EU Flower Update 2009: การทบทวนกฎระเบียบ EU Flower และผลกระทบต่อธุรกิจไทย Print E-mail
Written by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Friday, 06 November 2009

สหภาพยุโรปกำลังทบทวนกฎระเบียบเกี่ยวกับการติดฉลาก EU Eco-Label หรือ EU Flower ของสหภาพยุโรปโดยมุ่งปรับปรุงให้ EU Flower เป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่ผู้บริโภคยุโรป และส่งเสริมให้ผู้บริโภคยุโรปซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้ มาก ขึ้น และได้ทยอยออกกฎเกณฑ์และข้อกำหนดทางนิเวศน์วิทยาใหม่สำหรับการขอติดฉลาก EU Flower (เป็นรายสินค้า) ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการยืนยันความสำคัญที่สหภาพยุโรปให้กับการรักษา สิ่งแวดล้อมและการ ส่งเสริมนโยบายการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน(Sustainable Consumption and Production - SCP)

ที่สำคัญ ภาคธุรกิจไทยยังเดินหน้าการมีบทบาทนำในหมู่ประเทศกำลังพัฒนาในการดำเนิน ธุรกิจสีเขียวและการเป็นผู้ผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างน่า ชื่นชม คาดว่าในปีหน้า (ปี 2553) ภายใต้โครงการสนับสนุนของสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ประเทศไทยจะมีบริษัทสิ่งทอที่ได้รับ EU Flower เพิ่มอีก 9 บริษัท (จากเดิม 4 บริษัท) รวมทั้งสิ้นเป็นทั้งหมด 13 บริษัท

1. เกี่ยวกับ EU Flower
- การติดฉลาก EU Eco-label หรือ EU Flower เป็นมาตรการโดยสมัครใจของสหภาพยุโรป เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1992 ปัจจุบัน ครอบคลุมสำหรับ 26 กลุ่มสินค้า อาทิ อุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าในครัวเรือน (
เครื่องซักผ้า ตู้เย็น โทรทัศน์) สินค้าอุปโภคในครัวเรือน สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม กระดาษ ฟูกที่นอน

ดูรายละเอียดเกี่ยวกับกลุ่มสินค้าที่สามารถขอติดฉลาก EU Flower ได้ที่ http://www.eco-label.com/default.htm

- ในขณะเดียวกันประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปบางประเทศได้พัฒนาฉลาก Eco-label ของตนเองมาเป็นเวลานานกว่านั้น อาทิ Blue Angel ในเยอรมนีซึ่งเริ่มปี ค.ศ. 1977 และครอบคลุมสินค้าหลายประเภท รวมทั้ง  
Nordic Swan ในประเทศสแกนดิเนเวียซึ่งเริ่มปี ค.ศ. 1989 EU Flower จึงมีความซ้ำซ้อนกับของประเทศสมาชิก EU อยู่ ดังนั้น ในกรณีที่สินค้าได้รับทั้งตรา EU Eco-label (EU Flower) และตรา Eco-label  
ของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจะต้องติดตราทั้งสองเคียงข้างกัน

2. การทบทวนการติดฉลาก EU Flower

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2552 ในที่ประชุม General Affairs and External Relation (รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศสมาชิก EU) ได้รับรองร่างข้อเสนอของกฎระเบียบเกี่ยวกับการทบทวนการติดฉลาก EU Eco-
label หรือ EU Flower ที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอ โดยกฎระเบียบใหม่ดังกล่าวจะแทนที่กฎระเบียบเดิมคือ 1980/2000/EC และจะประกาศใน Official Journal ของสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการต่อไป (และ
จะเริ่มบังคับใช้ 20 วัน หลังจากการประกาศใน Official Journal แล้ว)

การทบทวนการติดฉลาก Eco-label (EU Flower) ที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการยุโรปโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

1) เพิ่มประสิทธิภาพของการติดฉลาก Eco-label (EU Flower) ของสหภาพยุโรป พัฒนาให้กระบวนการขอติดฉลากสะดวกขึ้น และลดความซ้ำซ้อนกับฉลาก Eco-label ของประเทศสมาชิกที่มีอยู่หรือสร้างสอดคล้อง
กันทางด้านเทคนิคให้มากขึ้น โดยมุ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับ EU Flower เป็นผู้นำหรือ “front runner” ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดไว้ว่าเพียง 10-20% ของสินค้าทั้งหมดในแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์เท่านั้นที่จะได้รับ EU Flower

2) เพิ่มความเป็นที่รู้จักของ EU Flower ซึ่งปัจจุบันคณะกรรมาธิการยุโรปยอมรับว่ายังเป็นที่รู้จักไม่เพียงพอในหมู่ ผู้บริโภค โดย 1) กำหนดให้ประเทศสมาชิก EU และคณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดแผนปฏิบัติการ
เพื่อเพิ่มการใช้ EU Flower โดยการรณรงค์ให้ความรู้และข้อมูลแก่ผู้บริโภค ผู้ผลิต ผู้ค้าปลีก ผู้ให้บริการ ผู้ค้า และสาธารณชนทั่วไป 2) ส่งเสริมการเผยแพร่ข้อมูลผ่าน EU Eco-Label เว็บไซต์ เกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐาน
เรื่องนี้ และข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่จะสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้ตรา EU Flower

3) เพิ่มขอบข่ายของผลิตภัณฑ์ที่สามารถสมัครขอติดฉลาก EU Flower ให้กว้างมากขึ้น แต่ไม่รวมสินค้ายาที่ใช้กับมนุษย์และสัตว์ ทั้งนี้ เพื่อเป้าหมายหลักในการส่งเสริมให้ผู้บริโภคยุโรปหันมาใช้ผลิตภัณฑ์และ  
บริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้นอีก

