|
บัดนี้ ร่างกฎระเบียบที่สหภาพยุโรป (EU) ได้เตรียมยกร่างเพื่อใช้ควบคุมบัญชีรายชื่อยาที่อนุญาตให้ใช้เป็นสารประกอบ (Active Substances) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช (Plant Protection Products : PPPs) ขึ้นใหม่ ซึ่งจะเป็นการharmonise การควบคุมการวางจำหน่ายและการใช้ยาที่อนุญาตให้ใช้เป็นสารประกอบ (Active Substances) ในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช (Plant Protection Products : PPPs) ทั้งหมดใน EU ได้ผ่านการลงมติขั้นสุดท้ายอย่างเป็นเอกฉันท์จากคณะมนตรียุโรปเรียบร้อยแล้ว ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 และได้มีการประกาศตีพิมพ์ใน EU Official Journal ด้วยแล้วในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 ตาม Regulation (EC) No 1107/2009 of the European Parliament and of the Council of 21 October 2009 concerning the placing of plant protection products on the market and repealing Council Directives 79/117/EC and 91/414/EEC โดยกฎระเบียบฉบับดังกล่าว มีสรุปสาระสำคัญครอบคลุม ดังนี้
1.วัตถุประสงค์ของกฎระเบียบ คือ การวางรากฐานให้มีการใช้ยาฆ่าแมลงอย่างยั่งยืน (sustainable use of pesticides) โดย
1.1 ลดผลกระทบและผลความเสี่ยงของยาฆ่าแมลงที่มีผลเสียต่อสุขภาพมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม
1.2 เพิ่มมาตรการควบคุมในการใช้และการจำหน่ายยาปราบศัตรูพืช
1.3 ลดปริมาณสารเคมีที่อันตราย โดยทดแทนด้วยสารเคมีหรือสารอื่นใดที่มีความปลอดภัยมากกว่า
1.4 รณรงค์ให้เกษตรกรใช้ยาปราบศัตรูพืชให้ลดน้อยลง โดยใช้วิธีการผลิตทดแทนที่ดีเข้าแทนที่ (codes of good practices)
1.5 ส่งเสริมให้มีระบบการรายงานและระบบการควบคุมที่โปร่งใสภายในประเทศสมาชิก EU
2. ถอดถอนการอนุญาตใช้สารประกอบ PPP อันตราย (cut-off criteria) ในชั้นต้นได้มี
การถอดถอนสารประกอบ PPP แล้ว จำนวน 23 ชนิด อันประกอบด้วย herbicides 8 ชนิด fungicides 11 ชนิด insecticides 3 ชนิด และ plant grower 1 ชนิด ซึ่งสารทั้ง 23 ชนิดจะหมดระยะเวลาการอนุญาตในปี ค.ศ. 2016 ดังนั้น ผลการแบนจะไม่บังคับใช้ในทันที
3. สำหรับการขอขึ้นบัญชีรายชื่อสารเคมีที่อนุญาต (positive list) ใช้เป็นส่วนประกอบของ PPP แบ่งออกเป็น active substance, safeners, synergists และ co-formulants ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการอนุญาตก่อนการใช้งาน โดยกฎระเบียบฉบับนี้ได้กำหนดขั้นตอนการขออนุญาตการวางจำหน่ายสารเคมี ครอบคลุมเฉพาะ
3.1 การขออนุญาตครั้งแรก (new approval) จะอนุญาตให้ไม่เกิน 10 ปี
3.2 การขอต่อระยะเวลาการอนุญาตเดิมที่เคยมีการอนุญาตไว้ (renewel of approval) จะต่ออายุให้ไม่เกิน 15 ปี
3.3 การขอทบทวนการอนุญาตเดิมที่เคยมีการอนุญาตไว้ (review of approval)
โดยทั้ง 3 รายการ ผู้ประกอบการต้องเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อหน่วยงานรับผิดชอบในประเทศสมาชิกของตน โดยประเทศสมาชิกมีเวลา 1 ปีในการพิจารณาและเมื่อผลการพิจารณาผ่านเป็นที่พอใจถึงจะส่งผลการพิจารณาตรงถึงคณะกรรมาธิการยุโรปเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง และอนุมัติให้มีการยกร่างกฎระเบียบ (Regulation) เสนอต่อที่ประชุม EU Standing Committee on the Food Chain and Animal Health ให้ลงมติเห็นชอบ ก่อนที่จะสามารถอนุญาตให้ใช้สารดังกล่าวได้อย่างเป็นทางการตามกฎหมายภายหลังจากนั้น
