รายงาน Sustainability Report 2009 ของ คณะกรรมาธิการยุโรป Print E-mail
Contributed by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Friday, 05 February 2010

รายงานดังกล่าวซึ่งอาศัยการประเมินระยะยาวและใช้ตัวแปร เช่น พัฒนาการสถิติประชากร รายจ่ายภาครัฐ และประมาณการเศรษฐกิจ  สรุปว่า นโยบายการคลังของประเทศสมาชิกอียูส่วนใหญ่ไม่ยั่งยืน แม้ว่ามาตรการด้านการคลังและอื่นๆ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจมีความจำเป็นและประสบความสำเร็จก็ตาม แต่ส่งผลให้ งบประมาณขาดดุลและมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมาก นอกจากนี้ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ อันปกติจะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วจากจำนวนประชากรสูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จะยิ่งทวีคูณ หากไม่มีการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ  อัตรา gross debt-to-GDP ของอียูโดยรวมอาจเพิ่มขึ้นถึง 100 % ในปี 2557 และ 130% ในปี 2563  ปัญหานี้สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ต้องเร่งวางกลยุทธ์ด้านการคลังที่มุ่งเป้าหมายระยะกลางที่ทะเยอทะยานและเป็นไปได้ ซึ่งจะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดในทันทีที่เศรษฐกิจเริ่มมีเสถียรภาพ

การปฏิรูปด้านโครงสร้างที่สำคัญและจำเป็น เช่น (1) ตลาดแรงงาน เพิ่มอัตราจ้างงานผู้สูงอายุ ฯลฯ (2) ระบบการคุ้มครองทางสังคม โดยเฉพาะการเพิ่มอายุเกษียณเป็นมาตรการที่ทุกประเทศควรพิจารณา ย้ำว่า นโยบายการคลังเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนอุปสงค์จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อเป็นมาตรการชั่วคราวและสอดคล้องกับความยั่งยืนในระยะยาวเท่านั้น  นอกจากนี้ รายงานฯ วิเคราะห์ระดับ sustainability risks เป็นราย ประเทศ โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท  ดังนี้ (1) ประเทศที่มีความเสี่ยงในระยะยาวอยู่ในระดับต่ำ – บัลแกเรีย เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์และสวีเดน (2) ประเทศที่มีความเสี่ยงในระยาวอยู่ในระดับปานกลาง- เบลเยียม เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี ฮังการี ลักเซมเบิร์ก ออสเตรีย โปแลนด์ และโปรตุเกส (3) ประเทศที่มีความเสี่ยงในระยะยาวอยู่ในระดับสูง – เช็ก ไซปรัส ลัตเวีย ลิทัวเนีย มอลตา เนเธอร์แลนด์ โรมาเนีย และสโลวาเกีย

ทั้งนี้ ประเทศในอียูมีระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน เพราะเหตุผลที่ต่างกัน วิธีการแก้ไขปัญหาจึงแตกแต่างกัน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. ประเทศที่มีความเสี่ยงในระยะยาวอยู่ในระดับต่ำ

บัลแกเรีย เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์และสวีเดนจัดอยู่ในกลุ่มนี้ เนื่องจากมีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้นในช่วงปีที่ผ่านๆมา และได้ทำการปฏิรูปงบประมาณรัฐไปแล้ว ดังนั้น แม้วิกฤติเศรษฐกิจจะทำให้การดำเนินงบดุลของรัฐแย่ลงและก่อให้เกิดหนี้เพิ่มขึ้น แต่เมื่อวิเคราะห์จากโครงสร้างทางการเงินโดยรวมแล้ว ยังอยู่ในสถานะที่ดีกว่าประเทศยุโรปอื่นๆ

2. ประเทศที่มีความเสี่ยงในระยาวอยู่ในระดับปานกลาง

ในกรณีของออสเตรียและเยอรมนีนั้น มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการที่มีจำนวนประชากรสูงอายุมาก แต่เนื่องจากมีฐานะทางการเงินที่ค่อนข้างดี จึงทำให้ความเสี่ยงอยู่ในระยะปานกลาง (ในกรณีที่สภาวะการใช้งบประมาณขาดดุลของรัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่กลายมาเป็นปัญหาเรื้อรัง)

สำหรับเบลเยียมและอิตาลีนั้น การที่มีสัดส่วนของหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูงถือเป็นทั้งภาระและความเสี่ยง

สำหรับฝรั่งเศส ฮังการี โปแลนด์ และโปรตุเกศนั้น ฐานะทางการเงินอยู่ในสภาวะที่ไม่ยั่งยืน แม้จะมีภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการที่มีจำนวนประชากรสูงไม่สูงมากนัก ทั้งนี้ ลักเซมเบิร์กเป็นประเทศที่จะมีภาระดังกล่าวสูงที่สุดในอียู แต่เนื่องจากประเทศมีหนี้สาธารณะต่ำและมีทรัพย์สินของรัฐมาก จึงช่วยบรรเทาภาระดังกล่าวไป

 

3. ประเทศที่มีความเสี่ยงในระยะยาวอยู่ในระดับสูง

เช็ก ไซปรัส ลัตเวีย ลิทัวเนีย มอลตา เนเธอร์แลนด์ โรมาเนีย และสโลวาเกีย ซึ่งมี sustainability gap สูงกว่าร้อยละ 6 ของ GDP รวมถึง ประเทศที่มีอัตราสูงกว่าเท่าตัวได้แก่ ไอร์แลนด์ กรีซ สเปน สโลวีเนีย และสหราชอาณาจักร  ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในระยะยาว ประเทศเหล่านี้ต้องพยายามลดหนี้สาธารณะและการใช้งบประมาณขาดดุล พร้อมปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมอย่างกว้างขวาง

อนึ่ง ในรายงงานดังกล่าว ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “ความยั่งยืน” (sustainability) ไว้ว่าคือการที่รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายการเงินในแบบปัจจุบันได้โดยไม่ก่อให้เกิดหนี้สะสม

 สามารถดูรายละเอียดได้จาก http://ec.europa.eu/economy_finance/publications/publication_summary16273_en.htm

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Related Items:

  1. การประชุมรัฐมนตรีคลังของ EU
  2. แนวโน้มเศรษฐกิจสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีปี 2549
  3. เศรษฐกิจยูโรโซน และ EU25 ในช่วงไตรมาศที่สองของปี 2549
  4. สวิตเซอร์แลนด์ ฟินแลนด์ และ สวีเดน ติด 3 อันดับแรกประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดในโลก
  5. อนาคตของยูโรโซน