อียูไม่ชอบ G - 2 Print E-mail
Written by กรองยุโรป   
Friday, 15 January 2010

อียูเริ่มจากสมาชิกดั้งเดิม 6 ประเทศ ที่ร่วมมือกันด้านอุตสาหกรรมถ่านหินและเหล็กเมื่อ 50 ปีก่อน จนมาบัดนี้ขยายเป็น 27 ประเทศ และพร้อมจะมีบทบาทสำคัญในเวทีโลก นอกเหนือจาก การวางมาตรฐานกฎเกณฑ์ด้านการค้าที่ตนถนัด และประเทศอื่นต้องสนใจติดตาม อียูจึงผิดหวังอย่างมากกับผลการประชุมโลกร้อนที่ กรุงโคเปนเฮเกน เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เพราะ ตนนึกว่าเป็นผู้นำโลกในเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น ด้วยการมีท่าทีชัดเจนและกว้างไกล แต่ทำไปทำมากลับไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมในการประชุมกลุ่มเล็กรอบตัดสินชี้ชะตา ผลการประชุมโคเปนเฮเกน ที่มีเฉพาะผู้นำสหรัฐ  จีน  อินเดีย  บราซิล และแอฟริกาใต้

ผลจากโคเปนเฮเกนทำให้อียูต้องหน้าแตกพอควร เพราะขนาดประเด็นใหญ่ที่สุดที่ตนประกาศให้ความสำคัญที่สุดยังออกมาแบบนี้  จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า อียูจะค่อนข้างแสลงหูกับคำว่า G - 2 ที่แปลว่า ทุกวันนี้ปัญหาใหญ่ๆ ของโลกต้องการแค่สหรัฐ – จีน พูดคุยกันให้รู้เรื่องก็พอแล้ว

เมื่อเริ่มศตวรรษที่ 21 ผู้นำอียูวางฝันว่าจะยกระดับบทบาทนำของตนในเวทีโลก โดยใช้ “รัฐธรรมนูญยุโรป” เป็นพลังขับเคลื่อน แต่แล้วประชาชนแม้ในประเทศที่มีจิตใจเป็นยุโรปที่เห็นประโยชน์จากการร่วมกลุ่มเป็นอียู เช่น เนเธอร์แลนด์กับฝรั่งเศสก็ยังปฏิเสธการมีรัฐธรรมนูญยุโรปในการลงประชามติเมื่อปี 2005 ทำให้ผู้นำอียูต้องลดความทะเยอทะยานจากการอยากมีรัฐธรรมนูญยุโรปมาเป็น “สนธิสัญญาลิสบอน” แทน ถึงแม้สาระสำคัญแทบจะไม่เปลี่ยน         

เมื่อ 1 ธ.ค. ปีกลาย สนธิสัญญาลิสบอน ก็ได้รับการประกาศใช้แบบหืดขึ้นคอ ทำให้อียู สามารถแต่งตั้งประธานอียูถาวร และผู้ทำหน้าที่รัฐมนตรีต่างประเทศอียูแบบถาวรแทนการที่ผู้นำประเทศ สมาชิกทั้ง 27 คน สลับเปลี่ยนกันเป็นประธานคนละ 6 เดือน
        

กล่าวกันว่าทั้ง นายเฮอมัน แวน รอมเปย อดีตนายกรัฐมนตรีเบลเยียม และ เลดี้ แคเธอลีน แอสตัน  อดีตรัฐมนตรีการค้าของคณะกรรมาธิการประชาคมยุโรปต่างก็เป็นผู้ที่ไม่เป็นที่รู้จักของคนนอกยุโรปพอๆ กัน ทำให้คนทั่วไปรู้สึกแปลกใจว่า เอาเข้าจริงๆ แล้วผู้นำอียูต้องการให้อียูมีบทบาทนำในเวทีโลกผ่านตัวแทนถาวรทั้ง 2 คน มากน้อยเพียงใด
        

