|
เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะมนตรียุโรป (European Council) ซึ่งเป็นที่
ประชุมรัฐมนตรีของประเทศสมาชิกทั้ง 27
ประเทศได้ให้ไฟเขียวกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรป (European
Commission) ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรปให้อำนาจคณะกรรมาธิการฯ
เจรจาเอฟทีเอ กับประเทศสมาชิกอาเซียนในนามของทุกสมาชิกอียูได้ โดยระบุเวลาไว้ไม่เกิน 2 ปี
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการฯ เคยได้อำนาจเจรจากับอาเซียนทั้งหมดแบบ “กลุ่มต่อกลุ่ม” มาแล้ว แต่คุยไปคุยมาอยู่สองปีเศษ ฝ่ายอียูก็ค้นพบความจริงว่า อาเซียนมิได้เป็นกลุ่มก้อนที่สามารถเจรจาการค้ากับใครได้ในลักษณะแบบอียู กล่าวคือ ประเทศสมาชิกอาเซียนมิได้มอบอำนาจให้ใครสามารถเจรจาในนามของตนได้
นอกจากความแตกต่าง ในท่าทีผลประโยชน์และช่องว่างของการเจริญทางเศรษฐกิจระหว่างแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนแล้ว พม่ายังเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงที่ฝ่ายอียูไม่สามารถร่วมสังฆกรรมกับการเจรจา เอฟทีเอ กับ อาเซียน ทั้งกลุ่มได้
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ฝ่ายอียูและอาเซียนจึงตกลงหยุดพักการเจรจา เอฟทีเอ ระหว่างกลุ่มต่อกลุ่มไว้ก่อน เพราะฝ่ายอียูเห็นว่าขืนดันทุรังต่อไปก็เสียแรงเปล่า จึงหันไปสนใจจะทำเอฟทีเอแบบรายประเทศกับประเทศที่มีความพร้อมแทน โดยมองมาที่สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม
แรกเริ่มเลย ฝ่ายอียูไม่เคยสนใจหรือเห็นดีกับการทำ เอฟทีเอ ไม่ว่าเป็นแบบใด เพราะมุ่งมั่นที่จะเจรจาในกรอบองค์การการค้าโลกหรือที่รู้จักกันในชื่อว่า การเจรจารอบโดฮาเป็นสำคัญ ต่อมาเมื่อเห็นว่า
การเจรจารอบโดฮามีแต่ความชะงักชะงัน และคู่ค้าอื่นๆ ก็เริ่มจับคู่ทำ เอฟทีเอ ระหว่างกันเองมากขึ้น อียูจึงต้องหันมาเลือกทำ เอฟทีเอ ที่จะเป็นประโยชน์กับการเปิดตลาดสินค้า และบริการของตนบ้าง
ตรงนี้ ทำให้เห็นว่าหลักการใดที่เคยยึด สามารถเปลี่ยนได้หากผลประโยชน์สมพงษ์กัน เมื่อปลายปี 2006 อียูได้ประกาศจะเริ่มเจรจา เอฟทีเอ กับ อาเซียน อินเดีย เกาหลีใต้ โดยกับอาเซียน ฝ่ายอียูได้ประกาศชัดเจนว่าต้องการให้กรอบมีความ “ทะเยอทะยาน” ครอบคลุมสินค้าและบริการแบบกว้างขวาง รวมทั้งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้าง การแข่งขันและการมิติด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเข้ามารวมด้วย
ในขณะที่ อียู เจอทางตันกับการเจรจา เอฟทีเอ กับอาเซียนแบบ “กลุ่มต่อกลุ่ม” แต่อียูก็ประสบผลสำเร็จในการทำ เอฟทีเอ กับเกาหลีใต้ เมื่อ 15 ต.ค. 2552 อียูบอกว่าเป็น เอฟทีเอ แรกของอียูที่เข้าระดับชั้น “ศตวรรษที่ 21” (แปลเป็นไทยว่าเอฟทีเอ ที่ส่วนใหญ่มีกันเป็นระดับแค่ศตวรรษที่ 20 ที่ยังไม่ลึกหรือกว้างไกลเท่า) จะสามารถขจัดอุปสรรคด้านภาษีและมิใช่ภาษีของทั้งสองฝ่ายให้หมดไป ผู้ส่งออกอียูจะประหยัดเงินภาษีไป 1,600 ล้านยูโรต่อปี
ในขณะที่ฝ่ายอียูจะยกเว้นการเก็บภาษีผู้ส่งออกเกาหลี 1,100 ล้านยูโรต่อปี เปิดโอกาสใหม่ๆ ในสาขาบริการ
ที่อียูมีความสามารถในการแข่งขัน เช่น โทรคมนาคม บริการ สิ่งแวดล้อม การขนส่ง การเงินและการบริการ
