ผลการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในการแก้ไขกฎระเบียบการส่งออกยามายังตลาดอียู Print E-mail
Contributed by สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์   
Monday, 12 March 2012

ตามที่คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการสาธารณสุขและผู้บริโภค (DG SANCO) ได้จัดทำ concept paper  เกี่ยวกับกฎระเบียบใหม่ที่จะใช้บังคับในเรื่องการควบคุมการนำเข้าสารตั้งต้น (active substances) ที่ผลิตจากประเทศที่สาม และเชิญผู้แทนจากประเทศต่างๆ และผู้มีส่วนได้เสียเข้าร่วมรับฟังข้อมูลและแสดงความเห็นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 นั้น สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซล์ ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะดังกล่าว ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

                    1.    กฎระเบียบใหม่ (Directive 2011/62/EU) จะใช้บังคับกับสารตั้งต้นที่เป็นส่วนประกอบของยาสำหรับมนุษย์และที่นำเข้าจากประเทศที่สามเพื่อวางจำหน่ายในตลาดสหภาพฯ เท่านั้น ไม่รวมถึงยาที่ได้ปรุงสำเร็จแล้ว (final medicine) หรือการนำเข้าสารตั้งต้นมายังสหภาพฯ เพื่อส่งผ่านไปยังประเทศอื่นๆ

                    2.    กฎระเบียบใหม่นี้เป็นกลไกที่กำหนดเพิ่มเติมขึ้นจากกลไกที่มีอยู่ในปัจจุบัน    เพื่อควบคุมและสร้างความมั่นใจว่าสารตั้งต้นที่นำเข้ามายังสหภาพฯ มีคุณภาพและมาตรฐานเดียวกับที่ผลิตจากโรงงานในสหภาพฯ เนื่องจากปัจจุบันสารตั้งต้นจำนวนมากได้นำเข้าจากประเทศที่สามซึ่งสหภาพฯ ไม่มีอำนาจตรวจสอบโรงงานหรือกลไกการรับรองมาตรฐาน GMP ของประเทศที่สามนั้นได้โดยตรง ดังนั้นกลไกตามกฎระเบียบใหม่จะช่วยป้องกันมิให้สารตั้งต้นที่ไม่ได้มาตรฐานหลุดรอดเข้ามาในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตยาของสหภาพฯ อันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคว่ายาที่วางจำหน่ายในสหภาพฯ เป็นยาที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้

                    3.    กฎระเบียบใหม่ซึ่งจะใช้บังคับในวันที่ 2 กรกฎาคม 2556 ได้กำหนดให้ประเทศที่ส่งออกสารตั้งต้นมายังสหภาพฯ ต้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ 

                    3.1    หน่วยงานที่มีอำนาจของประเทศที่ส่งสารตั้งต้นมายังสหภาพฯ ต้องออกเอกสารยืนยัน (written confirmation) ว่าโรงงานในประเทศตนที่ผลิตสารตั้งต้นส่งมายังตลาดสหภาพฯ นั้น เป็นโรงงานที่ได้มาตรฐาน GMP โดยหน่วยงานดังกล่าวจะต้องออกเอกสารกำกับการขนส่งทุก consignment มิฉะนั้นเจ้าหน้าที่ศุลกากรสหภาพฯ จะไม่อนุญาตให้นำเข้า อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้ ยังไม่ชัดเจนว่า written confirmation จะต้องประกอบด้วยข้อมูลอะไรบ้าง เนื่องจากคณะกรรมาธิการฯ ยังจัดทำรูปแบบมาตรฐาน (template) ไม่แล้วเสร็จ    

