|
ตามที่สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ได้ติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกฎระเบียบของสินค้าเกษตรและอาหารในสหภาพยุโรป โดยได้รายงานให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทราบมาตามลำดับแล้วนั้น สำนักงานฯ ขอรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิด (country of origin labelling) ซึ่งสรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้
1. การติดฉลากสินค้าอาหารทั่วไป (general food labelling) Directive 2000/13/EC เป็นกฎระเบียบของ EU ที่ว่าด้วยการติดฉลากสินค้าอาหารทั่วไปที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยกำหนดให้สินค้าอาหารจะต้องแสดงข้อมูลที่สำคัญไว้บนฉลาก ได้แก่ ชื่อสินค้า รายการส่วนผสมในอาหาร สินค้าใช้บริโภคได้ถึงวันที่และเงื่อนไขพิเศษในการใช้ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนเกี่ยวกับส่วนผสมหรือสิ่งที่บรรจุอยู่ในอาหารและช่วยปกป้องสุขภาพผู้บริโภค กฎระเบียบการติดฉลากสินค้าอาหารทั่วไปของ EU ยังเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกสามารถบังคับ (mandatory) การแสดงข้อมูลเพิ่มเติมบางอย่างบนฉลากของสินค้าอาหารบางชนิดได้อีกด้วย เช่น การแสดงข้อมูลประเทศแหล่งกำเนิดอาหาร
นอกเหนือไปจาก Directive 2000/13/EC แล้ว EU ยังมีกฎระเบียบอื่นๆเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการติดฉลากสินค้าอาหาร เช่น Directive 79/112/EEC กฎระเบียบที่ว่าด้วยการติดฉลาก การเสนอและโฆษณาสินค้าอาหารสำหรับขายให้ผู้บริโภค, Council Directive 90/496/EEC กฎระเบียบที่ว่าด้วยการแสดงคุณค่าทางโภชนาการและ Commission Regulation (EC) 1825/2000 กฎระเบียบที่ว่าด้วยรายละเอียดในการติดฉลากเนื้อวัวและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
2. ข้อเสนอเกี่ยวกับกฎระเบียบการให้ข้อมูลสินค้าอาหารแก่ผู้บริโภค เนื่องจาก EU มีกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการติดฉลากสินค้าอาหารเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความสับสน ผนวกกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและการมีกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ๆ ส่งผลให้ปัจจุบันฉลากสินค้าอาหารมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะฉลากสินค้านอกจากจะใช้เสนอข้อมูลที่สำคัญต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคแล้ว ยังถูกนำมาใช้เสนอข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าอาหารได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น (เช่น ข้อมูลการคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์หรือพิทักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น)
ดังนั้น เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2551 คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) จึงมีข้อเสนอเกี่ยวกับกฎระเบียบการให้ข้อมูลสินค้าอาหารแก่ผู้บริโภค (Proposal for a regulation of the European Parliament and of the Council on the provision of food information to consumers หรือใช้ชื่อเรียกสั้นๆว่า Food Information Regulation) ซึ่งจะเป็นการรวบรวมกฎระเบียบเดิม Directive 2000/13/EC ที่ว่าด้วยการติดฉลากสินค้าอาหารทั่วไปและกฎระเบียบ Council Directive 90/496/EEC ที่ว่าด้วยการแสดงคุณค่าทางโภชนาการเข้าไว้ด้วยกัน รวมทั้งปรับปรุงให้กฎระเบียบมีความง่ายขึ้น (simplifying) ชัดเจนมากขึ้น ตลอดจนการปรับปรุงให้ผู้บริโภคมองเห็นและเข้าใจข้อมูลบนฉลากสินค้าได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยในการตัดสินใจของผู้บริโภคให้ได้สินค้าอาหารที่ตรงความต้องการมากขึ้น
ข้อเสนอเกี่ยวกับกฎระเบียบการให้ข้อมูลสินค้าอาหารแก่ผู้บริโภคนี้ครอบคลุมถึงประเด็นหลักๆ ได้แก่ การแสดงข้อมูลทั่วไป, การบังคับติดฉลากข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร, ขยายการบังคับการแสดงสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ทั้งบนอาหารที่บรรจุหีบห่อเรียบร้อยแล้วและอาหารยังไม่ได้ถูกบรรจุหีบห่อ, การแสดงส่วนผสมของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งการติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิด
3. การติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิด (country of origin labelling) ภายใต้กฎระเบียบการติดฉลากสินค้าอาหารทั่วไปของ EU ฉบับปัจจุบัน (Directive 2000/13/EC) ยังไม่ได้บังคับการติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดบนหีบห่อของสินค้าอาหาร ยกเว้นอาหารจำเป็นเฉพาะอย่าง เช่น ผักและผลไม้, เนื้อวัว, ปลา, ไข่, ไวน์, น้ำผึ้ง และช็อคโกแลต ที่ถูกบังคับ (mandatory) ให้ต้องแสดงข้อมูลของประเทศหรือถิ่นฐานแหล่งกำเนิด (provenance) ของสินค้าอาหาร เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวมีผลต่อคุณภาพหรือลักษณะพิเศษของอาหาร
สำหรับสินค้าอาหารที่ถ้าหากไม่แสดงแหล่งกำเนิดแล้วอาจทำให้เกิดความสับสนกับผู้บริโภค จะต้องติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดเช่นเดียวกัน (เช่น ผลิตภัณฑ์น้ำมันมะกอกที่ใช้คำหรือภาพบนฉลากสินค้าเสมือนว่ามาจากประเทศอิตาลี แต่แท้จริงแล้วเป็นมะกอกที่มาจากประเทศสเปน ในกรณีเช่นนี้จำเป็นต้องติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดของอาหาร) ส่วนอาหารประเภทอื่นๆนอกเหนือจากข้อยกเว้นข้างต้น ผู้ผลิตสามารถติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดได้โดยความสมัครใจ (voluntary)
4. ประโยชน์ของฉลากประเทศแหล่งกำเนิด เป็นข้อมูลเพิ่มเติมทำให้ผู้บริโภครับรู้ถึงทางเลือกของอาหารที่ต้องการซื้อหรือนำมาบริโภค ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหาร การติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดยังช่วยส่งเสริมความเป็นชาตินิยม เนื่องจากผู้บริโภคบางกลุ่มนิยมซื้ออาหารที่ผลิตจากประเทศตัวเองหรือจากประเทศที่มีชื่อเสียงในการผลิตอาหารบางชนิดเป็นพิเศษ ฉลากประเทศแหล่งกำเนิดได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งใน EU เนื่องจากผู้บริโภคได้นำข้อมูลแหล่งกำเนิดของสินค้าอาหารมาใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อหรือบริโภคสินค้า โดยใช้เชื่อมโยงกับประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อม มนุษยธรรม ตลอดจนคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าอาหาร เช่น การติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดเป็นวิธีหนึ่งใช้ในการต่อสู้กับปัญหา climate change เพราะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าอาหารที่ผลิตจากภายในประเทศมากขึ้น เพราะไม่ต้องเดินทางไกลและลดการก่อก๊าซ CO2 หรือ กรณีที่ผู้บริโภคใน UK นิยมซื้อเนื้อวัวของประเทศตัวเองมากกว่าเนื่องจากมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย เป็นต้น
5. ข้อเสนอในการปรับปรุงฉลากประเทศแหล่งกำเนิด ตามข้อเสนอ Food Information Regulation ของ EC ที่ครอบคลุมถึงการติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดด้วยเช่นกัน ทาง EC ได้เสนอให้มีการปรับปรุง ดังต่อไปนี้
5.1 การติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดของสินค้าอาหารส่วนใหญ่ยังคงขึ้นอยู่กับความสมัครใจเช่นเดิม ยกเว้น กลุ่มที่ได้ถูกบังคับไว้ หรือ สินค้าอาหารที่หากไม่แสดงประเทศแหล่งกำเนิดแล้วอาจทำให้เกิดความสับสนต่อผู้บริโภค
5.2 สำหรับเนื้อไก่และเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ (ที่นอกเหนือจากเนื้อวัว) EC เสนอให้แสดงแหล่งกำเนิดแต่เพียงประเทศเดียวในกรณีที่สัตว์เกิด ถูกเลี้ยงและฆ่าภายในประเทศเดียวกัน แต่ในกรณีอื่นๆควรแสดงข้อมูลแหล่งที่สัตว์เกิด ถูกเลี้ยงและฆ่าในทุกประเทศ อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ทางสภายุโรป (European Parliament) แย้งว่าควรแสดงสถานที่หรือแหล่งที่เลี้ยงสัตว์แต่เพียงประเทศเดียวเท่านั้น ส่วนแหล่งเพาะพันธุ์ ฆ่า แปรรูปหรือบรรจุหีบห่อ อาจกำหนดให้เป็นการระบุเพิ่มเติม
