|
บทสรุปการสัมมนาเรื่อง การส่งออกผักและผลไม้สดไปยังเยอรมนีและสหภาพยุโรป : โอกาสและความท้าทาย |
|
|
|
Contributed by สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน
|
|
Monday, 09 August 2010 |
|
การสัมมนาเรื่อง การส่งออกผักและผลไม้สดไปยังเยอรมนีและสหภาพยุโรป : โอกาสและความท้าทาย เมื่อวันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม 2553 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี จัดโดยความร่วมมือของกระทรวงการต่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก หอการค้าเยอรมัน-ไทย และสำนักงานความร่วมมือทางวิชาการของเยอรมันประจำประเทศไทย (GTZ) โดยมีผู้เข้าร่วมจากบริษัทเอกชน สถาบันวิชาการ หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานของเยอรมนี เข้าร่วม และมีนายพิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป และดร. ฮันส์ ไฮน์ริช ชูมัคเคอร์ เอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ร่วมเป็นประธาน
บทสรุปสำคัญของการสัมมนาคือ สหภาพยุโรปเป็นตลาดผักผลไม้ที่มีศักยภาพเพราะเป็นตลาดที่นำเข้าผักผลไม้จากต่างประเทศในปริมาณมาก ในปี 2552 เฉพาะเยอรมนีประเทศเดียวนำเข้าผักผลไม้จากทั่วโลกเกือบ 8 ล้านตัน และในจำนวนนั้นเป็นการนำเข้าผลไม้จากเขตร้อนเกือบ 3 ล้านตัน อย่างไรก็ดี ส่วนแบ่งตลาดของไทยยังน้อยมาก เช่น ผลไม้ประเภทฝรั่ง มะม่วง และมังคุดมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ผู้บรรยายชาวเยอรมันทั้งภาครัฐและผู้นำเข้าต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สินค้าไทยเองก็มีจุดแข็งหลายอย่างโดยเฉพาะความหลากหลายและความมีเอกลักษณ์ที่สามารถแปรเป็นจุดขายได้ การบรรจุหีบห่อในปัจจุบันที่สวยงามได้มาตรฐาน ความรวดเร็วในการตอบสนองต่อการสั่งซื้อ กอปรกับความนิยมผักผลไม้ไทยเพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาสัมผัสกับผลิตผลเหล่านี้ด้วยตัวเอง
 
แต่ทุกคนก็ชี้ให้เห็นว่า สินค้าผักผลไม้ไทยมีจุดอ่อนหลายประการที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องปัญหาสารตกค้างจากยากำจัดศัตรูพืช ปัญหาสุขอนามัยพืช ระบบการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่มีการควบคุมคุณภาพสินค้า ความรู้ความเข้าใจเรื่องสุขอนามัยพืชไม่ได้รับการถ่ายทอดไปยังเกษตรกรผู้ปฏิบัติอย่างทั่วถึง ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรขาดความตระหนักถึงเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารซึ่งนับจะทวีความสำคัญมากขึ้นทุกวัน ปัญหาด้านโลจิสติกส์และการขาดระบบการรักษาอุณหภูมิอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะทำให้ราคาสินค้าผักผลไม้ของไทยสูงกว่าสินค้าของประเทศคู่แข่งในตลาดยุโรปแล้ว ยังทำลายคุณภาพของสินค้าส่งออก ทำให้อายุการวางจำหน่ายลดลงและมีข้อร้องเรียนเรื่องคุณภาพสินค้าเพิ่มขึ้น กล่องโฟมที่ไทยนิยมใช้ในการบรรจุสินค้าผักผลไม้ส่งออกนอกจากจะไม่ช่วยรักษาอุณหภูมิแล้วยังสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เพิ่มต้นทุนโดยที่อาจจะมองไม่เห็น และเป็นภาระในการกำจัดของประเทศปลายทางด้วย
มาตรการสุ่มตรวจสินค้าไทย 3 ชนิดหลักคือ ถั่วฝักยาว พืชตระกูลมะเขือ และพืชตระกูลกระหล่ำ ร้อยละ 50 ของปริมาณการนำเข้าซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปีนี้นั้น เป็นผลจากการที่สินค้าไทยประสบปัญหาตรวจพบสารตกค้างอย่างต่อเนื่องและมีนัยสำคัญสหภาพยุโรปจึงต้องออกมาตรการดังกล่าวมาบังคับใช้ ซึ่งเป็นสิทธิของสหภาพยุโรปที่จะสุ่มตรวจเพื่อปกป้องผู้บริโภคของตนเอง แม้ว่าสินค้าเหลานั้นอาจจะได้รับใบรับรองจากกรมวิชาการเกษตรในฐานะที่เป็น competent authority ของไทยที่ได้รับการยอมรับจากสหภาพยุโรป หรือใบรับรองมาตรฐานอื่นๆ เช่น GlobalGAP ก็ตาม ที่น่าห่วงกังวลคือ ในจำนวนตัวอย่างสินค้าผักผลไม้นำเข้าเฉพาะที่ด่านนครแฟรงก์เฟิร์ตสุ่มตรวจสารตกค้าง 523 ตัวอย่างจาก 31 ประเทศในปี 2552 นั้น มีสินค้าไทยถึง 121 ตัวอย่างและตรวจพบปัญหาร้อยละ 26.4 และในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2553 มีการร้องทุกข์เรื่องสุขอนามัยสินค้าไทยแล้ว 113 ราย ทั้งนี้ สหภาพยุโรปมีแนวโน้มที่จะเพิ่มการสุ่มตรวจสินค้าผักอื่นๆ ของไทยอย่างเข้มข้นขึ้นด้วย
