อียูกับโลกร้อน: ภาระและโอกาสของธุรกิจไทย Print E-mail
Written by กรองยุโรป   
Thursday, 10 December 2009

ต้นเดือนนี้ คงไม่มีการประชุมนานาชาติอะไรที่เป็นข่าวมากไปกว่าการประชุมสหประชาชาติ เรื่องโลกร้อนที่โคเปนเฮเกน (7-18 ธ.ค.) ที่มีผู้นำโลกกว่า 105 คนไปร่วม รวมทั้งนายกรัฐมนตรีไทย
    

 

ความสนใจส่วนใหญ่มักจะอยู่ที่สหรัฐฯ กับจีน เพราะแค่ G2 สองประเทศรวมกันก็ปล่อยก๊าซรวมร้อยละ 40 ของก๊าซเรือนกระจกทั้งโลกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนแล้ว หากนำประเทศอุตสาหกรรมใน G7 มาบวกกับ BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) ก็จะเป็นร้อยละ 80 ของโลก จนบางคนแทบจะบอกว่าน่าจะจัดให้ 13 ประเทศมาตกลงว่าจะลดให้ได้จริงจังก็เพียงพอแล้ว 

สหรัฐฯ เองเป็นประเทศผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ที่สุด โดยพื้นฐานด้านการเมืองภายในและวัฒนธรรมการดำรงชีวิตของคนอเมริกันจะมีความละเอียดอ่อนกับเรื่องลดการใช้น้ำมันมาก จึงมีท่าทีไม่ยอมรับพิธีสารเกียวโต อันเป็นผลมาจากการเจรจาในกรอบสหประชาชาติตั้งแต่รอบที่แล้ว และกำลังหมดอายุลงปลายปี 2012
    

อาจเป็นโชคดีของประชาคมโลก ประธานาธิบดีโอบามามีนโยบายต่างจากประธานาธิบดีบุช อดีตผู้ว่าการรัฐน้ำมันเท็กซัส ถึงแม้ยังไม่มีอาณัติจากรัฐสภาคองเกรสก็ได้ประกาศท่าทีล่วงหน้าก่อนจะเดินทางไปร่วมประชุม ณ กรุงโคเปนเฮเกน วันที่ 17-18 ธ.ค.    

ผู้นำสหรัฐฯ ได้ประกาศว่าสหรัฐฯ ตั้งใจจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณร้อยละ 17 ต่ำกว่าระดับปี 2005 ให้ได้ในปี 2020 และต่ำกว่าร้อยละ 83 ในปี 2050
    

คำแถลงข้างต้นสำหรับบางส่วนที่เข้าใจการเมืองภายในสหรัฐฯ ก็ต้องถือว่ามีความกล้าหาญพอควรทั้งๆ ที่ตัวเลขนี้ผ่านเฉพาะจากสภาผู้แทนฯ แต่ยังไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาสหรัฐฯ แต่สำหรับนักวิเคราะห์ก็แยกแยะให้ฟังว่า การตั้งตัวเลขปี 2005 เป็นฐาน ในขณะที่อียูใช้ปี 1990 เป็นฐานว่าตนจะลดร้อยละ 20 เท่ากับว่าสหรัฐฯ เสนอที่จะลดจริงๆ เพียงร้อยละ 3 จากฐานปี 1990 เท่านั้น
    

หลังจากสหรัฐฯ เพียงหนึ่งวัน จีนก็ได้ประกาศเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกของตนในปริมาณร้อยละ 40-45 ต่ำกว่าระดับปี 2005 ภายในปี 2020 แต่ใช้ตัวชี้วัดที่แตกต่างไปจากทั้งสหรัฐฯ และอียู กล่าวคือการวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยของ GDP คือยึดตามระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจีน แปลไว้ล่วงหน้าว่ายังขอสิทธิการปล่อยก๊าซเพื่อการพัฒนาอยู่
    

อียูนั้น พยายามทำตัวเป็นผู้นำโลกในเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น โดยผู้นำอียูตั้งแต่ปี 2007 ได้เห็นชอบตัวเลข 20:20:20 กล่าวคือลดก๊าซร้อยละ 20 ในปี 2020 เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานร้อยละ 20 และใช้พลังงานทดแทนน้ำมันร้อยละ 20 โดยใช้ฐานปี 1990
    

อียูพยายามกดดันให้ประเทศอื่นๆ มีข้อเสนอที่ทะเยอทะยานในการลดก๊าซเรือนกระจกโดยใช้การกำหนดเป้าเป็นร้อยละ 30 หากประเทศอื่นๆ สามารถกำหนดเป้าหมายในระดับเดียวกัน แต่สิ่งที่อียูยังตกลงภายในกันไม่ได้คือจำนวนเงินที่จะสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการลดการปล่อยก๊าซ
    

นาย Yvo de Boer หัวหน้าเจรจาของสหประชาชาติ เจ้าภาพ ได้แถลงในกรุงบรัสเซลส์เมื่อเร็วๆ นี้ว่า อียูควรจะมีท่าทีชัดเจนเกี่ยวกับตลาดคาร์บอนและเงินสนับสนุน โดยเฉพาะเงินช่วยเหลือเร่งด่วนสำหรับการปรับตัวในช่วงปี 2010-2012 โดยการเจรจาที่โคเปนเฮเกนควรกำหนดพันกรณีไว้ 4 ด้าน คือ
    

