ท่าทีผู้นำอียูสำหรับการเจรจาความตกลงสิ่งแวดล้อมโลกที่โคเปนเฮเกน Print E-mail
Contributed by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Tuesday, 15 December 2009

การประชุมผู้นำอียูเมื่อวันที่ 10-11 ธันวาคม 2552 ระบุถึงเรื่องท่าทีอียูในการประชุมที่โคเปนเฮเกน โดยประกาศให้เงินช่วยเหลือ 2.4 พันล้านยูโรต่อปีในช่วงปี 2010-2012 สำหรับการบรรเทาผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ต้องจับตามองต่อไปว่าจะให้เฉพาะประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดหรือไม่ และแหล่งที่มาเงินทุนคงมิใช่จากเงินงบประมาณของอียูเพียงแหล่งเดียว

ท่าทีผู้นำอียูจากการประชุมเมื่อวันที่ 10- 11 ธ.ค. 52 สอดคล้องกับผลการประชุม รมต. สิ่งแวดล้อมอียู เมื่อ 21 ต.ค. 52 โดยมีประเด็นสำคัญเพิ่มเติม ดังนี้

 

1. ทุกฝ่ายในการเจรจาที่โคเปนเฮเกนควรพยายามบรรลุความตกลงที่มีผลผูกพันทางการเมือง ซึ่งควรนำไปสู่การจัดทำความตกลงที่มีผูกพันทางกฎหมายให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน หลังการประชุมที่โคเปนเฮเกน สำหรับดำเนินการในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2013 เป็นต้นไป

 

2. เงื่อนไขสำหรับความตกลง Copenhagen คือ การใช้มาตรฐานระหว่างประเทศสำหรับการวัด การรายงาน และการตรวจสอบ (การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ GHG) ที่เป็นที่ตกลงร่วมกันและโปร่งใส โดยอียูจะสนับสนุนความพยายามในการเพิ่มธรรมาภิบาลระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม

 

3. ยินดีกับการตั้งเป้าหมายลด GHG จากหลายประเทศและเรียกร้องให้ทั้งประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ก้าวหน้าที่ยังไม่ได้กำหนดพันธกรณีดังกล่าว ให้กำหนดเป้าหมายการลด GHG ด้วย

 

4. ยืนยันเพิ่มเป้าหมายลด GHG 30% ภายในปี 2020 จากระดับของปี 1990 หากประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ มีพันธกรณีในการลด GHG ที่เทียบเคียงกัน และประเทศกำลังพัฒนามีส่วนร่วมอย่างเพียงพอสอดคล้องตามความรับผิดชอบและความสามารถ

 

5. ความตกลงโคเปนเฮเกนควรรวมข้อบทในเรื่องการปฏิบัติการอย่างเร่งด่วน (Immediate action) ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งจำต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินเพิ่ม ทั้งนี้ ความช่วยเหลือดังกล่าวควรครอบคลุมทั้งในด้านการบรรเทาผลกระทบ (mitigation) และการปรับตัว (adaptation) รวมทั้งด้านป่าไม้และการสร้างพัฒนาขีดความสามารถ โดยเน้นที่ประเทศที่มีความอ่อนไหวและประเทศกำลังพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries หรือ LDCs) โดยอียูเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วประกาศการสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งประเมินว่าค่าใช้จ่ายในระยะเร่งด่วนดังกล่าวมีมูลค่า 7 พันล้านยูโรต่อปี โดยอียูและประเทศสมาชิกอียูพร้อมที่จะให้เงินสนับสนุนในระยะเร่งด่วน 2.4 พันล้านยูโรต่อปี สำหรับช่วงปี 2010-2012 รวมเป็นจำนวน 7.2 พันล้านยูโร ทั้งนี้ เป็นการสนับสนุนโดยสมัครใจของประเทศสมาชิกอียูซึ่งมีจำนวนแตกต่างกัน เช่น สหราชอาณาจักร 1.2 พันล้านปอนด์ ฝรั่งเศส 1.26 พันล้านยูโร เยอรมนี 1.6 พันล้านยูโร สวีเดน 800 ล้านยูโร เบลเยียม 150 ล้านยูโร เดนมาร์ก 160 ล้านยูโร