4. หลักเกณฑ์สำคัญในการขอขึ้นบัญชีรายชื่อสารเคมี (positive list) ที่เป็นส่วนประกอบของ PPP ที่ได้รับการอนุญาตก่อนการใช้งานนั้น ทาง EU จะพิจารณาจากผลเสียที่มีต่อสุขภาพมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เป็นสำคัญ โดยเอกสารยื่นคำร้องต้องประกอบด้วย
4.1 ชื่อของสาร (dossier)
4.2 ประสิทธิภาพของสาร (efficacity)
4.3 เมตาโบไลท์ที่เกี่ยวข้อง (relevance of metabolites)
4.4 ส่วนประกอบของสาร (active substance, safener, synergist หรือ co-formulants)
4.5 ผลวิธีตรวจวิเคราะห์ (methods of analysis)
4.6 ผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ (impact on human health)
4.7 ผลกระทบมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม (Ecotoxicology)
5. EU กำหนดการอนุญาตการใช้สาร PPP ในประชาคม ออกเป็น 3 โซน (เหนือ กลาง และใต้) ซึ่งได้แก่
5.1 โซนที่ 1 คือ เดนมาร์ค เอสโทเนีย แลทเวีย ลิทัวเนีย ฟินแลนด์ และสวีเดน
5.2 โซนที่ 2 คือ เบลเยี่ยม สาธารณรัฐเชค เยอรมนี ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก ฮังการี เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย โปแลนด์ โรมาเนีย สโลวาเนีย สโลวาเกีย สหราชอาณาจักร
5.3 โซนที่ 3 คือ บัลกาเรีย กรีซ สเปน ฝรั่งเศส อิตาลี ไซปรัส มอลต้า และโปรตุเกส
โดยแยกตามโซนสภาวะอากาศที่คล้ายคลึงกัน เมื่อสารชนิดใดได้รับการอนุญาตจากประเทศสมาชิกหนึ่ง ก็จะได้รับการอนุญาตจากประเทศสมาชิกที่อยู่ในโซนเดียวกันด้วยโดยปริยาย อย่างไรก็ดี EU ได้เปิดช่องทางให้ประเทศสมาชิกสามารถถอดถอนสารที่ทางประเทศสมาชิกอื่นในโซนเดียวกันอนุญาตไว้ได้ เมื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม
6. EU อนุโลมการไม่ต้องขึ้นบัญชีขออนุญาตในกรณี ดังต่อไปนี้
6.1 การใช้ยาปราบศัตรูพืชที่มีส่วนผสมเพียง 1ชนิดหรือหลายชนิดของสารพื้นฐาน (basic substances)
6.2 การวางจำหน่ายและการใช้สาร PPP เพื่อการวิจัยหรือการพัฒนา
6.3 การผลิต การจัดเก็บ หรือการเคลื่อนย้ายสาร PPP สำหรับที่จะใช้ในประเทศสมาชิก EU อีกประเทศหนึ่งที่ได้รับการอนุญาตให้ใช้สารดังกล่าว กำหนดให้ประเทศสมาชิกที่รับผิดชอบการผลิต การจัดเก็บ หรือการเคลื่อนย้ายต้องมีการตรวจสอบควบคุมว่า สาร PPP นั้นจะไม่มีการใช้สารดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศของตน
6.4 การผลิต การจัดเก็บ หรือการเคลื่อนย้ายสาร PPP สำหรับการส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศที่สาม กำหนดให้ประเทศสมาชิกที่รับผิดชอบการผลิต การจัดเก็บ หรือการเคลื่อนย้ายต้องมีการตรวจสอบควบคุมว่า สาร PPP นั้นจะถูกส่งออกไปจำหน่ายนอกเขตประชาคม
6.5 การวางจำหน่ายและการใช้สาร PPP ที่ได้รับการอนุญาตภายใต้กรอบ parallel trade (parallel trade คือ การที่ประเทศสมาชิก EU ขออนุญาตใช้สาร PPP ที่ได้เคยมีการอนุญาตให้ใช้ได้ในประเทศสมาชิก EU อีกประเทศหนึ่ง หากประเทศสมาชิกที่ยื่นขอนุญาตต้องพิสูญจ์ให้ได้ว่า สาร PPP ที่ตนจะขอใช้ร่วมด้วยนั้น มีส่วนประกอบเดียวกับสาร PPP (identical) ที่ได้รับการอนุญาตแล้วในอีกประเทศสมาชิกหนึ่งก่อนหน้านี้)
