|
รายงานการประชุม Thailand Rice Convention 2011 และกิจกรรม World Rice Standard Summit 2011--กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Thailand Rice Convention 2011 ขึ้นที่กรุงเทพฯ และ กิจกรรม World Rice Standard Summit 2011 ที่จังหวัดนครสวรรค์ ในระหว่างวันที่ 20-23 มิถุนายน 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์และความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานไทยกับต่างประเทศแล้ว ยังเป็นการเผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์ข้าว ทิศทางการผลิตในอนาคต ข้อมูลการส่งออกข้าวไทยในปัจจุบันและแนวโน้มข้าวไทยในเวทีตลาดโลก พร้อมทั้งนำเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยความเสี่ยงที่ไทยควรเตรียมการรองรับ การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 500 คน จาก 50 ประเทศทั่วโลก
ในงานนี้ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยเน้นว่า ปัจจุบัน เวียดนาม อินเดีย พม่า และ อาร์เจนตินา เริ่มส่งออกข้าวมากขึ้น กอปรกับภัยธรรมชาติในประเทศต่างๆ ส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหาร ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นแรงกดดันให้ประเทศต่างๆ เพิ่มระดับการแข่งขันการค้าข้าวในตลาดโลกมากขึ้น อย่างไรก็ดี ข้าวจากไทยมีข้อได้เปรียบด้านความหลากหลายทางพันธุกรรมและมีคุณภาพสูง รวมถึงสามารถนำมาผลิตสารสกัดและอาหารเสริมต่างๆ ได้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ดี ตอบสนองต่อกระแสความนิยมอาหารเพื่อสุขภาพที่กำลังมีเพิ่มมากขึ้น
ในโอกาสดังกล่าว ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ข้าวไทย สุดยอดข้าวของโลก” โดยกล่าวว่า ข้าวไทยถือว่ามีคุณภาพดีที่สุด เนื่องจากภูมิประเทศและอากาศเหมาะสม ประกอบกับคนไทยมีความรู้สูงในเรื่องข้าว จึงทำให้สามารถผลิตข้าวชั้นดีเยี่ยมและเป็นที่ต้องการในตลาดโลกแม้จะมีราคาเฉลี่ยสูงกว่าข้าวของประเทศอื่นๆ ทั้งนี้ มาตรฐานข้าวไทยยังสามารถพัฒนาต่อไปได้อีก โดยจำเป็นต้องมีการวางแผนร่วมกันในการพัฒนากลไกการค้าข้าวในตลาดโลก ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีความแน่นอน อย่างไรก็ตาม ตลาดโลกยังมีลู่ทางที่ดี เนื่องจากจีนและอินเดียที่บริโภคข้าวเป็นหลักมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง
นอกจากนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้กล่าวบรรยายในหัวข้อ “อุปสงค์และอุปทานข้าวกับการผลิตข้าวของโลก” โดยกล่าวว่า ประชากรโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่พื้นที่เพาะปลูกและทรัพยากรน้ำมีจำกัด ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตด้านอาหารที่รุนแรงในอนาคต โดยขณะนี้ได้ปรากฎแนวโน้มการบริโภคข้าวเฉลี่ยรายบุคคลทั้งโลกลดลงจาก 64.30 กก./คน/ปี ในปี 2549 เป็น 58.30 กก./คน/ปี ในปี 2593 ซึ่งสวนกระแสกับปริมาณความต้องการบริโภคข้าวของโลกโดยรวมที่เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบัน ฟิลิปปินส์เป็นผู้นำเข้าอันดับหนึ่งของโลก ตามด้วยไนจีเนีย อิหร่าน อิรัก ซาอุดิอาระเบีย มาเลเซีย อียู โกตดิวัวร์ แอฟริกาใต้ และญี่ปุ่น
อนึ่ง ในปี 2554/55 จีนผลิตข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก (คิดเป็นร้อยละ 28 หรือ ปริมาณ 140 ล้านตัน/ปี) ส่วนไทยเป็นผู้ผลิตอันดับ 6 ของโลกและเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก อย่างไรก็ดี ผลผลิตข้าวต่อไร่ของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ เพียง 461กก./ไร่ ในปี 2554/55 ซึ่งต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของประเทศผู้ส่งออกอื่นๆ โดยเฉพาะเวียดนาม และสหรัฐอเมริกา เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกข้าวของไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำและปุ๋ย
ดังนั้น ทิศทางการผลิดข้าวของไทยในอนาคต ควรจะเน้น 3 ประการหลัก คือ (1) พัฒนาการผลิตข้าวให้มีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพเพื่อให้ได้ผลผลิตต่อพื้นที่สูงขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง (2) ผลิตข้าวที่ปลอดภัย มีคุณภาพสูงตามความต้องการของผู้บริโภค (3) ผลิตข้าวด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ อธิบดีกรมการข้าวเชื่อว่า ไทยจะคงสถานะผู้ผลิตข้าวแก่โลกได้ โดยต้องมีการส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างไทยกับต่างประเทศ และสนับสนุนให้การซื้อขายข้าวไทยในตลาดโลกเป็นไปด้วยราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยให้ข้าวไทยในระยะต่อไปมีอนาคตสดใสทั้งด้านราคาและปริมาณส่งออก นอกจากนี้ หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ไทยน่าจะสามารถครองตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ต่อไปได้ โดยมีส่วนแบ่งในตลาดโลกประมาณร้อยละ 28 ในขณะที่เวียดนามซึ่งเป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลก ซึ่งปัจจุบันสามารถส่งออกข้าวคิดเป็นปริมาณเพียงร้อยละ 60 ของไทย
อย่างไรก็ดี ปัจจัยเสี่ยงที่ไทยต้องเตรียมการรองรับได้แก่ (1) ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีซึ่งราคาผันแปรตามราคาน้ำมันโลก (2) ผลผลิตต่อไร่ของไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตอื่นๆ (3) การขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร เนื่องจากประชากรในชนบทนิยมเข้ามาทำงานรับจ้างในภาคอุตสาหกรรมในเมืองใหญ่ (4)การดำเนินนโยบายของรัฐเพื่อเพิ่มหรือชดเชยราคาข้าว ซึ่งถึงแม้จะมีส่วนสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเร่งปลูกข้าว แต่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตที่ต่ำลง เนื่องจากขาดการพักดินและไม่มีการตัดวงจรระบาดของศัตรูพืชต่างๆ อีกทั้งข้าวที่เร่งเก็บเกี่ยวและบรรจุมีความชื้นสูง ซึ่งส่งผลต่อราคาข้าว (5) ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ดังนั้น ไทยควรมีการพัฒนาการวางยุทธศาสตร์สำหรับข้าวไทยอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการผลิต และหน่วยงานด้านการตลาด ทั้งนี้ ไทยจำเป็นต้องรักษาคุณภาพสินค้า พร้อมเร่งปรับตัวเชิงเทคนิคโดยการลดต้นทุนการผลิต ในขณะเดียวกัน อาจต้องพิจารณามุ่งตลาดต่างประเทศที่ยังนิยมและสามารถยอมรับข้าวหอมมะลิไทยที่มีราคาสูงได้ โดยเพิ่มรูปแบบผลิตภัณฑ์และนำแนวคิดสร้างสรรค์มาช่วยเพิ่มมูลค่าด้วย ทั้งนี้ ควรดำเนินควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมหรือโครงการเพื่อส่งเสริมตลาดและรักษาภาพลักษณ์ของข้าวไทยต่อไป
Related Items:
- บริษัทสเปนต้องการนำเข้าข้าวไทย
- สถานการณ์ข้าวในโปรตุเกส
|