจาเรื่อง TCL กับอียูยังไม่แล้วเสร็จ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2554 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศรายชื่อตัวแทนรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศที่สามประเภท CA และ CB เพื่อทำหน้าที่รับรองเกษตรอินทรีย์ของตนก่อนส่งออกไปยังอียูในกรณีที่ประเทศที่สามนั้นๆ ยังไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่สาม เป็นครั้งแรก โดยมีกำหนดจะประกาศทุกๆ ปี ทั้งนี้ เป็นเรื่องน่ายินดีเพราะเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทยที่การประกาศรายชื่อ CA และ CB จำนวน 30 รายนี้ มีบริษัทเอกชนไทย 1 ราย ได้แก่ บริษัท Organic Agriculture Certification Thailand ที่ได้รับรองเป็น CB ด้วย จึงนับเป็นการเพิ่มช่องทางการรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ และช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปยังอียูได้เพิ่มมากขึ้น

ดูรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัท Organic Agriculture Certification Thailand ได้ที่ http://www.actorganic-cert.or.th/

การที่มาตรฐานและระบบการควบคุมของสหรัฐฯ และอียูสำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์สามารถเทียงเคียงกันได้ นับเป็นข่าวดีสำหรับตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพราะน่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการเจริญเติบโตและการขยายตัวของตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์โลก อีกทั้ง ยังเป็นการย้ำว่าเรื่องมาตรฐานที่สูงและการมีระบบการควบคุมการผลิตที่มีประสิทธิภาพเป็นหัวใจสำคัญสำหรับผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปยังอียูและสหรัฐฯ ที่สำคัญ การเทียงเคียงมาตรฐานสินค้าเกตรอินทรีย์ของไทยกับอียูหรือสหรัฐฯ เป็นข้อริเริ่มที่ดี หากไทยทำได้สำเร็จจะเป็นการเปิดตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งไทยมีศักยภาพและจะเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้เกษตรกรไทยในการพัฒนาการทำเกษตรแบบอินทรีย์ เพื่อขายในตลาดภายในประเทศและเพื่อการส่งออก ซึ่งเหมาะกับภูมิปัญญาของไทยเป็นอย่างดี



[1] Council Regulation (EEC) No 2092/91 of 24 June 1991 on organic production of agricultural products and indications referring thereto on agricultural products and foodstuffs (OJ L 198, 22.7.1991, p. 1).

[2] Council Regulation (EC) No  1804/1999 of 19 July 1999 supplementing Council Regulation (EEC) No 2092/91 on organic production of agricultural products and indications referring thereto on agricultural products and foodstuffs to include livestock production (OJ L 222, 24.8.1999, p. 1).

[3] Council Regulation (EC) No 834/2007 of 28 June 2007 on organic production and labelling of organic products and repealing Regulation (EEC) No 2092/91

[4] Commission Regulation (EC) No 889/2008 of 5 September 2008 laying down detailed rules for the implementation of Council Regulation (EC) No 834/2007 on organic production and labelling of organic products with regard to organic production, labelling and control

[5] อนึ่ง สำหรับการยื่นขอเข้าในระบบ Third Country List นั้น ไทยได้ยื่นคำร้องขอขึ้นทะเบียนไปแล้วเมื่อ พ.ค. 2550 และนำส่งเอกสารเปรียบเทียบใน มี.ค. 2551 แต่หน่วยงานที่มีอำนาจพิจารณาของอียูคือ DG AGRI (เทียบเท่ากระทรวงเกษตรฯ ของอียู) ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ โดยให้เหตุผลว่า ความล่าช้าดังกล่าวเกิดจากการที่ DG-AGRI ต้องพิจารณาบัญชีรายชื่อดังกล่าวให้กับหลายๆ ประเทศ และใน ขณะเดียวกัน ต้องพิจารณาขึ้นบัญชีรายชื่อหน่วยงาน CA และ CB ไปพร้อมๆ กันด้วย   

 

 



Reddit! livescore Mixx! Web design Google! Free site builder Facebook! Yahoo! health

Related Items:

  1. EU กำหนดแนวทางใหม่ในการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์จากประเทศที่สาม
  2. EU กำหนดแนวทางใหม่ในการนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์จากประเทศที่สาม
  3. EU แก้ไขกฎระเบียบวิธีการสุ่มตรวจและวิธีการตรวจวิเคราะห์หาสารเคมีตกค้างบางรายการในสินค้าอาหาร
  4. EU เริ่มบังคับใช้กฏระเบียบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์
  5. US และ EU ลงนามความตกลงยอมรับมาตรฐานและการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์--นัยสำหรับไทย