|
เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้นักวิจัยไทยจะได้ทราบถึงโอกาสที่จะได้รับจากการสมัครเข้าชิงทุนวิจัยทุน FP7 ของสหภาพยุโรปหรืออียู สวทช. ได้เชิญผู้แทน FP7 หรือ National Contact Point (NCP) จากประเทศสมาชิกอียูและประเทศที่สามจำนวน 8 ท่าน และนักวิจัยไทยที่เคยได้รับทุน FP7 จำนวน 4 ท่าน (รายชื่อปรากฎท้ายบทความ) มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ FP7 พร้อมแบ่งปันประสบการณ์และข้อคิดเห็น เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 54 ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ สีลม กรุงเทพฯ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังประมาณ 140 คน จากภาคการศึกษาวิจัย ภาครัฐ และภาคธุรกิจ SMEs สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
1. ข้อมูลเกี่ยวกับ FP7 โครงการ Framework Programme (FP) ของอียู มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันของอียู ด้วยการวิจัยและพัฒนา FP7 ซึ่งเป็นโครงการล่าสุดและได้รับการจัดสรร งปม. จำนวน 50,500 ล้านยูโร สำหรับปี ค.ศ. 2007 - 2013 โดยแบ่งเป็น 4 กรอบ ดังนี้
1.1 Cooperation - แบ่งเป็น 10 สาขาวิจัยย่อย เช่น อาหาร เกษตร ประมง สิ่งแวดล้อม พลังงาน ICT และ สังคมศาสตร์ โดยอียูจะออก Work Programme ทุกปีในแต่ละสาขา ซึ่งจะระบุตาราง การทำงานและประกาศหัวข้อวิจัยให้เสนอ (Call for Proposal) โดยมีข้อกำหนดว่า ผู้สมัครไทยจะต้องหาผู้วิจัยร่วม และมีองค์กรวิจัยยุโรปอย่างน้อย 1 องค์กร เข้าร่วมด้วยในลักษณะ consortium ส่งข้อเสนอให้แก่ EU พิจารณาคัดเลือกตามขั้นตอน
1.2 Ideas ไม่มีการกำหนดหัวข้อวิจัยและไม่มีการประกาศ Call for Proposals ผู้ประสงค์จะขอรับทุนวิจัยจะต้องเสนอหัวข้อให้ EUพิจารณาตามขั้นตอน
1.3 Marie Curie (People) - เน้นการพัฒนาศักยภาพของนักวิจัยในยุโรปและเชิญชวนให้นักวิจัยชั้นนำที่สนใจจาก ปท. ที่สามร่วมทำวิจัยกับสถาบันวิจัยในยุโรป
1.4 Capacities - เน้นให้ทุนงานวิจัยที่สนับสนุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของการทำวิจัยในยุโรป ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและกำหนดการสำหรับปี ค.ศ. 2012 ได้ที่ http://ec.europa.eu/research/ participants/portal/page/home
2. โอกาสของไทย: ไทยสามารถขอรับทุนตามเงื่อนไขของแต่ละด้านและแต่ละ Call for Proposals โดยผู้ขอรับทุนอาจมาจากภาคการศึกษาวิจัย ภาคเอกชน ภาครัฐ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร องค์กรระหว่าง ปท. หรือเป็นปัจเจกบุคคล (สำหรับ People และ Ideas) โดยนักวิจัยไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการเข้าร่วมเท่าเทียมกับนักวิจัยจากยุโรป ทั้งนี้ ลิขสิทธิ์ของผลงานขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างผู้วิจัยที่เข้าร่วม ที่ผ่านมา องค์การและนักวิจัยไทยจำนวนประมาณ 100 กว่าองค์กร/คน ได้สมัครขอรับทุน FP7 โดยได้รับทุนจำนวน 34 องค์กร/คน สำหรับ 29 โครงการ
3. ข้อแนะนำของวิทยากร
3.1 การหา partner - วิทยากรแนะนำว่าสามารถหา partner เพื่อสร้าง consortium ได้หลายวิธี เช่น การหารือกับนักวิจัยที่รู้จักในยุโรป การเข้าร่วมงานประชุมต่างๆ ในยุโรป การค้นหาใน internet การติดต่อ สวทช. หรือ NCP ในปท. ที่สนใจ โดยหาก partner เป็นผู้ที่เคยได้รับ FP7 จะช่วยส่งเสริมโอกาสให้ได้รับทุนง่ายขึ้น ทั้งนี้ ผู้ขอรับทุนไม่ควรเสียกำลังใจหากไม่ประสบความสำเร็จในการสมัครครั้งแรก (NCP จากอิสราเอลยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของตนว่า ได้ยื่นขอรับทุนถึง 4 ครั้งกว่าจะประสบความสำเร็จ) แต่ผู้ที่ประสบความสำเร็จในครั้งแรกจะมีโอกาสสูงที่จะได้รับทุน FP7 หรือทุนอื่นๆ อีกในอนาคต นอกจากนั้น EU ให้ความสำคัญเป็นพิเศษหากมี SMEs ยุโรปร่วมอยู่ใน consortium
