คณะกรรมาธิการยุโรปเปิดเผยรายงานประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอียูระยะกลาง (Mid-Term Economic Forecast) Print E-mail
Contributed by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Wednesday, 03 March 2010

เมื่อวันที่ 25 กพ.53  คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission- EC) ได้แถลงข่าวแนะนำรายงานประเมินแนวโน้ม ศก. อียูระยะกลาง (mid-term economic forecast- February 2010) สรุปสาระของรายงานฯ  ดังนี้

1. อียูกำลังฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ยาวนานและรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่การเจริญเติบโตยังเปราะบาง    คณะกรรมาธิการยุโรปยืนยันตัวเลขที่ประเมินก่อนหน้านี้เมื่อ 1 พ.ย.2552 ว่า ในปี 2553 เศรษฐกิจจะขยายตัวร้อย 0.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product – GDP)  ทั้งในอียู-27  และกลุ่มประเทศสมาชิกอียู 16 ประเทศที่ใช้เงินยูโร หรือ ยูโรโซน   สำหรับ 7 ประเทศสมาชิกใหญ่ซึ่งมี GDP รวมกันกว่าร้อยละ 80 ของอียูนั้น  การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะเป็นบวก แต่คณะกรรมาธิการยุโรปปรับการคาดการณ์เล็กน้อย ดังนี้ โปแลนด์ (2.6% จากเดิม 1.8%) เยอรมนี (1.2% เท่าเดิม) ฝศ. (1.2% เท่าเดิม) นธ. (0.9% จากเดิม 0.3%) อิตาลี (0.7% เท่าเดิม) และ สรอ. (0.6% จากเดิม 0.9%)   สำหรับสเปน   คาดว่า เศรษฐกิจจะหดตัว (ปรับตัวเลขเป็น -0.6% จากเดิม 0.8%)     

2. ในด้านบวก เศรษฐกิจอียูมีดัชนีความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้น และยังได้แรงบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 มากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ในเบื้องต้น จากแรงฟื้นตัวของเอเชีย (ซึ่งอาจทำให้ GDP ของโลกในปีนี้ขยายตัวที่ประมาณ 4.5% โดยทั้งนี้ ไม่นับรวมยุโรป) แต่คณะกรรมาธิการยุโรปไม่สามารถคาดได้ว่า การฟื้นตัวดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจอียูหรือไม่

ในส่วนอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งธนาคารกลางยุโรปต้องการรักษาระดับไม่ให้สูงเกินร้อยละ 2 นั้น  คณะกรรมาธิการยุโรปคาดว่าจะสามารถคงระดับดังกล่าวดังกล่าวได้   โดยเมื่อปลายปี 2552  อัตราเงินเฟ้อเท่ากับ 1%   ในอียู- 27 และ 0.3% ในยูโรโซน  และคณะกรรมาธิการฯ ยังคงยืนยันตัวเลขที่ประเมินสำหรับปี 2553 ว่า  เงินเฟ้อจะคงอยู่ในระดับ 1.4% ในอียู 27 (เพิ่มเล็กน้อยจากเดิมที่คาดว่าจะเป็น 1.3%) และ 1.1 % สำหรับยูโรโซน  เพราะแม้ว่าจะประสบปัญหาค่าน้ำมันและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้นและค่าเงินยูโรอ่อนตัวซึ่งจะเป็นปัจจัยส่งให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นได้ก็ตาม  แต่การที่ภาวะตลาดแรงงานของยุโรปไม่ดีนัก อีกทั้งอียูเตรียมตัวเรื่องภาวะเงินเฟ้อล่วงหน้าเป็นอย่างดี จึงคาดว่า จะสามารถรับมือกับแรงกดดันได้

3.  โดยสรุป คณะกรรมาธิการยุโรปเห็นว่า เศรษฐกิจอียูในช่วงปี 2010 มีทั้งปัจจัยบวกและลบ   โดยปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ถือว่า broadly balanced   แต่ภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอียู ไม่ได้เกิดจากปัจจัยที่จะช่วยให้เศรษฐกิจอียูฟื้นตัวอย่างถาวร   สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่น่ากังวลที่สำคัญคือ ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคค้าปลีกยังมีภาวะที่ไม่สดใสนัก ส่วนตลาดการเงิน แม้ว่าจะฟื้นตัวตั้งแต่ปีที่แล้ว และประเทศในกลุ่มยูโรโซนได้พยายามแก้ไขปัญหาภาวะการคลังขาดดุล เช่น โดยวิธีการออกพันธบัตร แต่ก็ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง   เช่นเดียวกับภาคการลงทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงตลาดแรงงาน และส่งผลต่อเนื่องถึงภาคอุปสงค์ โดยยอดการขายของภาคค้าปลีกและรถยนต์ยังคงอ่อนตัว แม้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน มี.ค. 2552 แต่ก็ยังคงต่ำกว่าค่ากลางในระยะยาว

ข้อสังเกต  แม้ว่าการประเมินแนวโน้ม ศก. ปี 2553  ของคณะกรรมาธิการยุโรปในครั้งนี้จะพยายามยืนยันว่า ศก.อียูฟื้นตัว แต่การคาดการณ์ก็ระมัดระวังกว่า นาย Jean-Claude Juncker ปธ. ยูโรกรุ๊ป  (กลุ่ม รมต.คลัง ปท.สมาชิกยูโรโซน) ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาให้สัมภาษณ์ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจในยูโรโซนน่าจะเพิ่มสูงขึ้นอยู่ในระดับประมาณ 1 %   นอกจากนี้ ผู้บริหารระดับสูงของคณะกรรมาธิการเช่น นาย Olli Rehn กรรมาธิการยุโรปด้านกิจการเศรษฐกิจและการคลัง (European Commissioner for Economic and Financial Affairs)   ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการศึกษา นวัตกรรมและสิ่งแวดล้อม การจ้างงาน  เพื่อให้เศรษฐกิจพื่อนำเศรษฐกิจให้พ้นจากวิกฤต ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่คาดว่าจะครอบคลุมในแผนยุทธศาสตร์ EU 2020 Economic Strategy  และคกธ. จะนำเสนอในวันที่ 3 มี.ค.2553

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Related Items:

  1. คาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจ โปแลนด์ในปี 2553
  2. ผลการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจของอียู
host by colorpack.net