|
เมื่อวันที่ 21 มกราคม 53 นายพิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ ร่วมด้วยทีมประเทศไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้แก่ อท.ศิรินารถ ใจมั่น หัวหน้าสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศฯ นายชยันต์ เอกะโรหิต หัวหน้าสำนักงานที่ปรึกษาการศุลกากร นายชลวิทย์ จุลบุตร ผู้แทนสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป นางสาวพันทิพา เอี่ยมสุทธา อัครราชทูตที่ปรึกษา และนายอำนาจ พละพลีวัลย์ ได้เข้าเยี่ยมงาน European Motor Show ครั้งที่ 88 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 - 24 มกราคม 2010
ภายในงาน ค่ายบริษัทรถชั้นนำจากภูมิภาคต่างๆ นำรถรุ่นใหม่ล่าสุด มาแสดงในงานดังกล่าว ดังนี้ ยุโรป เช่น Mercedes Benz, BMW, Opel, Audi, Citroen, Skoda, Lancia เอเชีย เช่น Toyota, Mitsubishi, Suzuki, Isuzu, Mazda, Hyundai และสหรัฐอเมริกา เช่น Jeep, Chrysler และ Chevrolet รวมไปถึง luxury cars อย่าง Ferrari, Prosche, Jaguar และ Rolls-Royce
ยุโรปใกล้เข้าสู่ยุครถ eco-car
Theme ของงาน Motorshow ในปีนี้คือ "มุ่งสู่อนาคต - Heading for tomorrow" หลายค่ายจึงเน้นเรื่องรถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซ co2 (eco-car) และนำรถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาจัดแสดงในงาน พร้อมให้ทดลองขับ ไม่ว่าจะเป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100 % รถ hybrid และ รถที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ
ข้อมูลจากงาน Motor Show ดังกล่าว ระบุว่า ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้านั้นใกล้จะเป็นจริงแล้ว รถพลังงานไฟฟ้าที่นำมาแสดงในงานนั้น ไม่ได้มีแต่เพียงรถต้นแบบ แต่มีบางรุ่นที่พร้อมสำหรับการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมแล้ว และที่เยอรมนี เริ่มมีการเตรียมความพร้อมสำหรับรถพลังงานไฟฟ้า โดยมีโครงการติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้ากว่า 500 สถานีทั่วกรุงเบอร์ลิน นอกจากนี้ ภายในงาน ยังมีการจัดแสดงรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าคันแรกของโลก คือ รถ Tesla Roadster จากสหรัฐฯ ซึ่งสามารถเร่งเครื่องจาก 0 ถึง 100 กม.ต่อชม.ภายใน 3.9 วินาที และการชาร์จแบตเตอรี่ครั้งหนึ่งนั้น ใช้เวลาเพียง 3.5 ชม. และทำให้รถมีพลังงงานวิ่งไปได้ถึง 370 กม.
นอกจากพลังงานไฟฟ้าแล้ว รถที่ใช้ก๊าซธรรมชาติก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในงานยังได้มีการจัดแสดงตัวอย่างของสถานีเติมก๊าซธรรมชาติ
อนึ่ง ในยุโรปนั้น ยังมีการออกมาตรการต่างๆเพื่อจูงใจให้ผู้ซื้อรถใหม่เลือกซื้อรถที่เป็นมิตรของสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น ในเบลเยียม ผู้ที่ซื้อรถที่มีอัตราปล่อยก๊าซ CO2 น้อยกว่า 105 g / kg จะได้ส่วนลดจากราคาซื้อถึง 15 % (โดยลดได้สูงสุดถึง 4,540 ยูโร)

