|
เมื่อวันที่ 25 กพ.53 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission- EC) ได้แถลงข่าวแนะนำรายงานประเมินแนวโน้ม ศก. อียูระยะกลาง (mid-term economic forecast- February 2010) สรุปสาระของรายงานฯ ดังนี้
1. อียูกำลังฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ยาวนานและรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่การเจริญเติบโตยังเปราะบาง คณะกรรมาธิการยุโรปยืนยันตัวเลขที่ประเมินก่อนหน้านี้เมื่อ 1 พ.ย.2552 ว่า ในปี 2553 เศรษฐกิจจะขยายตัวร้อย 0.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product GDP) ทั้งในอียู-27 และกลุ่มประเทศสมาชิกอียู 16 ประเทศที่ใช้เงินยูโร หรือ ยูโรโซน สำหรับ 7 ประเทศสมาชิกใหญ่ซึ่งมี GDP รวมกันกว่าร้อยละ 80 ของอียูนั้น การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะเป็นบวก แต่คณะกรรมาธิการยุโรปปรับการคาดการณ์เล็กน้อย ดังนี้ โปแลนด์ (2.6% จากเดิม 1.8%) เยอรมนี (1.2% เท่าเดิม) ฝศ. (1.2% เท่าเดิม) นธ. (0.9% จากเดิม 0.3%) อิตาลี (0.7% เท่าเดิม) และ สรอ. (0.6% จากเดิม 0.9%) สำหรับสเปน คาดว่า เศรษฐกิจจะหดตัว (ปรับตัวเลขเป็น -0.6% จากเดิม 0.8%)
2. ในด้านบวก เศรษฐกิจอียูมีดัชนีความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้น และยังได้แรงบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 มากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ในเบื้องต้น จากแรงฟื้นตัวของเอเชีย (ซึ่งอาจทำให้ GDP ของโลกในปีนี้ขยายตัวที่ประมาณ 4.5% โดยทั้งนี้ ไม่นับรวมยุโรป) แต่คณะกรรมาธิการยุโรปไม่สามารถคาดได้ว่า การฟื้นตัวดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจอียูหรือไม่
ในส่วนอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งธนาคารกลางยุโรปต้องการรักษาระดับไม่ให้สูงเกินร้อยละ 2 นั้น คณะกรรมาธิการยุโรปคาดว่าจะสามารถคงระดับดังกล่าวดังกล่าวได้ โดยเมื่อปลายปี 2552 อัตราเงินเฟ้อเท่ากับ 1% ในอียู- 27 และ 0.3% ในยูโรโซน และคณะกรรมาธิการฯ ยังคงยืนยันตัวเลขที่ประเมินสำหรับปี 2553 ว่า เงินเฟ้อจะคงอยู่ในระดับ 1.4% ในอียู 27 (เพิ่มเล็กน้อยจากเดิมที่คาดว่าจะเป็น 1.3%) และ 1.1 % สำหรับยูโรโซน เพราะแม้ว่าจะประสบปัญหาค่าน้ำมันและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้นและค่าเงินยูโรอ่อนตัวซึ่งจะเป็นปัจจัยส่งให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นได้ก็ตาม แต่การที่ภาวะตลาดแรงงานของยุโรปไม่ดีนัก อีกทั้งอียูเตรียมตัวเรื่องภาวะเงินเฟ้อล่วงหน้าเป็นอย่างดี จึงคาดว่า จะสามารถรับมือกับแรงกดดันได้
3. โดยสรุป คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นว่า เศรษฐกิจอียูในช่วงปี 2010 มีทั้งปัจจัยบวกและลบ โดยปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ถือว่า broadly balanced แต่ภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอียู ไม่ได้เกิดจากปัจจัยที่จะช่วยให้เศรษฐกิจอียูฟื้นตัวอย่างถาวร สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่น่ากังวลที่สำคัญคือ ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคค้าปลีกยังมีภาวะที่ไม่สดใสนัก ส่วนตลาดการเงิน แม้ว่าจะฟื้นตัวตั้งแต่ปีที่แล้ว และประเทศในกลุ่มยูโรโซนได้พยายามแก้ไขปัญหาภาวะการคลังขาดดุล เช่น โดยวิธีการออกพันธบัตร แต่ก็ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง เช่นเดียวกับภาคการลงทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงตลาดแรงงาน และส่งผลต่อเนื่องถึงภาคอุปสงค์ โดยยอดการขายของภาคค้าปลีกและรถยนต์ยังคงอ่อนตัว แม้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน มี.ค. 2552 แต่ก็ยังคงต่ำกว่าค่ากลางในระยะยาว
ข้อสังเกต แม้ว่าการประเมินแนวโน้ม ศก. ปี 2553 ของคณะกรรมาธิการยุโรปในครั้งนี้จะพยายามยืนยันว่า ศก.อียูฟื้นตัว แต่การคาดการณ์ก็ระมัดระวังกว่า นาย Jean-Claude Juncker ปธ. ยูโรกรุ๊ป (กลุ่ม รมต.คลัง ปท.สมาชิกยูโรโซน) ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาให้สัมภาษณ์ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจในยูโรโซนน่าจะเพิ่มสูงขึ้นอยู่ในระดับประมาณ 1 % นอกจากนี้ ผู้บริหารระดับสูงของคณะกรรมาธิการเช่น นาย Olli Rehn กรรมาธิการยุโรปด้านกิจการเศรษฐกิจและการคลัง (European Commissioner for Economic and Financial Affairs) ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการศึกษา นวัตกรรมและสิ่งแวดล้อม การจ้างงาน เพื่อให้เศรษฐกิจพื่อนำเศรษฐกิจให้พ้นจากวิกฤต ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่คาดว่าจะครอบคลุมในแผนยุทธศาสตร์ EU 2020 Economic Strategy และคกธ. จะนำเสนอในวันที่ 3 มี.ค.2553
Related Items:
- คาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจ โปแลนด์ในปี 2553
- ผลการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจของอียู
|