                     ในกรณีที่สารตั้งต้นได้รับการผลิตขึ้นในประเทศหนึ่งและส่งมายังอีกประเทศหนึ่งเพื่อผสมกับสารตั้งต้นตัวอื่นก่อนส่งมายังสหภาพฯ อาจจำเป็นต้องมี written confirmation จากหน่วยงานที่มีอำนาจของทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ จะแจ้งรายละเอียดในเรื่องนี้ต่อไป3.2    ประเทศที่ส่งออกสารตั้งต้นต้องขอขึ้นทะเบียนกับสหภาพฯ เพื่อให้อยู่ในรายชื่อประเทศที่มีมาตรฐาน GMP ในการผลิตเทียบเท่ากับสหภาพฯ ซึ่งจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องมี written confirmation ประกอบการนำเข้าสารตั้งต้นทุก consignment  ในการขึ้นทะเบียนดังกล่าว สหภาพฯ จะทำการตรวจสอบและประเมินผลว่าประเทศนั้นมีการปฏิบัติตามมาตรฐาน GMP ที่เทียบเท่ากับของสหภาพฯ หรือไม่ (equivalence assessment) โดยจะนำปัจจัยที่กำหนดในภาคผนวกของ concept paper ข้างต้น (ปัจจัยข้อ 1-9 และข้อ 11) มาประกอบการพิจารณา   

                      ทั้งนี้ การทำ equivalence assessment ดังกล่าวอาจใช้เวลาหลายเดือนเนื่องจากจะต้องมีการลงพื้นที่ตรวจสอบ ณ โรงงานที่ผลิตด้วยซึ่งเป็นการปฏิบัติตาม Pharmaceutical Inspection Co-operation Scheme (PIC/S) โดยประเทศที่ต้องการขึ้นทะเบียนสามารถยื่นคำขอได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ไม่จำเป็นต้องรอจนถึงวันที่กฎระเบียบใหม่นี้มีผลบังคับใช้ หรือรอให้มีการออก delegated acts (อนุบัญญัติ) สำหรับการทำ equivalence assessment ก่อน เนื่องจากอนุบัญญัติดังกล่าวจะเป็นการรวบรวมแนวปฏิบัติที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมาไว้ในระเบียบเดียวกันเท่านั้น และประเทศที่ได้ทำ equivalence assessment แล้ว ก็ไม่ต้องมีการตรวจสอบอีกครั้งเมื่อมีการออก อนุบัญญัติข้างต้น แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบถึงการตรวจสอบเป็นระยะๆ ซึ่งจะดำเนินการครั้งแรกภายใน 3 ปี หลังจากที่ประเทศนั้นได้รับการขึ้นทะเบียน

                       4.    สำหรับประเทศที่มี MRA กับสหภาพฯ เช่น สมาพันธรัฐสวิส และออสเตรเลีย อาจได้รับการพิจารณาขึ้นทะเบียนตามข้อ 3.2 โดยอัตโนมัติ แต่ในชั้นนี้ คณะกรรมาธิการฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะต้องมีขั้นตอนการตรวจสอบอื่นๆ เพิ่มเติมหรือไม่ หรือหากประเทศเหล่านั้นเลือกจะปฏิบัติตามมาตรการข้อ 3.1 (written confirmation) ก็จะได้รับการยกเว้นการตรวจสอบหรือแสดงเอกสารบางประการ ซึ่งจะทำให้ได้รับความสะดวกมากกว่าประเทศที่ไม่มี MRA กับสหภาพฯ

                        5.    คณะกรรมาธิการฯ จะจัดตั้งระบบ rapid alert ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับระบบ RAFSS ที่ใช้กับสินค้าเกษตร หรือ RAPEX ที่ใช้กับสินค้าอุตสาหกรรม แต่อาจมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ การรับขึ้นทะเบียนประเทศที่ส่งออกสารตั้งต้นตามข้อ 3.2 จะนำข้อมูลที่ได้จากระบบ rapid alert มาประกอบการพิจารณาด้วย

                        6.    เนื่องจากการดำเนินการตามกฎระเบียบใหม่นี้ จะต้องมีการร่วมมือกับหน่วยงานที่มีอำนาจของประเทศผู้ส่งออกสารตั้งต้นมายังสหภาพฯ อย่างใกล้ชิด คณะกรรมาธิการฯ จึงขอทราบชื่อผู้ประสานงานในระดับเจ้าหน้าที่เทคนิค (contact point at technical level) ของแต่ละประเทศ เพื่อประโยชน์ในการติดต่อราชการต่อไป 

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! Yahoo!

Last Updated ( Monday, 12 March 2012 )
host by optimizeserver.com