ยิ่งไปกว่านั้น หลายประเทศนอกภูมิภาคอียูยังคงแปลกใจว่า ในเมื่ออียูเลือกประธานอียูถาวรแล้วเหตุใด นายกรัฐมนตรีสเปน ซึ่งยังคงดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรียุโรปแบบผลัดกันเป็นประเทศละ 6 เดือน ยังคงมีบทบาทในการกำหนดประเด็นสำคัญของอียูในช่วง 6 เดือนแรกของปี และอยากจัดประชุมสุดยอดอียู – สหรัฐ ที่สเปนในเดือน พ.ค. เพื่อทำหน้าที่ประธานฝ่ายอียูกับประธานาธิบดีโอบามา
        

คำตอบของผู้สังเกตการณ์วงในก็ คือ นักการเมืองส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้เอง เมื่อถึงโอกาสจะใช้อียูส่งเสริมบทบาทตัวเองก็อดไม่ได้  ช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน พอจบสเปน เป็นเบลเยียมครึ่งปีหลัง และฮังการีครึ่งแรกของปี 2011 ภาพก็จะชัดขึ้นว่าประธานอียู คือ นาย แวน รอมเปย จะมีบทบาทแทนมากขึ้น
        

อันที่จริง อียูเองก็มีความลำบากใจพอสมควรกับสภาพข้อเท็จจริงและสิ่งท้าทายที่เผชิญอยู่

ประการที่หนึ่ง  ถึงแม้อียูจะประสบผลสำเร็จใน 50 ปีที่ผ่านมาอย่างน่าชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสันติภาพที่ยั่งยืนภายในยุโรปหรือการสร้างเงินสกุลยูโรจนแข็งแกร่งกว่าตอลลาร์ แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญสิ่งท้าทายภายในมากมายอาทิ การักษาวินัยนโยบายการเงิน การคลัง ให้อยู่ในข้อกำหนดโดยเฉพาะภายในสมาชิก 16 ประเทศที่ใช้เงินยูโร ปัญหาคอรัปชั่น มาเฟียในบางประเทศ และการรับสมาชิกใหม่ เช่น ตุรกี  นอกจากนี้ประชาชนโดยทั่วไปของยุโรปยังเข้าใจ และมีความสนใจการรวมกลุ่ม หรือ บทบาทอียูน้อยมาก หรือมีอคติมากมาย

คำอธิบายเรื่องหลังคือเป็นธรรมชาติของนักการเมือง ที่เอาดีใส่ตัว โยนชั่วใส่คนอื่น เมื่อใดที่อียูทำดี นักการเมืองก็บอกว่าตนเป็นคนผลักดัน เมื่อใดอียูทำให้คน (บางฝ่ายในยุโรป) เดือนร้อน นักการเมืองก็โยนบาปให้อีย นี่ไม่ต้องพูดถึง อังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่สื่อมวลชนและสาธารณชนแอนตี้อียูมานานแล้ว
        

ประการที่สอง  อียูอยากสร้างพลังและบทบาทเทียบเคียงสหรัฐฯ แต่ถึงแม้จะมองสหรัฐฯเป็นพันธมิตรร่วมอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่สำคัญที่สุด แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะหัวใจผู้นำประธานาธิบดีโอบามา ผู้ซึ่งอียูถือว่า มีโลกทัศน์ใกล้กับอียูมากกว่าผู้นำอีกขั้วอย่างนายจอร์จ บุช
    