 

6. เห็นความจำเป็นในการเพิ่มการไหลเวียนทางเงินทุนทั้งจากงบประมาณภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อการนี้

 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.se2009.eu

 

            ข้อมูลเพิ่มเติม

1.      การเสนองบประมาณดังกล่าวมีวงเงินสอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรป (เสนอเมื่อ 10 ก.ย. 52) ที่

เสนอให้อียูมีส่วนสนับสนุนทางการเงินในระยะเร่งด่วนประมาณ 0.5-2.1 พันล้านยูโรต่อปี ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นไป

 

2.      ในภาพรวม การที่อียูประกาศวงเงินการให้สนับสนุนทางการเงินถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความ

มั่นใจให้ประเทศกำลังพัฒนาในระดับหนึ่ง แต่ควรพิจารณารายละเอียดต่อไปว่าการสนับสนุนทางการเงินดังกล่าวจะมุ่งเฉพาะประเทศที่มีความอ่อนไหว (อาทิ ประเทศหมู่เกาะ) หรือ LDCs โดยเฉพาะเท่านั้นหรือไม่

 

3.      การประกาศวงเงินดังกล่าวเป็นวงเงินสำหรับความช่วยเหลือในระยะ 3 ปีข้างหน้า โดยอียูยังไม่สามารถ

บรรลุข้อตกลงการกำหนดวงเงินงบประมาณสำหรับการสนับสนุนทางการเงินในระยะยาวสำหรับการเจรจาความตกลงที่จะทดแทนพิธีสารเกียวโตซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2013 ได้ เพียงแต่ระบุในรายงานผลการประชุมว่าจะร่วมสนับสนุน fair share

 

4.      การระดมทุนในการให้เงินสนับสนุนทางการเงินดังกล่าวอาจมาจากหลายแหล่งซึ่งยังไม่มีการระบุ

รายละเอียดในผลการประชุมดังกล่าว โดยมีการให้ความเห็นโดยนาย Barroso ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปว่า อียูกำลังพิจารณาการใช้กลไกระดมทุนจากแหล่งใหม่ (innovative finance mechanisms) อาทิ จากภาษีในการทำธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในสาขาการขนส่งทางอากาศและทางเรือระหว่างประเทศ รายได้จากการขายโควต้าการปล่อยก๊าซ นอกจากนี้ ในแถลงการณ์ร่วมของประธานาธิบดี Sarkozy ของฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรี Gordon Brown ของอังกฤษ ระบุว่า เพื่อให้มีแหล่งเงินสนับสนุนที่แน่นอนในช่วงระยะกลางจนถึงปี 2020 และสืบเนื่องต่อไปหลังจากนั้น ควรใช้กลไก innovative financing โดยฝรั่งเศสและอังกฤษจะร่วมมือกันในการสนับสนุนแนวทางนี้ ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกอียูหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศในยุโรปตะวันออกและประเทศสมาชิกอียูที่ประสบภาวะหนี้สินจากวิกฤติเศรษฐกิจ มีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการที่จะต้องออกเงินงบประมาณสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในเรื่องนี้โดยตรง

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Related Items:

  1. CEO บริษัทชั้นนำของยุโรปเสนอแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบรายสาขา
  2. Green week 2009 กับท่าทีของอียูในการเจรจาความตกลงสิ่งแวดล้อมแทนพิธีสารเกียวโต
  3. การเจรจาเรื่องสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่ Poznan โปแลนด์ 1-12 ธ.ค. 51
  4. การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  5. ความคืบหน้าเรื่องการพิจารณาระเบียบอียูเรื่องพลังงานทดแทน
Last Updated ( Wednesday, 16 December 2009 )
host by colorpack.net