3.2 การกรอกใบสมัคร - ควรเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจ มีเอกลักษณ์ และสามารถตอบโจทย์ที่ EU กำหนดไว้ และชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่ EU จะได้รับด้วย ทั้งนี้ ดร. นิศรา การุณอุทัยศิริ (ผู้รับทุนในกรอบ Marie Curie (People) ในการทำการวิจัยที่ ม.Queens University Belfast สอ. เป็นเวลา 3 ปี) แนะนำด้วยว่า ในการสมัครขอรับทุน FP7 นอกจากผลงานวิจัยต่างๆ แล้ว ผู้สมัครของไทยควรให้ข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นจุดแข็งของตนด้วย ซึ่งเมื่อครั้งตนยื่นขอรับทุนนั้น ได้ระบุข้อมูลไปด้วยว่า เคยได้รับรางวัล working woman of the year ซึ่งตนทราบ ในภายหลังจากฝ่าย EU ว่ามีส่วนช่วยให้ข้อเสนอของตนได้รับการพิจารณาด้วยดี
3.3 ประสบการณ์จากผู้วิจัย ในการทำงานร่วมกับ EU คนไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับวิธีการทำงานของชาวยุโรป เนื่องจากโครงการ FP7 เป็นยุโรปสูง (euro-centric) และเป็นระบบ (well-structured project) และมีการจัดเก็บข้อมูลอย่างละเอียด พร้อมการจัดทำตารางการทำงานที่ชัดเจน และ มีการประเมินโครงการด้วยผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ นักวิจัยไทยควรสร้างความคุ้นเคยกับทัศนคติและแนวทางการทำงานของชาวยุโรป อาทิ การสื่อสารและหารือเกี่ยวกับปัญหาอย่างตรงไปตรงมา และความสำคัญของการตรงต่อเวลา เป็นต้น
3.4 ประโยชน์จากการเข้าร่วม FP7 ผู้วิจัยไทยเห็นว่าประโยชน์ที่แท้จริงของการเข้าร่วมโครงการ FP7 มิใช่จำนวนเงินสนับสนุนที่ได้รับจาก EU แต่เป็นการเปิดโอกาสให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีหรือผลงานวิจัยชั้นนำของโลก ช่วยเสริมสร้างศักยภาพ การทำงานให้แก่นักวิจัยไทยทัดเทียมมาตรฐานชั้นนำของโลก อีกทั้งสร้างชื่อเสียงและเครือข่ายให้แก่สถาบัน/ผู้วิจัยไทยในเวที รปท. และช่วยให้การขอรับทุนอื่นๆ สะดวกขึ้น
รายชื่อวิทยากรที่เข้าร่วมการสัมมนาฯ
1. FP7 National Contact Point (NCP) จากรัฐสมาชิก EU และประเทศที่สาม
1.1 Mrs. Cornelia SCHNEIDER - NCP ของเยอรมนี (สังกัด Bureau of the Federal Ministry of Education and Research)
1.2 Ms. Nihan ERYILMAZ - NCP ของตุรกี (สาขาอาหาร เกษตร ประมง และเทคโนโลยีชีวภาพ)
1.3 Mr. Olivier KÜTTEL - NCP ของสวิตเซอร์แลนด์ (สาขาสิ่งแวดล้อม)
1.4 Mr. Piotr SWIATEK - NCP ของเยอรมนี (สาขาพลังงาน)
1.5 Ms. Surbhi SHARMA - NCP ของอินเดีย (สาขา ICT)
1.6 Ms. Anastasia CONSTANTINOU NCP ของกรีซ (สาขา Nanosciences, Nanotechnologies, Materials and new Production Technologies)
1.7 Ms. Juliane SAUER NCP ของสวิตเซอร์แลนด์ สำหรับโครงการ FP 7 (กรอบ Marie Curie - People)
1.8 Ms. Smadar Hirsch NCP ของอิสราเอล (สาขาสังคมศาสตร์)
2. องค์กร/นักวิจัยไทยที่เคยได้รับทุน FP7
2.1 ดร.ปิยวุฒิ ศรีชัยกุล - NECTEC
- โครงการที่ได้รับทุน FP7: EUASIAGRID Project (Towards a common e-Science infrastructure for the European and Asian grids)
2.2 แพทย์หญิงวารุณี พรรณพานิช - โรงพยายาลเด็ก
- โครงการที่ได้รับทุน FP7: RANGER Project (Rapid, robust and scaleable technology platform for PCR based diagnostics) ภายใต้กรอบ Cooperation
2.3 ดร. นิศรา การุณอุทัยศิริ - BIOTEC
- โครงการที่ได้รับทุน FP7: PATHFINDER (Sensor-based detection of food Pathogens)
2.4 นายเกรียงไกร สถาพรวานิชย์ - มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- โครงการที่ได้รับทุน FP7: SEAT (Sustainable Ethical Aquaculture Trade)
Related Items:
- 6th และ 7th Framework Programme ด้านการวิจัยของสหภาพยุโรป: โอกาสด้านการวิจัยและพัฒนาของไทย
- EU ยังด้อยกว่าสหรัฐฯและญี่ปุ่นในด้านนวัตกรรม
- EU สนับสนุนการเข้ามาทำวิจัยของนักวิจัยจากประเทศนอกสหภาพยุโรป
- Janez Potocnik เปิดตัว FP7
- The University of Leuven กับการวิจัยระดับโลก
|