การเจรจา FTA ระหว่างสหภาพยุโรปและแคนาดา Print E-mail
Written by สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์   
Thursday, 03 February 2011

การเจรจา FTA ระหว่างสหภาพยุโรปและแคนาดามาซึ่งเริ่มในปี ค.ศ. 2009 นั้น ได้ผ่านไปแล้ว 5 รอบ โดยทั้งสองฝ่ายมีกำหนดจะเจรจารอบที่ 6 ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ อย่างไรก็ตาม การเจรจายังไม่คืบหน้าไปถึงขั้นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างสาขาอุตสาหกรรม และยังไม่ได้ลงรายละเอียดเป็นรายประเด็นหรือรายสาขาอุตสาหกรรมแต่อย่างใด แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะเห็นว่าการเจรจามีความคืบหน้าไปอย่างรวดเร็วและเชื่อว่าจะสามารถสรุปผลการเจรจาได้ภายในสิ้นปีนี้ก็ตาม


 

เมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แหล่งข่าว bilateral.org ได้รายงานว่ารัฐบาลกลางของแคนาดาอยู่ระหว่างการหารือกับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อ กำหนดท่าทีต่อข้อเรียกร้องของสหภาพฯ ให้เปิดตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้แก่บริษัทสหภาพฯ แต่รัฐบาลท้องถิ่นของแคนาดายังไม่เต็มใจจะเปิดเสรีในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากยังไม่เห็นผลประโยชน์ตอบแทนอย่างเป็นรูปธรรมจากฝ่ายสหภาพฯ
    
นอกจากนี้ แหล่งข่าวได้รายงานเพิ่มเติมว่า สหภาพฯ เรียกร้องให้แคนาดายกเลิกกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐบาลในการห้ามมิให้บริษัทต่าง ชาติเข้าครอบครองบริษัทแคนาดาด้วย หลังจากมีกรณีที่รัฐบาลแคนาดาได้ใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการลงทุนของชาว ต่างชาติ ห้ามบริษัทของออสเตรเลียในการเข้าครอบครองกิจการของบริษัทแคนาดา ทั้งนี้ เนื่องจากสหภาพฯ เกรงว่ากฎหมายดังกล่าวจะทำให้นโยบายเปิดเสรีการลงทุนของแคนาดาไม่มีผลอย่าง แท้จริง และจะเป็นอุปสรรคต่อการเข้าไปลงทุนทำธุรกิจของบริษัทสหภาพฯ ในอนาคต
    
แหล่ง ข่าวได้อ้างคำให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีการค้ายุโรป (นาย Karel De Gucht) ว่าสหภาพฯ เห็นว่าการค้าและการลงทุนเป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการควบคู่กันไป และพิจารณาว่าบทบัญญัติของกฎหมายการลงทุนของแคนาดาดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อ การค้า ซึ่งควรจะถูก ยกเลิก รวมทั้งเรียกร้องให้แคนาดานำหลักประติบัติเยี่ยงคนชาติมาใช้กับสหภาพฯ ด้วย    
    
ในขณะเดียวกันหัวหน้าคณะเจรจาของแคนาดา (นาย Steve Verheul) ยังไม่ได้ยอมรับอย่างเป็นทางการว่าจะเจรจาเรื่องข้อยกเว้นข้อจำกัดการลงทุน ตามที่ฝ่ายสหภาพฯ เรียกร้องหรือไม่ เพียงแต่ให้ความเห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็เรียกร้องในสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่ง ปฏิบัติตามได้ยาก ซึ่งจะทำให้มีการเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันในท้ายที่สุด
    
อย่าง ไรก็ตาม แหล่งข่าวได้วิเคราะห์ว่า การที่สหภาพฯ ตั้งข้อเรียกร้องไว้สูง เนื่องจากต้องการใช้เป็นต้นแบบในการเจรจากับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ กว่าแคนาดาเป็นอันดับต่อไปในอนาคต เช่น สหรัฐฯ ดังนั้น จึงคาดว่าหากสหภาพฯ ไม่ได้ในสิ่งที่เรียกร้อง ก็อาจจะไม่ตกลงด้วยกับแคนาดา

การที่สหภาพฯ ตั้งข้อเรียกร้องไว้สูงและต้องการใช้ FTA กับแคนาดาเป็นตัวอย่างในการเจรจา FTA กับประเทศอื่นๆ ต่อไปนั้น เป็นการตอกย้ำแนวทางการเจรจาของสหภาพฯ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกับประเทศในเอเซียเช่นกัน ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าสหภาพฯ จะนำ FTA ที่ได้ตกลงแล้วกับเกาหลี และซึ่งกำลังจะสรุปกับสิงคโปร์มาเป็นตัวอย่างในการเจรจากับประเทศอาเซียน ต่างๆ รวมทั้งไทยด้วย

จากข้อเรียกร้องของสหภาพฯ ข้างต้น ทำให้คาดการณ์ได้ว่าสหภาพฯ จะยื่นข้อเรียกร้องในลักษณะเดียวกันต่อประเทศที่เข้าร่วมเจรจา FTA กับสหภาพฯ ในอนาคต ได้แก่ การอนุญาตให้บริษัทต่างชาติเข้าร่วมการประมูล/จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐใน ทุกระดับ และการอนุญาตให้บริษัทต่างชาติเข้าครอบครองกิจการหรือเข้าถือหุ้นเกินร้อยละ 50 ดังนั้น หากไทยจะเจรจา FTA กับสหภาพฯ ควรจะต้องพิจารณาแนวทางรองรับข้อเรียกร้องดังกล่าวด้วย

คาดว่าผลการ เจรจา FTA ระหว่างสหภาพฯ และแคนาดา จะไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณหรือสัดส่วนการค้าของไทยกับสหภาพฯ มากนัก เนื่องจากมีการคาดการณ์อย่างเป็นทางการว่า FTA ดังกล่าวจะทำให้ GDP ของแคนาดาเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.77 และสหภาพฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.08 ภายในปี ค.ศ. 2014 เท่านั้น โดยกลุ่มสินค้าส่งออกมายังสหภาพฯ ของไทยที่อาจได้รับผลกระทบคือ เครื่องจักร (HS Code 84) ซึ่งไทยมีส่วนแบ่งในการนำเข้าของสหภาพฯ ในปี ค.ศ. 2010 คิดเป็นร้อยละ 21.71 ส่วนแคนาดามีส่วนแบ่งร้อยละ 12.19 แต่ผลของการเจรจาดังกล่าวจะเป็นเครื่องชี้นำรูปแบบ/แนวทางการเปิดเสรีทางการ ค้าในอนาคต โดยเฉพาะในด้านการลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

 

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! Yahoo!

host by optimizeserver.com