6.6 การวางจำหน่ายและการใช้สาร PPP ที่ได้รับการอนุญาตภายใต้กรอบ mutual recognition กำหนดให้ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สาร PPP โดยประเทศสมาชิกหนึ่ง สามารถที่จะขออนุญาตใช้สารเดียวกันกับอีกประเทศสมาชิกหนึ่งที่มีการทำเกษตรกรรมที่คล้ายคลึงกัน (comparable agricultural practices)
7. EU เปิดช่องว่างให้ประเทศสมาชิกสามารถใช้สารที่ไม่ได้อยู่ใน positive list ได้เฉพาะในกรณีฉุกเฉิน อันได้แก่
7.1 เมื่อมีภัยอันตรายเกิดขึ้นและไม่สามารถสกัดกั้นได้โดยวิธีตามปกติ
7.2 ประเทศสมาชิก EU สามารถอนุญาตการวางจำหน่ายสารที่ไม่ได้รับการอนุญาตได้ หากต้องกำหนดการใช้และการควบคุมที่ดี และต้องไม่เกินระยะเวลา 120 วัน
7.3 ประเทศสมาชิก EU นั้นๆ จะต้องทำการแจ้งไปยังคณะกรรมาธิการยุโรป และประเทศสมาชิก EU อื่นๆ อีก 26 ประเทศ ต่อมาตรการฉุกเฉินที่ปรับใช้
8. EU ควบคุมสารยาฆ่าแมลงตกค้างในสินค้าอาหารควบคู่กับการปรับ-ลด PPP ที่ โดยจัดทำค่าอนุโลมตกค้างสูงสุด (Maximum Residue Limits : MRLs) ของสารแต่ละตัวไว้ในกฎระเบียบ Regulation (EC) No 396/2005 (ซึ่งมีผลปรับใช้แล้วมาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2008) สำหรับสารที่ไม่มีการกำหนดค่า MRLs ไว้ ในถือใช้ค่าที่ระดับ detection limit คือ 0,01 mg/kg
อย่างไรก็ดี ประเทศที่สามสามารถขออนุโลมใช้ค่า MRLs สูงกว่าที่ EU กำหนดผ่านช่องทาง Import Tolerance ตามระบุใน Regulation (EC) No 396/2005 ได้ หากการขออนุโลมต้องเป็นด้วยเหตุผลอื่น ที่ไม่เชื่อมโยงต่อการต่อรองสุขภาพผู้บริโภค (for reasons other than public health reasons) เข้ามาเกี่ยวข้อง
9. ทั้งนี้ กฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลปรับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2554 (ค.ศ. 2011) เป็นต้นไป
10. รายละเอียดของร่างกฎระเบียบดังกล่าว สามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ดังนี้
http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2009:309:0001:0050:EN:PDF
ในการนี้ สำนักงานฯ ขอเรียนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ดังนี้
ก) ผลจากการประกาศใช้กฎระเบียบฉบับนี้อย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ EU บรรลุการทำ harmonisation ด้านการควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลงอย่างเป็นรูปธรรม จากการที่ได้ผลักดันกฎระเบียบดังกล่าว แล้วมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 2006 (นับเป็นเวลาถึง 3 ปี) อย่างไรก็ดี ขณะนี้ ยังคงมีความขัดแย้งระหว่างคณะกรรมาธิการยุโรป ประเทศสมาชิก EU และกลุ่มเกษตรกร เนื่องจากผู้ผลิตสินค้าผักและผลไม้ใน EU ต่างเชื่อว่า กฎระเบียบดังกล่าวจะส่งผลให้ผลผลิตที่ผลิตได้ในแต่ละปีจะลดลง (การลดการใช้สารเคมี ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคพืชและแมลงศัตรูพืช) หรือแม้แต่ประเด็นการนำเข้า ต่างยังคงคัดค้านว่า มาตรฐานสินค้านำเข้าจะต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตได้ใน EU เนื่องจากประเทศที่สามจะยังคงสามารถใช้ยาฆ่าแมลงที่ EU แบนได้ต่อไป (ต่างจากประเทศสมาชิกใน EU ที่ห้ามใช้อย่างเด็ดขาด) กระนั้น EU ได้กำหนดให้สินค้านำเข้าที่เดินทางมาถึงด่าน จะต้องถูกตรวจสอบยาฆ่าแมลงตกค้าง ณ ระดับ detection limit เท่ากับค่า MRLs ที่กำหนดหรือระดับ 0,01 mg/kg (สำหรับสารที่ไม่มีการกำหนดค่า MRLs ไว้ ซึ่งค่า MRLs ที่ EU กำหนดส่วนมากเกินกว่าค่าปกติที่ Codex กำหนด) อันจะส่งผลให้ปริมาณสินค้านำเข้าจากประเทศที่สามลดลง ในทางกลับกันปริมาณผลผลิตที่ลดลงใน EU จะส่งผลให้เกิดภาวะสินค้าขาดแคลนและราคาพืชผักสูงขึ้นหลายเท่าตัว
