ตลาดสับประรดกระป๋องปี ๒๕๕๔ แนวโน้มแข่งขันตลาดโลกทวีความรุนแรง Print E-mail
Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์   
Monday, 31 October 2011

แนวโน้มการแข่งขันในตลาดโลกของสับประรดกระป๋องปี ๒๕๕๔ จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ถึงแม้ว่าอุปสงค์และอุปทานในจะอยู่ในระดับสูงก็ตาม ทั้งนี้เป็นผลจากปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้

 

                    ๑. สภาพอากาศที่มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูกสับปะรดในปีนี้ ส่งผลให้อุปทานในประเทศที่สำคัญๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยในช่วงระหว่างเดือน ม.ค.-มิ.ย.๕๔ ประเทศไทยสามารถผลิตสับปะรดเพื่อส่งเข้าโรงงานแปรรูปได้มากถึง ๑.๔ ล้านตันหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓๗ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และคาดว่าตลอดทั้งปี ๒๕๕๔ นี้ไทยน่าจะผลิตได้รวมทั้งหมด ๒.๓ ล้านตัน (ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปแห่งประเทศไทย--Thai Food Processors’ Association : TFPA)  การเก็บเกี่ยวสับปะรดที่ให้ผลผลิตดีขึ้น จะส่งผลให้ราคาสับปะรดกระป๋องปรับลดลงกว่า ๒ ปีที่ผ่านมาและทำให้ผู้แปรรูปสามารถทำสัญญาขายได้ยาวนานขึ้น    สำหรับการเพาะปลูกสับปะรดของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ (ซึ่งเป็นคู่แข่งที่สำคัญของไทย) ก็มีแนวโน้มดีขึ้นเช่นเดียวกัน โดยอินโดนีเซียมีแนวโน้มผลิตได้เพิ่มขึ้น ๕๐,๐๐๐ ตันหรือเท่ากับ ๖๕๐,๐๐๐ ตันในปีนี้ ส่วนการเก็บเกี่ยวสับปะรดของฟิลิปปินส์ในปีนี้ก็น่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ (จากที่ลดลงร้อยละ ๑.๓๓ เหลือ ๒.๑๖๙ ล้านตันในปี ๒๕๕๓) นอกจากนี้ การเพาะปลูกสับปะรดของเคนยาก็ให้ผลดีเช่นกัน โดยในช่วง ๕ เดือนแรกของปี เคนยาสามารถส่งออกสับปะรดกระป๋องได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ ๔๖ ยิ่งไปกว่านั้น เคนยายังเป็นประเทศที่ได้รับการยกเว้นภาษี (duty-free) ในการส่งออกสับปะรดกระป๋องไปยังตลาด EU จึงทำให้มีความได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆในตลาด EU     การส่งออกสับปะรดกระป๋องของทั้ง ๔ ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และเคนยา คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ ๘๕ ของการส่งออกสับปะรดกระป๋องทั้งหมดทั่วโลก ดังนั้น เมื่ออุปทานในทั้ง ๔ ประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เหมาะสม อีกทั้งทุกประเทศยังมีตลาดเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ EU และสหรัฐอเมริกา ก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ราคาสับปะรดกระป๋องในช่วงครึ่งหลังของปีจะมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากผู้ส่งออกในแต่ละประเทศต่างมุ่งแข่งขันกันด้วยการตัดราคาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดให้ได้มากที่สุด