ทางกฎหมาย คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2010
หลังจากความสำเร็จกับเกาหลีใต้ ฝ่ายอียูได้พยายามทุ่มเทคนและเวลาให้กับอินเดีย เพราะเห็นว่าอินเดียมีรัฐบาลใหม่ที่มั่นคงและ นายอานันท์ ชามา รัฐมนตรีการค้าคนใหม่ก็ดูจะพร้อมเจรจามากกว่า นายคามาล์ นัท คนก่อน แต่ดูเหมือนอินเดียจะเป็นคู่เจรจาที่เคี้ยวยากกว่าเกาหลี ในขณะที่เกาหลีพร้อมจะยกเลิกภาษีศุลกากร 98 % ของสินค้านำเข้าจากอียูทั้งหมด อินเดียงคงไม่ยอมลงถึงเพียงนั้น และอินเดียคงจะยอมเปิดตลาดจัดซื้อจัดจ้างแต่ในระดับรัฐบาลกลาง จะไม่ยอมเปิดเสรีใน 28 รัฐ
สำหรับอาเซียน ฝ่ายอียูได้ทำ “Scoping exercise” กับสิงคโปร์แล้ว คาดว่าจะสามาร
เริ่มเจรจา เอฟทีเอ ได้ปลายปีหรือต้นปีหน้า อียูทราบดีว่าสิงคโปร์พร้อมที่สุดแต่ไม่ได้เป็นประเทศเป้าหมาย
ในแง่เนื้อหาที่จะได้มากนัก เพราะสิงคโปร์เปิดตลาดตนอยู่แล้ว
เวียดนาม เป็นเป้าหมายที่สำคัญในเนื้อหาพอๆ กับไทย แต่ฝ่ายอียูเรียกเก็บภาษีเอดี หรือภาษีป้องกันการทุ่มตลาด (Anti-Dumping) รองเท้า ซึ่งเป็นสินค้าออกสำคัญของเวียดนาม และออกกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ในเรื่องมาตรฐานสุขอนามัยและที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรอยู่เป็นประจำ ทำให้เวียดนามต้องคิดหนักว่า หากทำเอฟทีเอกับอียูแล้ว จะสามารถแก้ปัญหาไม่ให้อียูเรียกเก็บภาษีเอดีตามอำเภอใจหรือจะแก้ปัญหามาตรฐาน
สุขอนามัยของอียูได้มากน้อยเพียงใด คำตอบที่รู้ดีอยู่คือ คงยาก
ไทยอยู่ในสถานะไม่ต่างกับเวียดนามเลย เพราะในด้านหนึ่ง ไทยก็อยากได้ประโยชน์จากเอฟทีเอกับอียูในการเปิดตลาด ลดภาษีสินค้าไทยที่เข้าอียู โดยเฉพาะรถยนต์ สินค้าเกษตรและประมงที่เคยได้จีเอสพีแล้วกำลังจะหมดไป แต่ในอีกด้านหนึ่งก็จะต้องเผชิญกับข้อเรียกร้องของอียูในการจัดทำ เอฟทีเอ แบบ “ศตวรรษที่ 21” คือการเปิดเสรีขนาดใหญ่ในด้านการค้าบริการ ฯลฯ ข้างต้น
จริงอยู่ สิ่งที่ฝ่ายอียูเรียกร้อง อาจจะเป็นประโยชน์ต่อไทยในการยกระดับมาตรฐานต่างๆ ให้เทียบเท่าสากล แต่ภาคส่วนไทยต้องมีการเตรียมพร้อมที่จะปรับตัวหรือมีมาตรการเยียวยาผลกระทบ อนึ่ง ภายใต้ข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญและสภาพการเมืองปัจจุบันคงเป็นสิ่งท้าทายรัฐบาลพอควร
ฝ่ายไทยได้ชี้แนะอียูว่าอย่าตั้งความหวังสูงเกินไป เพราะจะทำให้การเจรจายืดเยื้อยาวนาน หากจะให้สรุปผลได้เร็วก็ควรยอมรับว่าไทยหรืออาเซียนอื่น เช่น เวียดนาม สามารถเปิดเสรีได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นก่อน วันหน้าใครพร้อมมากขึ้นค่อยเปิดให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีแก่ภาคเอกชนยุโรปให้ได้เริ่มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไม่เสียเปรียบประเทศอื่นๆ ที่มีเอฟทีเอกับอาเซียนไปแล้ว
อียูเองก็ต้องไม่ลืมว่า ตนเองก็คงไม่สามารถทำในสิ่งที่ไทยหรือเวียดนามต้องการได้ คือ การเลิกอุดหนุนสินค้าเกษตร เลิกใช้มาตรการเอดีตามอำเภอใจ หรือการออกมาตรฐานสุขอนามัยโดยไม่นำพาที่จะช่วยเหลือให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออกสามารถปฏิบัติตามได้อย่างสะดวก เช่นกัน
|