|
ต้นเดือนนี้
คงไม่มีการประชุมนานาชาติอะไรที่เป็นข่าวมากไปกว่าการประชุมสหประชาชาติ
เรื่องโลกร้อนที่โคเปนเฮเกน (7-18 ธ.ค.) ที่มีผู้นำโลกกว่า 105 คนไปร่วม
รวมทั้งนายกรัฐมนตรีไทย
ความสนใจส่วนใหญ่มักจะอยู่ที่สหรัฐฯ
กับจีน เพราะแค่ G2 สองประเทศรวมกันก็ปล่อยก๊าซรวมร้อยละ 40
ของก๊าซเรือนกระจกทั้งโลกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนแล้ว
หากนำประเทศอุตสาหกรรมใน G7 มาบวกกับ BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย
และจีน) ก็จะเป็นร้อยละ 80 ของโลก จนบางคนแทบจะบอกว่าน่าจะจัดให้ 13
ประเทศมาตกลงว่าจะลดให้ได้จริงจังก็เพียงพอแล้ว
สหรัฐฯ เองเป็นประเทศผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ที่สุด โดยพื้นฐานด้านการเมืองภายในและวัฒนธรรมการดำรงชีวิตของคนอเมริกันจะมีความละเอียดอ่อนกับเรื่องลดการใช้น้ำมันมาก จึงมีท่าทีไม่ยอมรับพิธีสารเกียวโต อันเป็นผลมาจากการเจรจาในกรอบสหประชาชาติตั้งแต่รอบที่แล้ว และกำลังหมดอายุลงปลายปี 2012
อาจเป็นโชคดีของประชาคมโลก ประธานาธิบดีโอบามามีนโยบายต่างจากประธานาธิบดีบุช
อดีตผู้ว่าการรัฐน้ำมันเท็กซัส ถึงแม้ยังไม่มีอาณัติจากรัฐสภาคองเกรสก็ได้ประกาศท่าทีล่วงหน้าก่อนจะเดินทางไปร่วมประชุม ณ กรุงโคเปนเฮเกน วันที่ 17-18 ธ.ค.
ผู้นำสหรัฐฯ ได้ประกาศว่าสหรัฐฯ ตั้งใจจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณร้อยละ 17 ต่ำกว่าระดับปี 2005 ให้ได้ในปี 2020 และต่ำกว่าร้อยละ 83 ในปี 2050
คำแถลงข้างต้นสำหรับบางส่วนที่เข้าใจการเมืองภายในสหรัฐฯ ก็ต้องถือว่ามีความกล้าหาญพอควรทั้งๆ ที่ตัวเลขนี้ผ่านเฉพาะจากสภาผู้แทนฯ แต่ยังไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาสหรัฐฯ แต่สำหรับนักวิเคราะห์ก็แยกแยะให้ฟังว่า การตั้งตัวเลขปี 2005 เป็นฐาน ในขณะที่อียูใช้ปี 1990 เป็นฐานว่าตนจะลดร้อยละ 20 เท่ากับว่าสหรัฐฯ เสนอที่จะลดจริงๆ เพียงร้อยละ 3 จากฐานปี 1990 เท่านั้น
หลังจากสหรัฐฯ เพียงหนึ่งวัน จีนก็ได้ประกาศเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกของตนในปริมาณร้อยละ 40-45 ต่ำกว่าระดับปี 2005 ภายในปี 2020 แต่ใช้ตัวชี้วัดที่แตกต่างไปจากทั้งสหรัฐฯ และอียู กล่าวคือการวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยของ GDP คือยึดตามระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจีน แปลไว้ล่วงหน้าว่ายังขอสิทธิการปล่อยก๊าซเพื่อการพัฒนาอยู่
อียูนั้น พยายามทำตัวเป็นผู้นำโลกในเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น โดยผู้นำอียูตั้งแต่ปี 2007 ได้เห็นชอบตัวเลข 20:20:20 กล่าวคือลดก๊าซร้อยละ 20 ในปี 2020 เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานร้อยละ 20 และใช้พลังงานทดแทนน้ำมันร้อยละ 20 โดยใช้ฐานปี 1990
อียูพยายามกดดันให้ประเทศอื่นๆ มีข้อเสนอที่ทะเยอทะยานในการลดก๊าซเรือนกระจกโดยใช้การกำหนดเป้าเป็นร้อยละ 30 หากประเทศอื่นๆ สามารถกำหนดเป้าหมายในระดับเดียวกัน แต่สิ่งที่อียูยังตกลงภายในกันไม่ได้คือจำนวนเงินที่จะสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการลดการปล่อยก๊าซ
นาย Yvo de Boer หัวหน้าเจรจาของสหประชาชาติ เจ้าภาพ ได้แถลงในกรุงบรัสเซลส์เมื่อเร็วๆ นี้ว่า อียูควรจะมีท่าทีชัดเจนเกี่ยวกับตลาดคาร์บอนและเงินสนับสนุน โดยเฉพาะเงินช่วยเหลือเร่งด่วนสำหรับการปรับตัวในช่วงปี 2010-2012 โดยการเจรจาที่โคเปนเฮเกนควรกำหนดพันกรณีไว้ 4 ด้าน คือ
1) พันธกรณีของประเทศพัฒนาแล้วในการลดการปล่อยก๊าซ ในปี 2020
2) พันธกรณีของประเทศกำลังพัฒนาในการจำกัดการปล่อยก๊าซ