5.3 อาหารที่มีส่วนประกอบหลายอย่าง (multi-ingredients food) ต้องแสดงประเทศแหล่งกำเนิดของส่วนประกอบหลักๆ (main ingredients) ทั้งหมด ไม่ใช่แสดงเพียงประเทศที่เป็นสถานที่ผลิตในลำดับสุดท้ายเท่านั้น
5.4 เสนอให้มีการใช้ข้อความ Made in E.U.เพิ่มเติม นอกเหนือไปจากข้อความที่แสดงว่าอาหารถูกผลิตในประเทศสมาชิกใดเพียงประเทศหนึ่งเท่านั้น
6. การติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดควรเป็นแบบบังคับหรือสมัครใจ ตามข้อเสนอของ EC เห็นว่าการกำหนดให้การติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดของสินค้าอาหารส่วนใหญ่เป็นรูปแบบสมัครใจน่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด (ยกเว้น กลุ่มที่ถูกบังคับไว้หรือสินค้าอาหารที่อาจก่อให้เกิดความสับสนกับผู้บริโภค) แต่ EC ได้เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกสามารถบังคับการแสดงประเทศหรือถิ่นฐานแหล่งกำเนิดของอาหารได้ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าคุณภาพของสินค้าอาหารนั้นขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิด หรือผู้บริโภคส่วนใหญ่รับรู้คุณภาพสินค้าอาหารได้จากข้อมูลแหล่งกำเนิด แต่การบังคับในระดับประเทศจะต้องสอดคล้องกับกฎระเบียบหลัก Directive 2000/13/EC ของ EU และไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการส่งสินค้ามาจำหน่ายใน EU
อย่างไรก็ตาม มีอีกฝ่ายที่สนับสนุนการขยายการบังคับติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดออกไป เนื่องจากกฎระเบียบในเรื่องนี้ถูกพัฒนามาอย่างไม่มีระเบียบแบบแผน ไม่ชัดเจนและมีความไม่สอดคล้องกันเกิดขึ้นในแต่ละประเทศสมาชิก ส่งผลให้เกิดความสับสนต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค การขยายการบังคับจะช่วยให้แนวทางในการปฏิบัติมีความสอดคล้องกันมากขึ้นและเป็นไปในทิศทางที่ผู้บริโภคต้องการ
7. ข้อเสีย จากการเปลี่ยนการติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดเป็นแบบบังคับ (mandatory) ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาหารใน EU ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดให้การติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดเป็นไปในรูปแบบบังคับเพราะอาจส่งผลเสีย ดังต่อไปนี้
เป็นการสร้างภาระต้นทุนที่สูงแก่ธุรกิจและอาจมีปัญหาในขั้นตอนตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) เพื่อหาแหล่งที่มาของวัตถุดิบหลักที่ใช้ผลิตอาหาร
ทำให้ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาหารขาดความยืดหยุ่นทางด้านต้นทุนหรือแหล่งวัตถุดิบ (sourcing) เนื่องจากต้องซื้อจากแหล่งผลิตที่ระบุไว้บนฉลากเท่านั้น ส่งผลให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้นได้
กฎระเบียบในการติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดของ EU ยังไม่ชัดเจนและไม่สอดคล้องกันในแต่ละประเทศสมาชิก
การแสดงประเทศแหล่งกำเนิดของวัตถุดิบที่ใช้ผลิตอาหาร อาจเป็นการให้ข้อมูลที่มากเกินไปและนอกเหนือจากความสนใจของผู้บริโภค
8. การติดตามข้อสรุปในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามข้อเสนอกฎระเบียบการให้ข้อมูลสินค้าอาหารแก่ผู้บริโภคของ EC หรือ Food Information Regulation ยังคงอยู่ในขั้นตอนถกเถียงกัน (discussed) ซึ่งอาจทำให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่ง ในท้ายสุดข้อเสนอดังกล่าวยังต้องผ่านขั้นตอนการยอมรับจากทั้งคณะมนตรีสหภาพยุโรป (Council) และสภายุโรป (European Parliament) เสียก่อนจึงจะมีผลบังคับได้
ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องติดตามข้อสรุปในเรื่องนี้ต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเช่นไรและผลกระทบที่มีต่อสินค้าอาหารที่ส่งเข้าไปจำหน่ายใน EU
Related Items:
- EU แก้ไขกฎระเบียบควบคุมการติดฉลากสินค้าอาหารในการระบุส่วนผสมที่มีความเสี่ยงก่อให้เกิดอาการแพ้
- EU แก้ไขกฎระเบียบในการบังคับการติดฉลากสินค้าอาหารบางรายการเพิ่มเติม
- กฎระเบียบ nutrition and health claims ของ EU
- กฎระเบียบการนำเข้าสินค้าอาหารของสหราชอาณาจักร
- การแก้ไขกฎระเบียบควบคุมการติดฉลากสินค้าอาหารของ EU
|