การติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดสินค้า (country of origin labelling) Print E-mail
Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ/สหภาพยุโรป   
Tuesday, 22 December 2009

ตามที่สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ได้ติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกฎระเบียบของสินค้าเกษตรและอาหารในสหภาพยุโรป โดยได้รายงานให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทราบมาตามลำดับแล้วนั้น สำนักงานฯ ขอรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิด (country of origin labelling) ซึ่งสรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

1. การติดฉลากสินค้าอาหารทั่วไป (general food labelling) Directive 2000/13/EC  เป็นกฎระเบียบของ EU ที่ว่าด้วยการติดฉลากสินค้าอาหารทั่วไปที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยกำหนดให้สินค้าอาหารจะต้องแสดงข้อมูลที่สำคัญไว้บนฉลาก ได้แก่ ชื่อสินค้า รายการส่วนผสมในอาหาร สินค้าใช้บริโภคได้ถึงวันที่และเงื่อนไขพิเศษในการใช้ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนเกี่ยวกับส่วนผสมหรือสิ่งที่บรรจุอยู่ในอาหารและช่วยปกป้องสุขภาพผู้บริโภค กฎระเบียบการติดฉลากสินค้าอาหารทั่วไปของ EU ยังเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกสามารถบังคับ (mandatory) การแสดงข้อมูลเพิ่มเติมบางอย่างบนฉลากของสินค้าอาหารบางชนิดได้อีกด้วย เช่น การแสดงข้อมูลประเทศแหล่งกำเนิดอาหาร

นอกเหนือไปจาก Directive 2000/13/EC แล้ว EU ยังมีกฎระเบียบอื่นๆเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการติดฉลากสินค้าอาหาร เช่น Directive 79/112/EEC กฎระเบียบที่ว่าด้วยการติดฉลาก การเสนอและโฆษณาสินค้าอาหารสำหรับขายให้ผู้บริโภค, Council Directive 90/496/EEC กฎระเบียบที่ว่าด้วยการแสดงคุณค่าทางโภชนาการและ Commission Regulation (EC) 1825/2000 กฎระเบียบที่ว่าด้วยรายละเอียดในการติดฉลากเนื้อวัวและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

2. ข้อเสนอเกี่ยวกับกฎระเบียบการให้ข้อมูลสินค้าอาหารแก่ผู้บริโภค เนื่องจาก EU มีกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการติดฉลากสินค้าอาหารเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความสับสน ผนวกกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและการมีกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ๆ ส่งผลให้ปัจจุบันฉลากสินค้าอาหารมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะฉลากสินค้านอกจากจะใช้เสนอข้อมูลที่สำคัญต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคแล้ว ยังถูกนำมาใช้เสนอข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าอาหารได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น (เช่น ข้อมูลการคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์หรือพิทักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น)

ดังนั้น เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2551  คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) จึงมีข้อเสนอเกี่ยวกับกฎระเบียบการให้ข้อมูลสินค้าอาหารแก่ผู้บริโภค (Proposal for a regulation of the European Parliament and of the Council on the provision of food information to consumers หรือใช้ชื่อเรียกสั้นๆว่า Food Information Regulation) ซึ่งจะเป็นการรวบรวมกฎระเบียบเดิม Directive 2000/13/EC ที่ว่าด้วยการติดฉลากสินค้าอาหารทั่วไปและกฎระเบียบ Council Directive 90/496/EEC ที่ว่าด้วยการแสดงคุณค่าทางโภชนาการเข้าไว้ด้วยกัน รวมทั้งปรับปรุงให้กฎระเบียบมีความง่ายขึ้น (simplifying) ชัดเจนมากขึ้น ตลอดจนการปรับปรุงให้ผู้บริโภคมองเห็นและเข้าใจข้อมูลบนฉลากสินค้าได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยในการตัดสินใจของผู้บริโภคให้ได้สินค้าอาหารที่ตรงความต้องการมากขึ้น

ข้อเสนอเกี่ยวกับกฎระเบียบการให้ข้อมูลสินค้าอาหารแก่ผู้บริโภคนี้ครอบคลุมถึงประเด็นหลักๆ ได้แก่ การแสดงข้อมูลทั่วไป, การบังคับติดฉลากข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร, ขยายการบังคับการแสดงสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ทั้งบนอาหารที่บรรจุหีบห่อเรียบร้อยแล้วและอาหารยังไม่ได้ถูกบรรจุหีบห่อ, การแสดงส่วนผสมของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งการติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิด

3. การติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิด (country of origin labelling) ภายใต้กฎระเบียบการติดฉลากสินค้าอาหารทั่วไปของ EU ฉบับปัจจุบัน (Directive 2000/13/EC) ยังไม่ได้บังคับการติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดบนหีบห่อของสินค้าอาหาร ยกเว้นอาหารจำเป็นเฉพาะอย่าง เช่น ผักและผลไม้, เนื้อวัว, ปลา, ไข่, ไวน์, น้ำผึ้ง และช็อคโกแลต ที่ถูกบังคับ (mandatory) ให้ต้องแสดงข้อมูลของประเทศหรือถิ่นฐานแหล่งกำเนิด (provenance) ของสินค้าอาหาร เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวมีผลต่อคุณภาพหรือลักษณะพิเศษของอาหาร
สำหรับสินค้าอาหารที่ถ้าหากไม่แสดงแหล่งกำเนิดแล้วอาจทำให้เกิดความสับสนกับผู้บริโภค จะต้องติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดเช่นเดียวกัน (เช่น ผลิตภัณฑ์น้ำมันมะกอกที่ใช้คำหรือภาพบนฉลากสินค้าเสมือนว่ามาจากประเทศอิตาลี แต่แท้จริงแล้วเป็นมะกอกที่มาจากประเทศสเปน ในกรณีเช่นนี้จำเป็นต้องติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดของอาหาร) ส่วนอาหารประเภทอื่นๆนอกเหนือจากข้อยกเว้นข้างต้น ผู้ผลิตสามารถติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดได้โดยความสมัครใจ (voluntary)

4. ประโยชน์ของฉลากประเทศแหล่งกำเนิด เป็นข้อมูลเพิ่มเติมทำให้ผู้บริโภครับรู้ถึงทางเลือกของอาหารที่ต้องการซื้อหรือนำมาบริโภค ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหาร การติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดยังช่วยส่งเสริมความเป็นชาตินิยม เนื่องจากผู้บริโภคบางกลุ่มนิยมซื้ออาหารที่ผลิตจากประเทศตัวเองหรือจากประเทศที่มีชื่อเสียงในการผลิตอาหารบางชนิดเป็นพิเศษ ฉลากประเทศแหล่งกำเนิดได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งใน EU  เนื่องจากผู้บริโภคได้นำข้อมูลแหล่งกำเนิดของสินค้าอาหารมาใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อหรือบริโภคสินค้า โดยใช้เชื่อมโยงกับประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อม มนุษยธรรม ตลอดจนคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าอาหาร เช่น การติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดเป็นวิธีหนึ่งใช้ในการต่อสู้กับปัญหา climate change เพราะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าอาหารที่ผลิตจากภายในประเทศมากขึ้น เพราะไม่ต้องเดินทางไกลและลดการก่อก๊าซ CO2 หรือ กรณีที่ผู้บริโภคใน UK นิยมซื้อเนื้อวัวของประเทศตัวเองมากกว่าเนื่องจากมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย เป็นต้น 

5. ข้อเสนอในการปรับปรุงฉลากประเทศแหล่งกำเนิด ตามข้อเสนอ Food Information Regulation ของ EC ที่ครอบคลุมถึงการติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดด้วยเช่นกัน ทาง EC ได้เสนอให้มีการปรับปรุง ดังต่อไปนี้
5.1 การติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดของสินค้าอาหารส่วนใหญ่ยังคงขึ้นอยู่กับความสมัครใจเช่นเดิม ยกเว้น กลุ่มที่ได้ถูกบังคับไว้ หรือ สินค้าอาหารที่หากไม่แสดงประเทศแหล่งกำเนิดแล้วอาจทำให้เกิดความสับสนต่อผู้บริโภค
5.2 สำหรับเนื้อไก่และเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ (ที่นอกเหนือจากเนื้อวัว) EC เสนอให้แสดงแหล่งกำเนิดแต่เพียงประเทศเดียวในกรณีที่สัตว์เกิด ถูกเลี้ยงและฆ่าภายในประเทศเดียวกัน แต่ในกรณีอื่นๆควรแสดงข้อมูลแหล่งที่สัตว์เกิด ถูกเลี้ยงและฆ่าในทุกประเทศ อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ทางสภายุโรป (European Parliament) แย้งว่าควรแสดงสถานที่หรือแหล่งที่เลี้ยงสัตว์แต่เพียงประเทศเดียวเท่านั้น ส่วนแหล่งเพาะพันธุ์ ฆ่า แปรรูปหรือบรรจุหีบห่อ อาจกำหนดให้เป็นการระบุเพิ่มเติม
5.3 อาหารที่มีส่วนประกอบหลายอย่าง (multi-ingredients food) ต้องแสดงประเทศแหล่งกำเนิดของส่วนประกอบหลักๆ (main ingredients) ทั้งหมด ไม่ใช่แสดงเพียงประเทศที่เป็นสถานที่ผลิตในลำดับสุดท้ายเท่านั้น
5.4 เสนอให้มีการใช้ข้อความ “Made in E.U.”เพิ่มเติม  นอกเหนือไปจากข้อความที่แสดงว่าอาหารถูกผลิตในประเทศสมาชิกใดเพียงประเทศหนึ่งเท่านั้น

6. การติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดควรเป็นแบบบังคับหรือสมัครใจ ตามข้อเสนอของ EC เห็นว่าการกำหนดให้การติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดของสินค้าอาหารส่วนใหญ่เป็นรูปแบบสมัครใจน่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด (ยกเว้น กลุ่มที่ถูกบังคับไว้หรือสินค้าอาหารที่อาจก่อให้เกิดความสับสนกับผู้บริโภค) แต่ EC ได้เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกสามารถบังคับการแสดงประเทศหรือถิ่นฐานแหล่งกำเนิดของอาหารได้ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าคุณภาพของสินค้าอาหารนั้นขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิด หรือผู้บริโภคส่วนใหญ่รับรู้คุณภาพสินค้าอาหารได้จากข้อมูลแหล่งกำเนิด แต่การบังคับในระดับประเทศจะต้องสอดคล้องกับกฎระเบียบหลัก Directive 2000/13/EC ของ EU และไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการส่งสินค้ามาจำหน่ายใน EU

อย่างไรก็ตาม มีอีกฝ่ายที่สนับสนุนการขยายการบังคับติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดออกไป เนื่องจากกฎระเบียบในเรื่องนี้ถูกพัฒนามาอย่างไม่มีระเบียบแบบแผน ไม่ชัดเจนและมีความไม่สอดคล้องกันเกิดขึ้นในแต่ละประเทศสมาชิก ส่งผลให้เกิดความสับสนต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค  การขยายการบังคับจะช่วยให้แนวทางในการปฏิบัติมีความสอดคล้องกันมากขึ้นและเป็นไปในทิศทางที่ผู้บริโภคต้องการ

7. ข้อเสีย จากการเปลี่ยนการติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดเป็นแบบบังคับ (mandatory) ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาหารใน EU ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดให้การติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดเป็นไปในรูปแบบบังคับเพราะอาจส่งผลเสีย ดังต่อไปนี้
• เป็นการสร้างภาระต้นทุนที่สูงแก่ธุรกิจและอาจมีปัญหาในขั้นตอนตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) เพื่อหาแหล่งที่มาของวัตถุดิบหลักที่ใช้ผลิตอาหาร
• ทำให้ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาหารขาดความยืดหยุ่นทางด้านต้นทุนหรือแหล่งวัตถุดิบ (sourcing) เนื่องจากต้องซื้อจากแหล่งผลิตที่ระบุไว้บนฉลากเท่านั้น ส่งผลให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้นได้
• กฎระเบียบในการติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดของ EU ยังไม่ชัดเจนและไม่สอดคล้องกันในแต่ละประเทศสมาชิก
• การแสดงประเทศแหล่งกำเนิดของวัตถุดิบที่ใช้ผลิตอาหาร อาจเป็นการให้ข้อมูลที่มากเกินไปและนอกเหนือจากความสนใจของผู้บริโภค

8. การติดตามข้อสรุปในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามข้อเสนอกฎระเบียบการให้ข้อมูลสินค้าอาหารแก่ผู้บริโภคของ EC หรือ  Food Information Regulation ยังคงอยู่ในขั้นตอนถกเถียงกัน (discussed) ซึ่งอาจทำให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่ง  ในท้ายสุดข้อเสนอดังกล่าวยังต้องผ่านขั้นตอนการยอมรับจากทั้งคณะมนตรีสหภาพยุโรป (Council) และสภายุโรป (European Parliament)  เสียก่อนจึงจะมีผลบังคับได้ 

ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องติดตามข้อสรุปในเรื่องนี้ต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเช่นไรและผลกระทบที่มีต่อสินค้าอาหารที่ส่งเข้าไปจำหน่ายใน EU

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Related Items:

  1. EU แก้ไขกฎระเบียบควบคุมการติดฉลากสินค้าอาหารในการระบุส่วนผสมที่มีความเสี่ยงก่อให้เกิดอาการแพ้
  2. EU แก้ไขกฎระเบียบในการบังคับการติดฉลากสินค้าอาหารบางรายการเพิ่มเติม
  3. กฎระเบียบ nutrition and health claims ของ EU
  4. กฎระเบียบการนำเข้าสินค้าอาหารของสหราชอาณาจักร
  5. การแก้ไขกฎระเบียบควบคุมการติดฉลากสินค้าอาหารของ EU
Last Updated ( Tuesday, 22 December 2009 )
host by colorpack.net