ผู้บรรยายในการสัมมนาเห็นว่า ปัญหาเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไขจากภาครัฐและเอกชน ภาครัฐในฐานะผู้มีอำนาจออกใบอนุญาตก็จะต้องทำให้อำนาจดังกล่าวมีความศักดิ์สิทธิ์ ดึงความมั่นใจในคุณภาพมาตรฐานสินค้าไทยกลับมา เอาจริงในเรื่องบทลงโทษ และให้ความรู้กับเกษตรกรรายย่อยอย่างทั่วถึงเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหารและผลลบของสารตกค้างจากยาปราบศัตรูพืช ในขณะที่เอกชนก็จะต้องรักษาธรรมาภิบาลในกระบวนการผลิตและส่งออก ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ และรักษาชื่อเสียงและภาพพจน์ของตัวเองและของประเทศ นอกจากนั้น ในมุมของการพัฒนา ทั้งภาครัฐและเอกชนควรจะร่วมมือกันอย่างจริงจังในหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าผักผลไม้ของไทยในตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีอยู่กว่า 600,000 รายในภาคการผลิตผักผลไม้และเมื่อคำนึงว่าภาคการเกษตรเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ
การพัฒนาดังกล่าว ได้แก่ การให้ความสำคัญกับการปรับกระบวนการผลิตและส่งออกเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพสินค้าไทยโดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ เช่น ผู้บรรยายในการสัมมนาชี้ให้เห็นว่า เพียงปรับระบบ pre-cooling ให้ดีในทุกขั้นตอนตั้งแต่โรงบรรจุหีบห่อถึงขึ้นเครื่องบิน และปรับใช้รูปแบบกล่องที่บางและเก็บความเย็น ช่วยทั้งลดต้นทุน ลดการเน่าเสียของสินค้า เพิ่มอายุการวางจำหน่าย 7-10 วัน และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรที่จะเกิดผลเชิงพาณิชย์ให้มากขึ้น การส่งเสริมรูปแบบการเพาะปลูกที่ควบคุมคุณภาพสินค้าส่งออกได้เช่น ทำ contract farming วางยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนในการส่งเสริมการส่งออกผักผลไม้บนพื้นฐานของขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าแต่ละชนิดของไทยและลักษณะของตลาด และเน้นการทำจริงให้เกิดผลในทางปฏิบัติหาทางพัฒนาสินค้าผักแช่แข็งและแปรรูป พัฒนารูปแบบการเสนอขายสินค้าเช่นมีสาขาตัวแทนในยุโรปเพื่อทำการตลาด และส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในตลาดยุโรป แต่ต้องมียุทธศาสตร์ในการส่งเสริม เช่น คิดค้นสินค้าตัวใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าผลไม้เขตร้อนที่ไทยมีจุดแข็งและผู้บริโภคยุโรปนิยมมากขึ้น อาทิ ทำแยมหรือน้ำผลไม้เขตร้อน หรือ exotic fruits และคงต้องอาศัยผู้กระจายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เชี่ยวชาญช่วยในการเจาะตลาดยุโรปด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ ไทยสามารถแสวงความร่วมมือจากหน่วยงานของยุโรปที่มีศักยภาพและความพร้อม เช่น GTZ ในการดำเนินโครงการพัฒนาดังกล่าวได้ด้วยเช่นกัน
Related Items:
- EU เปิด website บริการฟรีสำหรับการส่งออกสินค้าจากประเทศกำลังพัฒนาไปยัง EU
- EU เปิด website บริการฟรีสำหรับการส่งออกสินค้าจากประเทศกำลังพัฒนาไปยัง EU
- การขยายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าสัตว์น้ำของเวียดนาม
- ข้อบังคับเรื่องการจำกัดสารเคมีที่ใช้ในยาฆ่าแมลง
- ตารางแสดงประเภทการสุ่มตรวจผักไทยภายใต้ระบบ Establishment List เพื่อส่งออกไปยังอียู
|
|
Last Updated ( Monday, 09 August 2010 )
|