ในขณะที่ผู้นำสหรัฐ เห็นว่า ปัญหาอิรัก อัฟกานิสถาน เป็นเรื่องสำคัญใกล้ตัวอันดับหนึ่ง เพราะเป็นภัยโดยตรงกับความมั่นคงสหรัฐ อยากให้อียูสนับสนุนในเรื่องการส่งทหารไปเพิ่มในอัฟกานิสถาน แต่ผู้นำอียูเห็นเป็นเรื่องไกลตัว  นอกจากจะไม่อยากเพิ่มแล้วยังอยากถอนกลับด้วยซ้ำเพราะสาธารณชนภายในไม่เอาด้วย ทำให้มีผู้วิจารณ์ว่ากองทหารสมาชิกอียูยกเว้นอังกฤษมีภาพลักษณ์ปวกเปียกพอประมาณ
        

ในขณะที่ผู้นำอียู ให้ความสำคัญกับการต่อสู้ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาใกล้ตัว   สหรัฐฯ แทบจะไม่รู้สึกมีใจด้วยเพราะสวนทางกับสไตล์การดำรงชีวิตแบบอเมริกันของตนอย่างสิ้นเชิง
        

ประการที่สาม  ผู้นำโดยเฉพาะประเทศใหญ่เช่น เยอรมนี  ฝรั่งเศส  อังกฤษ  ยังต้องการมีบทบาทสำคัญในการชี้นำทั้งภายในและภายนอกอียู และประเทศเล็กก็ไม่ต้องการประธานที่ไม่เห็นคำนึงหรือเข้าใจผลประโยชน์ของตน ความลงตัวด้วยมุมมองต่างกันของสมาชิกใหญ่และเล็กคือ เหตุผลว่าทำไมการเลือกประธานถาวรและรัฐมนตรีต่างประเทศถาวรจึงได้กับคนที่ไม่เด่นดังเป็นที่รู้จัก แต่เป็นคนที่มีความสามารถในด้านการรับฟัง ประนีประนอมตามความต้องการของสมาชิกอียูทุกฝ่าย
        

ประการสุดท้าย  ข้อท้าทาย ของอียูคือ บัดนี้ สนธิสัญญาลิสบอนมีผลบังคับแล้วอียูจะไม่มีข้อแก้ตัวอีกต่อไป เหมือนในช่วง 10 ปี ที่เสียไป  อียูจะต้องเผชิญกับสิ่งท้าทายว่าจะให้ นายเฮอมัน แวน รอมเปย และโดยเฉพาะ เลดี้ แอสตัน พูดหรือมีบทบาทได้ตามความเห็นร่วมแบบต่ำสุดที่สมาชิกอียูทั้ง 27 ประเทศรับได้ หรือจะให้มีบทบาทมากตามความเห็นแบบสูงสุด ไม่จะเป็นปัญหาใกล้ตัวอียู เช่น ความสัมพันธ์กับรัสเซีย ปัญหาตะวันออกกลาง  อิหร่าน อัฟกานิสถาน หรือไกลตัว เช่น พม่า ซึ่งอียูก็ยังตกลงระหว่างกันเองภายในไม่ได้ว่าจะปรับเปลี่ยนท่าทีหรือไม่อย่างไร

หากเป็นแบบแรกก็ป่วยการที่จะคาดหวังว่า เลดี้ แอสตัน จะทำอะไรให้อียูเป็นผู้เล่นระดับที่มหาอำนาจอื่นจะรับฟังเป็นพิเศษ แต่หากเป็นแบบหลัง คำถามตามติดตามมาคือ ประเทศใหญ่จะยอมมากน้อยเพียงใด เพราะนายเฮอมัน แวน รอมเปย ก็พูดเองว่าหากตนจะพูดท่าทีใดของยุโรปได้ ก็ต้องได้ตรวจสอบได้รับความเห็นชอบจากผู้นำประเทศสมาชิกก่อน มิฉะนั้นอีกหน่อยก็จะเป็นการพูดในนามของตัวเองเท่านั้น ในการต่างประเทศ อียูจึงยังคงติดอยู่กับความสลับซับซ้อนภายในของกลุ่มต่อไปอีกนาน
                                                
  

 

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Last Updated ( Wednesday, 20 January 2010 )
host by colorpack.net