บทบาทและท่าทีของอียูหลังจากการประชุม COP15 Print E-mail
Written by คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป   
Friday, 08 January 2010

อียูแสดงความผิดหวังกับผลการประชุม COP15 ที่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมายได้ นาย Jose Manuel Barroso ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเปิดเผยว่า Copenhagen Accord ถือเป็นก้าวที่สำคัญ แต่มิได้เป็นไปตามความคาดหวังของอียู  แต่อียูเองซึ่งพยายามทำตัวเป็นผู้นำโลกในเรื่องการต่อสู้กับสภาวะโลกร้อนมาโดยตลอดกลับมีบทบาทน้อยและไม่ได้แสดงบทบาทผู้นำในเวทีการประชุม COP15 ในกรอบสหประชาชาติึครั้งนี้

เป็นที่น่าสังเกตว่า อียูซึ่งพยายามทำตัวเป็นผู้นำโลกในเรื่องการต่อสู้กับสภาวะโลกร้อนมาโดยตลอด กลับมีบทบาทน้อยและไม่ได้แสดงบทบาทผู้นำในเวทีการเจรจาดังกล่าว แม้แต่ในการหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯ จีน อินเดีย บราซิล และแอฟริกาใต้ ที่นำไปสู่การปิดฉากการเจรจาและความตกลง Copenhagen Accord ก็ไม่รวมอียู (และญี่ปุ่น) ในการเจรจา
        
อย่างไรก็ดี อียู โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร มีบทบาทนำในประเด็นการสนับสนุนงบประมาณให้ประเทศกำลังพัฒนาในการปรับตัวและการลดการปล่อยก๊าซ ซึ่งรวมอยู่ใน Copenhagen Accord ด้วย โดยกำหนดว่า ในระยะสั้น ประเทศพัฒนาแล้วจะสนับสนุนเงิน 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ/ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี (2010-2012) และในระยะยาวจะให้เงินสนับสนุน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ตั้งแต่ปี 2012-2020 ในการนี้ ที่ประชุมคณะมนตรียุโรปเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2552 ได้ประกาศว่า อียูและประเทศสมาชิกพร้อมจะสนับสนุนเงิน 2.4 ล้านยูโร/ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี (2010-2012) แก่ประเทศกำลังพัฒนา ตาม Copenhagen Accord
        
ข้อเสนอของอียูในการเจรจา COP15 คือการลดก๊าซร้อยละ 20 ในปี 2020 เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานร้อยละ 20 และใช้พลังงานทดแทนน้ำมันร้อยละ 20 โดยใช้ฐานปี 1990 และหากประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ กำหนดเป้าหมายในระดับเดียวกันหรือมีความทะเยอทะยานเพียงพอ อียูก็จะกำหนดเป้าการลดก๊าซเป็นร้อยละ 30 อย่างไรก็ดี ข้อเสนอของอียูไม่ได้รับความสนใจจากสมาชิกที่ประชุม COP15 ซึ่งนาย Barroso ยอมรับว่ายุทธศาสตร์ในการเจรจาของอียูครั้งนี้ถือได้ว่าล้มเหลว ส่วนนาย Fredrik Reinfeldt นรม. สวีเดน (ซึ่งสวีเดนดำรงตำแหน่งประธานสหภาพยุโรปในช่วง COP15) เปิดเผยว่า Copenhagen Accord ยังไม่ถือเป็นข้อเสนอที่ทะเยอทะยานเพียงพอที่จะให้อียูเพิ่มเป้าการลดก๊าซของตนเป็นร้อยละ 30        

หลังจากการประชุม COP15 ได้มีการประชุมฯ รมต. สิ่งแวดล้อมของประเทศสมาชิกอียูที่กรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2552  ซึ่งที่ประชุมฯ ได้ยืนยันท่าทีของอียูในการผลักดันความตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมายและการยื่นข้อเสนอที่มีความทะเยอทะยาน อย่างไรก็ดี ที่ประชุมฯ ยังไม่ได้กำหนดท่าทีที่ชัดเจนและข้อเสนอของอียู แต่ขอให้คณะกรรมาธิการยุโรปนำเสนอรายงานเกี่ยวกับท่าทีและยุทธศาสตร์ของอียูหลังการประชุม COP15 ต่อที่ประชุม รมต. ด้านสิ่งแวดล้อมครั้งต่อไป ที่จะมีขึ้นในวันที่ 15-17 ม.ค. ที่เมือง Seville ทั้งนี้ คผท. จะติดตามและรายงานผลการประชุมดังกล่าวต่อไป
        