1) พันธกรณีของประเทศพัฒนาแล้วในการลดการปล่อยก๊าซ ในปี 2020
2) พันธกรณีของประเทศกำลังพัฒนาในการจำกัดการปล่อยก๊าซ
3) ความชัดเจนเรื่องเงินสนับสนุนของประเทศกำลังพัฒนาทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง และ
4) พันธกรณีของประเทศพัฒนาแล้วในการให้เงินสนับสนุนแบบทันทีแก่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างน้อยปีละหนึ่งหมื่นล้านเหรียญในช่วงปี 2010-2012
    

กลุ่มรณรงค์ในยุโรปสนับสนุนเรื่องเงินช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาที่อียูต้องทำให้ชัดเจน เช่นว่าไม่ควรเป็นเงินก้อนเดียวกับที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาอยู่แล้วในสาขาอื่น หรือการตอบสนองข้อกังวลของประเทศกำลังพัฒนาว่า การให้ความช่วยเหลือโดยเอาเงินผ่านให้องค์กรการเงินระหว่างประเทศเช่น ธนาคารโลก ไปบริหารก็จะเสี่ยงที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องมานั่งทำการบ้านตามความต้องการของธนาคารโลก แทนที่จะนำเงินความช่วยเหลือไปให้องค์กรใหม่ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อการนี้ และได้รับการวางใจจากประเทศกำลังพัฒนามากกว่า ส่วนประเทศผู้ใช้เงินก็คงอยากมีโอกาสควบคุมการใช้เงินของตน
    

อียูเองถือว่าการณรงค์ภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องเอกของตน โดยในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของคณะกรรมาธิการยุโรป ได้มีการตั้งรัฐมนตรีเรื่องภาวะโลกร้อนเป็นการเฉพาะ คือนาง Connie Hedegaard รัฐมนตรีด้านพลังงานและภาวะโลกร้อนของเดนมาร์กคนปัจจุบัน
    

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้ออกและกำลังออกมาตรการและเครื่องมือมากมายที่จะต่อต้านการปล่อยก๊าซ ที่สำคัญ คือระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เรียกสั้นๆ ว่า EU ETS (Emission Trading Scheme) ถือเป็นระบบ cap-and-trade ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และอียูหวังจะผลักดันระบบ EU ETS ให้เป็นเครื่องมือต่อสู้กับโลกร้อนในระดับสากล และให้มีตลาดคาร์บอนระดับโลกในที่สุด
    

สำหรับประเทศไทย EU ETS เป็นทั้งภาระและโอกาส ล่าสุด อียูกำลังจะปรับใช้ EU ETS กับการขนส่งทางอากาศ ทำให้สายการบินทุกสายที่บินเข้าออกมายังสนามบินในอียูต้องคำนวนปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ที่จะปล่อย หากปล่อยเกินก็จะเกิดค่าใช้จ่ายที่ต้องซื้อสิทธิในการปล่อยก๊าซเพิ่ม จะเริ่มมีผลบังคับใช้กับทุกสายการบิน รวมทั้งการบินไทย ที่ทำการบินมายังอียูตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นไป
    

โอกาสสำหรับภาคเอกชนไทยอยู่ที่การดำเนินโครงการ CDM หรือ Clean Development Mechanism ที่สามารถนำเครดิตที่ได้จากโครงการ CDM กลับไปขายในระบบ EU ETS ราคาอยู่ที่ประมาณ 10-13 ยูโร/หน่วย ตลาดการซื้อขายคาร์บอนนี้มีราคาขึ้นลงและซื้อขายกันเหมือนตลาดหุ้นเลยทีเดียว และมีอุตสาหกรรมอียูเองเป็นผู้ซื้อหลักอยู่ในตลาด
    

อียูย้ำความสำคัญของการปรับปรุงกลไก CDM โดยต้องการหันเหการสนับสนุนจาก CDM ขนาดเล็กแบบรายโครงการเป็นการลดก๊าซเรือนกระจกแบบรายภาคส่วน เนื่องจากจะช่วยลดก๊าซได้เร็วกว่า เป็นที่น่ายินดีว่า เอกชนไทยเริ่มตื่นตัวได้ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต และใช้ประโยชน์จาก CDM แล้ว แต่ยังรอคอยการสนับสนุนด้านมาตรการภาษีจากรัฐบาลอยู่
    

เรื่อง EU ETS และ CDM ทางคณะผู้แทนไทยประจำประชายุโรป ติดตามอยู่ตลอดและได้เคยจัดสัมมนาให้ความรู้แก่ภาคเอกชน ผู้ประกอบการที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ผลการสัมมนาได้รายงานใน www.thaieurope.net และกำลังจัดพิมพ์หนังสือเรื่องอียูกับโลกร้อนเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้สนใจ ติดตามได้ที่เว็บไซต์เดียวกัน

 

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Last Updated ( Sunday, 13 December 2009 )