ดังนั้น ไทยจึงอาจใช้โอกาสดังกล่าว ในการปรับปรุงการผลิตเพื่อการส่งออกมายัง EU ให้ได้มาตรฐานและความปลอดภัยตามกำหนด จะเป็นช่องทางเพิ่มปริมาณการส่งออกผักผลไม้ไปยังตลาด EU ก็จะเป็นการสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรไทยได้เป็นอย่างดี
ข) ขณะนี้ EU พยายามโน้มน้าวประเทศสมาชิกให้เห็นว่า การออกกฎระเบียบดังกล่าวจะ ช่วยให้ EU ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของโลกในด้านยาฆ่าแมลง ไม่ว่าจะเป็นการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ (innovation) เพื่อใช้ทดแทนยาฆ่าแมลงแบบเก่าที่อันตราย ไปสู่ยาฆ่าแมลงชนิดใหม่ที่ยั่งยืน รักษาสิ่งแวดล้อมและไม่เป็นภัยต่อสุขภาพผู้บริโภค รวมถึงการนำมาซึ่งคุณภาพผักและผลไม้ที่ดีที่สุดในโลก (ปราศจากยาฆ่าแมลงอันตราย) อย่างไรก็ดี กฎระเบียบดังกล่าว สร้างความไม่พอใจต่ออุตสาหกรรมผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ (Agri-chemical industry) ที่กำลังจะสูญเสียผลประโยชน์ทางการค้า ตลอดจนเกษตรกรที่ต่างกล่าวว่า การลดการใช้ยาฆ่าแมลง จะส่งผลให้ได้ปริมาณผลผลิตที่น้อยลง อันจะส่งผลให้ราคาผลผลิตสูงขึ้น ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับผลผลิตที่นำเข้าจากประเทศที่สามได้
ค) EU กล่าวว่า ในชั้นต้นนี้ เป็นเพียงการแบน ยาฆ่าแมลงเพียง 23 ชนิด จากจำนวนยาฆ่าแมลงทั้งหมด 400 ชนิด ทั้งนี้ คาดว่า ยังคงมียาฆ่าแมลงในข่ายอันตรายอีก 100 ชนิดที่กำลังอยู่ภายใต้การประเมินพิจารณาของ EFSA ด้วย
ง) อย่างไรก็ดี คาดว่ากฎระเบียบดังกล่าวจะมีผลกระทบเป็น Trade Barrier (TB) ให้แก่ประเทศที่สามที่จะส่งสินค้าพืชไปจำหน่ายยัง EU ในอนาคต (เหตุจากค่า MRLs ที่ต่ำมาก รวมทั้งค่า detection limit ที่ระดับ 0,01 mg/kg) ซึ่งประเด็น TB นี้ ไทยอาจใช้เป็นแต้มรุกในการเจรจาต่อรองกับคณะกรรมาธิการยุโรปในกรอบการเจรจาเวทีโลก โดยเฉพาะประเด็นที่ EU ยังคงอนุญาตให้อุตสาหกรรมผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ยังคงสามารถส่งสารเคมีอันตรายที่ห้ามใช้ใน EU ไปจำหน่ายยังประเทศที่สามได้ (ห้ามจำหน่ายใน EU) ซึ่งถือว่า เป็นการผลักภาระทางเศรษฐกิจและสังคม ขาดมนุษยธรรมต่อความ ความปลอดภัยของผู้บริโภคในกลุ่มประเทศที่ยากจนทั่วโลก
จ) ไทยควรรีบจัดทำข้อมูล-เหตุผลความจำเป็นของการใช้สารฆ่าแมลงที่สำคัญของไทยแต่ละชนิด เพื่อให้ EU พิจารณาภายใต้การผ่อนปรนในการนำเข้า (import tolerance) เนื่องจากไทยเป็นประเทศเขตร้อน จึงมีโรคพืชและศัตรูพืชหลากหลายชนิดกว่าทางประเทศเขตเมืองหนาว
Related Items:
- EU แก้ไขกฎระเบียบบัญชีรายชื่อยาที่อนุญาตให้ใช้เป็นสารประกอบในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช
- EU แก้ไขบัญชีรายชื่อยาที่อนุญาตให้ใช้เป็นสารประกอบในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช
- EU แก้ไขบัญชีรายชื่อยาที่อนุญาตให้ใช้เป็นสารประกอบในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช
- EU แก้ไขบัญชีรายชื่อยาที่อนุญาตให้ใช้เป็นสารประกอบในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช
- EU แก้ไขบัญชีรายชื่อยาที่อนุญาตให้ใช้เป็นสารประกอบในผลิตภัณฑ์อารักขาพืช
|