                    ๒.    นอกจากอุปทานสับปะรดที่เพิ่มขึ้นจะเป็นปัจจัยผลักดันให้ราคาสับปะรดกระป๋องมีแนวโน้มลดลงแล้ว การแข่งขันส่งออกสับปะรดกระป๋องแบบ “private brand” ก็มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น ที่ผ่านมา ไทยและอินโดนีเซียเป็นผู้นำในการผลิตและส่งออกสับปะรดกระป๋องแบบ private brand ไปยังตลาด EU แต่ในปีนี้ ทางบริษัท Del Monte ผู้ผลิตสับประรดกระป๋องรายใหญ่ของฟิลิปปินส์ได้ออกมาประกาศว่าจะเน้นการส่งออกสับปะรดกระป๋องแบบ private brand ไปยังตลาด EU เพิ่มขึ้น สืบเนื่องจากทางบริษัท Del Monte (ฟิลิปปินส์) ได้ยกเลิกสัญญากับบริษัท Del Monte (ยุโรป) เมื่อกลางปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ทำให้บริษัท Del Monte (ฟิลิปปินส์) มีอิสระในการทำตลาดใน EU และมีโอกาสได้รับกำไรสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น บริษัท Del Monte (ฟิลิปปินส์) ยังมีแผนการเน้นการส่งออกสับปะรดกระป๋องแบบ private brand ไปยังตลาดสหรัฐฯด้วยเช่นกันเพราะเป็นตลาดที่ยังมีความต้องการซื้อสูงและสามารถทำกำไรได้ เพราะฉะนั้น การเข้ามาแข่งขันส่งออกสับปะรดกระป๋องแบบ private brand ของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Del Monte (ฟิลิปปินส์) ย่อมจะส่งผลกระทบต่อยอดการส่งออกและผลกำไรที่ผู้ส่งออกสับปะรดกระป๋องของไทยและอินโดนีเซียเคยได้รับจากการจำหน่ายไปยังตลาด EU และสหรัฐฯ

                    ๓.    อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อตลาดสับปะรดกระป๋องในปีนี้ ก็คือ ออสเตรเลียได้ประกาศยืดระยะเวลาใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (anti-dumping measures) กับผลิตภัณฑ์สับปะรดกระป๋องที่นำเข้าจากฟิลิปปินส์และไทยออกไป โดยจะดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ ๑๐ ต.ค.๕๔ เป็นต้นไป ทั้งนี้ เนื่องจากการส่งออกสับปะรดกระป๋องของฟิลิปปินส์และไทยได้สร้างความเสียหายแก่อุตสาหกรรมผลิตสับปะรดกระป๋องของออสเตรเลีย จึงต้องมีการดำเนินการเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดกับสับปะรดกระป๋องที่นำเข้าจากทั้ง ๒ ประเทศ     แม้ว่าออสเตรเลียจะไม่ใช่ตลาดรับซื้อสับปะรดกระป๋องรายใหญ่ของโลก แต่เมื่อการส่งออกไปยังตลาดออสเตรเลียต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการค้า ก็จะทำให้ผู้ส่งออกสับปะรดกระป๋องของทั้งฟิลิปปินส์และไทยพยายามหาตลาดอื่นมาทดแทน โดยเป็นตลาดที่มีความต้องการรับซื้อสินค้าในระดับมาตรฐานเดียวกับออสเตรเลีย ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นการแย่งส่งออกไปยังตลาด EU นั่นเองในท้ายที่สุด การแข่งขันส่งออกสับปะรดกระป๋องในปีนี้จึงมีแนวโน้มว่าจะต้องเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งออกของไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และเคนยา ต่างก็จะพยายามต่อสู้แย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดที่สำคัญๆอย่าง EU และสหรัฐฯให้ได้ โดยการลดราคาสินค้าลงมา แต่อย่างไรก็ดี ผู้ส่งออกต้องพึงระวังว่า “อุปสงค์ของสับปะรดกระป๋องนั้นไม่ยืดหยุ่นต่อราคา (inelastic)” การแข่งขันด้วยการตัดราคาจึงอาจนำมาซึ่งความเสียหายให้แก่ภาคธุรกิจ เว้นเสียแต่ว่าธุรกิจนั้นจะมีอำนาจผูกขาดในตลาด (monopolistic control) จึงจะสามารถอยู่รอดในเกมดังกล่าว

ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ

ก)    ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการผลิตและส่งออกสับปะรด โดยเฉพาะการส่งออกสับปะรดกระป๋องที่สร้างรายได้เข้าประเทศปีละประมาณ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท โดยไทยเป็นผู้ส่งออกสับปะรดกระป๋องมากเป็นอันดับ ๑ ของโลกและมีส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณร้อยละ ๔๕-๕๐ สำหรับในช่วงครึ่งแรกของปี ๒๕๕๔ การเพาะปลูกสับปะรดของไทยให้ผลผลิตดี ทำให้ไทยสามารถส่งออกสับปะรดกระป๋องได้เพิ่มขึ้นร้อยละ ๓๐ และมีราคาส่งออกที่ดีขึ้น (ในช่วงระหว่างเดือน ม.ค.-มิ.ย.๕๔ ไทยส่งออกสับปะรดกระป๋องได้รวมทั้งหมด ๓๕๒,๘๑๘ ตัน --เพิ่มขึ้นจาก ๒๖๙,๖๐๕ ตันในช่วงเดียวกันของปี ๕๓ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓๐-- ส่วนราคาส่งออกเพิ่มขึ้นจาก  โดยเฉลี่ยในช่วงครึ่ง๘๒๔ ดอลล่าร์สหรัฐ/ตันในช่วงครึ่งแรกของปี ๕๓ เป็น ๑,๐๒๙ ดอลล่าร์สหรัฐ/ตันในปีนี้หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๔)    แต่ในช่วงครึ่งปีหลังของปี แม้ว่าอุปทานจะมีความแน่นอนกว่าปีที่ผ่านๆมา เพราะสภาพอากาศที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ซึ่งจะทำให้โรงงานแปรรูปสามารถวางใจได้เรื่องต้นทุนสับปะรด แต่ทว่า        ผู้ส่งออกต้องพึงระวังต้นทุนด้านอื่นๆ ที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นในช่วงท้ายของปี อาทิเช่น ราคาแผ่นเหล็กเคลือบดีบุก(tinplate) ที่ใช้สำหรับผลิตกระป๋อง, ราคาน้ำตาลและน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น รวมไปถึงนโยบายของรัฐที่ต้องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเป็น ๓๐๐ บาท/วัน และการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคที่บั่นทอนศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋องของไทยในช่วงท้ายของปี ๕๔ ไปจนกระทั่งถึงปีหน้า
ข)    การมุ่งแข่งขันส่งออกสับปะรดกระป๋องด้วยกลยุทธการตัดราคา อาจเป็นวิธีที่นำมาซึ่งความเสียหายให้กับทุกฝ่าย ดังนั้น ผู้ส่งออกสับปะรดกระป๋องของไทยควรหันมาใช้กลยุทธการแข่งขันด้วยการพัฒนาคุณภาพและสร้างจุดแข็งที่เหนือกว่าคู่แข่งประเทศอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น  การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเกษตรกรและโรงงานแปรรูป โดยวางแผนการผลิตร่วมกันและทำสัญญาซื้อขายแบบมีข้อตกลง (contract farming) ซึ่งจะมีผลดีต่อการควบคุมการผลิตให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานและปริมาณสินค้าได้ตามความต้องการของลูกค้าและโรงงานแปรรูป, ควรสนับสนุนให้เกษตรกรทำการผลิตตามหลักเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) เพื่อให้ได้สับปะรดที่มีคุณภาพและป้อนโรงงานได้สม่ำเสมอ, การพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์โดยใช้วัสดุที่มีต้นทุนถูกลงและมีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง, การระมัดระวังปัญหาสุขอนามัยและการปนเปื้อนนับตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูกสับปะรดไปจนถึงกระบวนการแปรรูป ซึ่งเป็นประเด็นที่ตลาดประเทศพัฒนาแล้วให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ตลอดจนการพัฒนาและบริหารจัดการด้านการขนส่ง (logistic) ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อผลักดันให้ขีดความสามารถในการส่งออกสับปะรดกระป๋องของไทยเพิ่มขึ้น
ค)    อย่างไรก็ดี แนวโน้มตลาดสับปะรดที่กล่าวในรายงานนี้ เป็นการประเมินสถานการณ์ก่อนภาวะภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในไทย รวมถึงในฟิลิปปินส์ด้วย ดังนั้น ตัวเลขที่คาดการณ์ไว้สำหรับภาพรวมปี ๒๕๕๔ อาจมีการคาดเคลื่อน เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกผลผลิตสับปะรด รวมถึงโรงงานอาจได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณการผลิตสับปะรดกระป๋องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 




Reddit! livescore Mixx! Web design Google! Free site builder Facebook! Yahoo! health

Last Updated ( Monday, 31 October 2011 )