3) ความชัดเจนเรื่องเงินสนับสนุนของประเทศกำลังพัฒนาทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง และ
4) พันธกรณีของประเทศพัฒนาแล้วในการให้เงินสนับสนุนแบบทันทีแก่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างน้อยปีละหนึ่งหมื่นล้านเหรียญในช่วงปี 2010-2012
กลุ่มรณรงค์ในยุโรปสนับสนุนเรื่องเงินช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาที่อียูต้องทำให้ชัดเจน เช่นว่าไม่ควรเป็นเงินก้อนเดียวกับที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาอยู่แล้วในสาขาอื่น หรือการตอบสนองข้อกังวลของประเทศกำลังพัฒนาว่า การให้ความช่วยเหลือโดยเอาเงินผ่านให้องค์กรการเงินระหว่างประเทศเช่น ธนาคารโลก ไปบริหารก็จะเสี่ยงที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องมานั่งทำการบ้านตามความต้องการของธนาคารโลก แทนที่จะนำเงินความช่วยเหลือไปให้องค์กรใหม่ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการนี้ และได้รับการวางใจจากประเทศกำลังพัฒนามากกว่า ส่วนประเทศผู้ใช้เงินก็คงอยากมีโอกาสควบคุมการใช้เงินของตน
อียูเองถือว่าการณรงค์ภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องเอกของตน โดยในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของคณะกรรมาธิการยุโรป ได้มีการตั้งรัฐมนตรีเรื่องภาวะโลกร้อนเป็นการเฉพาะ คือนาง Connie Hedegaard รัฐมนตรีด้านพลังงานและภาวะโลกร้อนของเดนมาร์กคนปัจจุบัน
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้ออกและกำลังออกมาตรการและเครื่องมือมากมายที่จะต่อต้านการปล่อยก๊าซ ที่สำคัญ คือระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เรียกสั้นๆ ว่า EU ETS (Emission Trading Scheme) ถือเป็นระบบ cap-and-trade ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และอียูหวังจะผลักดันระบบ EU ETS ให้เป็นเครื่องมือต่อสู้กับโลกร้อนในระดับสากล และให้มีตลาดคาร์บอนระดับโลกในที่สุด
สำหรับประเทศไทย EU ETS เป็นทั้งภาระและโอกาส ล่าสุด อียูกำลังจะปรับใช้ EU ETS กับการขนส่งทางอากาศ ทำให้สายการบินทุกสายที่บินเข้าออกมายังสนามบินในอียูต้องคำนวนปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ที่จะปล่อย หากปล่อยเกินก็จะเกิดค่าใช้จ่ายที่ต้องซื้อสิทธิในการปล่อยก๊าซเพิ่ม จะเริ่มมีผลบังคับใช้กับทุกสายการบิน รวมทั้งการบินไทย ที่ทำการบินมายังอียูตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นไป
โอกาสสำหรับภาคเอกชนไทยอยู่ที่การดำเนินโครงการ CDM หรือ Clean Development Mechanism ที่สามารถนำเครดิตที่ได้จากโครงการ CDM กลับไปขายในระบบ EU ETS ราคาอยู่ที่ประมาณ 10-13 ยูโร/หน่วย ตลาดการซื้อขายคาร์บอนนี้มีราคาขึ้นลงและซื้อขายกันเหมือนตลาดหุ้นเลยทีเดียว และมีอุตสาหกรรมอียูเองเป็นผู้ซื้อหลักอยู่ในตลาด
อียูย้ำความสำคัญของการปรับปรุงกลไก CDM โดยต้องการหันเหการสนับสนุนจาก CDM ขนาดเล็กแบบรายโครงการเป็นการลดก๊าซเรือนกระจกแบบรายภาคส่วน เนื่องจากจะช่วยลดก๊าซได้เร็วกว่า เป็นที่น่ายินดีว่า เอกชนไทยเริ่มตื่นตัวได้ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต และใช้ประโยชน์จาก CDM แล้ว แต่ยังรอคอยการสนับสนุนด้านมาตรการภาษีจากรัฐบาลอยู่
เรื่อง EU ETS และ CDM ทางคณะผู้แทนไทยประจำประชายุโรป ติดตามอยู่ตลอดและได้เคยจัดสัมมนาให้ความรู้แก่ภาคเอกชน ผู้ประกอบการที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ผลการสัมมนาได้รายงานใน www.thaieurope.net และกำลังจัดพิมพ์หนังสือเรื่องอียูกับโลกร้อนเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้สนใจ ติดตามได้ที่เว็บไซต์เดียวกัน
|