รถปิกอัพไทยครองตลาดในยุโรป
ในงานดังกล่าว ยังมีค่ายบริษัทรถยนต์บางค่ายนำรถที่ผลิตในประเทศไทยมาแสดงด้วย ได้แก่ รถปิกอัพยี่ห้อ Toyota, Isuzu และ Mitsubishi โดยรถปิกอัพของ Toyota มียอดขายอันดับหนึ่งของรถปิกอัพในยุโรป ประมาณปีละ 160,000 - 170,000 คัน (ยอดขายในเบลเยียมอยู่ที่ประมาณ 1000 คัน) รองลงมาได้แก่รถของ Nissan และ Mitsubishi ในปีที่ผ่านมาที่ยุโรปเผชิญกับสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ตลาดรถปิกอัพก็ได้ผลกระทบเช่นเดียวกัน ทุกค่ายล้วนยอดขายตก เช่น ค่าย Toyota เองก็ยอดขายตกไปกว่า 16 % และในปี 2553 ตลาดจะยังไม่สดใสนักเช่นกัน ทั้งเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ค่ายต่างๆ ยังมีความเชื่อมั่นว่า แนวโน้มในปีต่อๆ ไปจะดีขึ้น
จากการที่ได้พูดคุยกับผู้แทนของบริษัทรถปิกอัพที่ประกอบในไทยทั้ง 3 บริษัท ต่างมีความเห็นพ้องว่า แม้รถปิกอัพยังเป็นตลาดเล็กๆ ในยุโรป โดยที่ผ่านมาเน้นตลาดรถใช้งาน หรือ professional car จับกลุ่มชาวนา ชาวสวนเป็นหลัก แต่ตอนนี้ ได้ขยายตลาดมาสู่กลุ่ม leisure จับกลุ่มผู้ซื้อต้องการรถปิกอัพที่มีความสะดวกสบาย และดูมีสไตล์ขึ้น เช่น มีเบาะหนัง มีอุปกรณ์แต่งรถให้ดูออกแนวสปอร์ต
ผู้แทนของ Isuzu ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หากมี EU-Thai/ASEAN FTA ก็น่าจะมีส่วนช่วยเพิ่มยอดขายรถปิกอัพไทยให้มากขึ้นในตลาดยุโรป ประมาณ 10 - 20 % ปัจจุบัน ไทยเสียภาษีนำเข้าอยู่ที่ 15% (ลดจากเดิม 22% เนื่องจากได้สิทธิพิเศษ GSP)
ทั้งนี้ รถปิกอัพทั้ง 3 ค่ายที่ไทยส่งเข้ามาขายในยุโรปนั้น เป็นรถที่ประกอบในไทยทั้งคัน โดยอาจมีการแยกชิ้นส่วนบางชิ้นส่วน เช่น pick-up cap มาประกอบตามคำสั่งลูกค้าในภายหลัง และมีบางชิ้นส่วนที่ผลิตในยุโรป เช่น อุปกรณ์นำทางรถยนต์ (GPS) เป็นที่น่าสังเกตว่า แต่ละค่ายเลือกท่าเรือนำเข้าแตกต่างกันไป เช่น Isuzu เข้าท่าเมือง Antwerp Honda เลือกใช้ท่าเมือง Ghent และ Mitsubishi เลือกท่าเมือง Zeebrugge ซึ่งผู้แทนของแต่ละบริษัทให้ความเห็นว่า การเลือกว่าจะใช้เมืองท่าไหนนั้น มีหลายปัจจัยนอกเหนือไปจากความพร้อมในเชิงอุปกรณ์และการอำนวยความสะดวกของท่านั้นๆ แต่ต้องคำนึงถึงทั้งการเลือกทำเลของท่าดังกล่าวว่าเป็นจุดที่สามารถกระจายสินค้าให้กับกลุ่มลูกค้าของบริษัทฯ ได้ดีเพียงใด รวมไปถึงการเจรจาต่อรองราคาระหว่างบริษัทกับท่าเรือและบริษัทที่รับจัดการเรื่องระบบกระจายสินค้าหรือ distribution อีกด้วย ซึ่งเมื่อมองในแง่นี้ หากผู้ผลิตไทยต้องการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของตนในตลาดยุโรปนั้น อาจไม่ต้องกังวลเรื่องระบบ logistics มากนั้น แต่มุ่งเน้นไปเรื่องการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงและราคาดีเป็นสำคัญ
อนึ่ง รถยนต์คือเป็นสินค้าส่งออกอันดับที่ 3 ของสินค้าไทยที่ส่งออกมาสหภาพยุโรป ในปี 2551 มีมูลค่าส่งออก 1,180.22 ล้านเหรียญสหรัฐ (ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการส่งออก)
|