แม้การประชุม COP15 จะสะท้อนบทบาทที่อ่อนแอของอียูในเวทีการเจรจาระหว่างประเทศ แต่อียูยังมีบทบาทสำคัญในการปรับใช้มาตรการและเครื่องมือเพื่อลดการปล่อยก๊าซของตนเอง ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินการค้ากับประเทศที่สามในเวทีโลก โดยอียูย้ำว่าจะเดินหน้าแผนการปฏิบัติการ EU Energy and Climate Change Package ต่อไป ซึ่งมาตรการดังกล่าวอาจเป็นได้ทั้งโอกาสและภาระสำหรับประเทศที่สาม รวมทั้งไทย อาทิ      
        
- ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (EU Emission Trading Scheme - EU ETS) จะใช้ต่อไปจนถึงปี 2020 โดยอียูหวังจะผลักดันระบบ EU ETS ให้เป็นเครื่องมือต่อสู้กับโลกร้อนในระดับสากล และมีแผนการจะขยายขอบข่าย EU ETS ให้ครอบคลุมภาคส่วนและสาขาอุตสาหกรรมมากขึ้น และเพิ่มเติมชนิดของก๊าซเรือนกระจกที่ซื้อขายได้ อีกทั้งยังสนับสนุนการก่อตั้งตลาดคาร์บอนในประเทศอื่นๆ เพื่อก้าวไปสู่ตลาดคาร์บอนระดับโลก ล่าสุด EU ETS กับการขนส่งทางอากาศจะเริ่มมีผลบังคับใช้กับทุกสายการบิน รวมทั้งสายการบินไทย ที่ทำการบินมายังอียูตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นไป
        
- Border Tax อียูอาจหันมาใช้มาตรการทางภาษีหรือที่เรียกว่า Border Tax Adjustments ต่อสินค้าจากประเทศที่สามที่ให้ข้อผูกพันในการลดก๊าซน้อยกว่า เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยุโรปที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการปล่อยก๊าซ อย่างไรก็ดี ประเทศสมาชิกอียูมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องนี้ ฝรั่งเศสมีท่าทีสนับสนุน แต่ประเทศสมาชิกที่ส่งเสริมการค้าเสรียังไม่เห็นด้วย แต่ในสถานการณ์ที่การเจรจาในกรอบพหุภาคีต้องยืดเยื้อออกไปอาจทำให้อียูหันมาพิจารณาการใช้มาตรการทวิภาคีกับประเทศคู่ที่เข้มงวดขึ้น ล่าสุด เจ้าหน้าที่ระดับสูงของคณะกรรมาธิการยุโรปเปิดเผยว่า หากอียูต้องเพิ่มเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเป็นร้อยละ 30 ก็อาจหันมาพิจารณาการใช้มาตรการนี้ ทั้งนี้ ผลการประชุม COP15 และ COP16 เป็นปัจจัยสำคัญ

- CDM: การเจรจา COP15 ไม่ได้มีการหารือเรื่องการปรับปรุงกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism - CDM) ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับภาคเอกชนไทยที่สามารถนำเครดิตที่ได้จากโครงการ CDM กลับไปขายในระบบ EU ETS และมีอุตสาหกรรมยุโรปเองเป็นผู้ซื้อหลักอยู่ในตลาด แม้ COP15 ยังไม่มีความชัดเจนเรื่อง CDM แต่อียูย้ำความสำคัญของการปรับปรุงกลไก CDM โดยต้องการหันเหการสนับสนุนจาก CDM ขนาดเล็กแบบรายโครงการเป็นการลดก๊าซเรือนกระจกแบบรายภาคส่วน เนื่องจากจะช่วยลดก๊าซได้เร็วกว่า
        
ทีมงานไทยยุโรป.เน็ต ได้ติดตามและรายงานเรื่องนี้อยู่ตลอด และได้เคยจัดสัมมนาให้ความรู้แก่ภาครัฐและเอกชนไทยเรื่องอียูกับการต่อสู้โลกร้อนแล้วเมื่อ ก.ค. 2552 โดยผลการสัมมนาฯ ได้รายงานใน www.thaieurope.net และได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือเรื่องอียูกับโลกร้อนเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้สนใจด้วย อีกทั้ง มีแผนการจะจัดงานสัมมนาเพื่อต่อยอดและให้ความรู้ภาครัฐและเอกชนไทยในเรื่องดังกล่าวต่อไปในปี 2553

 

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

host by colorpack.net