การทบทวนกฎระเบียบดังกล่าวมีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ดังนี้

1) การลดค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับการติดฉลาก EU Flower โดยเฉพาะสำหรับประเทศกำลังพัฒนาด้วย เพื่อดึงดูดให้มีการติดฉลาก EU Flower ให้มากขึ้น

- การลดค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Application fee)

สำหรับผู้ประกอบการขยาดย่อย หรือ Small and Medium Enterprises – SMEs และผู้ประกอบการจากประเทศกำลังพัฒนา ค่าธรรมเนียมแรกเข้าต้องไม่เกิน 600 ยูโร

สำหรับ ผู้ประกอบการขนาดจิ๋ว หรือ Micro-enterprises ค่าธรรมเนียมแรกเข้าไม่เกิน 350 ยูโร

- การค่าธรรมเนียมรายปี (Annual fee) ต้องไม่เกิน 1500 ยูโร สำหรับการติดฉลาก EU Flower

สำหรับผู้ประกอบการขยาดย่อย หรือ Small and Medium Enterprises – SMEs และผู้ประกอบการจากประเทศกำลังพัฒนา ค่าธรรมเนียมรายปีต้องไม่เกิน 750 ยูโร

สำหรับ ผู้ประกอบการขนาดจิ๋ว หรือ Micro-enterprises ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 350 ยูโร

3) ให้ความสำคัญกับการสร้างความสอดคล้องด้านเทคนิคกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และฉลากด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อาทิ ฉลากสิ่งแวดล้อมที่มีพื้นฐานอยู่บนมาตรฐาน EN ISO 14024
(Type 1) ซึ่งช่วยลดขั้นตอนในกระบวนการขอตรา EU Flower

4) สินค้าที่ได้รับตรา EU Flower จะต้องเป็นสินค้าที่ไม่ใช้สารอันตรายตามกฎระเบียบ 1272/2008 ว่าด้วยการจำแนก ติดฉลาก และการบรรจุภัณฑ์ของสารและสารผสม (classification, labeling and packing of  
substances and mixtures) และไม่ใช้สารที่กำหนดไว้ในมาตรา 57 ของกฎระเบียบ 1907/2006 หรือกฎระเบียบ REACH ของสหภาพยุโรป

5) นอกจากนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจะทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการออกกฎระเบียบ Eco-label สำหรับสินค้าอาหารและอาหารสัตว์ รวมทั้งสินค้าประมงและสินค้าสัตว์น้ำที่ได้จากการเพาะเลี้ยงด้วย โดยจะ
ดำเนินการศึกษาภายในสิ้นปี 2554 โดยเฉพาะประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องระหว่างกฎระเบียบเรื่องสินค้า เกษตรอินทรีย์ของสหภาพยุโรปและกฎระเบียบ Eco-label สำหรับสินค้าอาหารและอาหารสัตว์ที่กำลัง
จะออกใหม่นี้ ไม่ให้มีความซ้อนซ้อนกันและสร้างความสับสนให้แก่ผู้บริโภค โดยอาจมีการกำหนดให้สินค้าที่ได้รับการรับรองว่าตามกฎระเบียบสินค้าเกษตร สินค้าอินทรีย์เท่านั้นที่จะมีสิทธิขอรับการติดตรา EU Flower ได้

อ่านข้อเสนอของกฎเกณฑ์การทบทวนการติดฉลาก EU Flower ได้ที่http://register.consilium.europa.eu/pdf/en/09/st03/st03626.en09.pdf

3. กฎเกณฑ์และข้อกำหนดใหม่ทางนิเวศน์วิทยา (เป็นรายสินค้า) สำหรับการขอติดฉลาก EU Flower
ในปี 2552 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ทยอยออกกฎเกณฑ์และข้อกำหนดทางนิเวศน์วิทยาชุดใหม่ สำหรับแต่ละผลิตภัณฑ์ที่จะขอติดฉลาด EU Flower ซึ่งกฎเกณฑ์และมาตรฐานใหม่เหล่านี้จะถูกปรับใช้กับบริษัทที่เคย
ได้รับ EU Flower แล้วด้วยเมื่อมีการขอต่ออายุ และสำหรับบริษัทใหม่ที่จะขอติดตรา EU Flower ให้ใช้กฎเกณฑ์ใหม่เหล่านี้ อย่างไรก็ดี รายละเอียดแตกต่างกันตามแต่ละผลิตภัณฑ์

กลุ่มสินค้าที่คณะกรรมาธิการยุโรป ได้ออกกฎเกณฑ์ใหม่แล้ว ได้แก่
- ผลิตภัณฑ์ปูผนังแข็ง (hard covering)
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://news.thaieurope.net/content/view/3416/224/
- รองเท้า
- กระดาษทิชชู่
- สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://news.thaieurope.net/content/view/3397/224/

สำหรับข้อห่วงกังวลจากภาคเอกชนไทยเกี่ยวกับกฎเกณฑ์และข้อกำหนดด้านนิเวศน์ วิทยาใหม่สำหรับสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ ข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้เส้นใยฝ้าย โดยข้อกำหนดใหม่กำหนดว่าสินค้าสิ่งทอที่จะได้รับ EU Flower หากมีการใช้เส้นใยฝ้ายจะต้องใช้เส้นใยฝ้ายแบบอินทรีย์ หรือ organic cotton ไม่ต่ำกว่า 75-95% หรือต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน ซึ่งผู้ประกอบการไทยให้ความเห็นว่าทำให้ราคาต้นทุนการผลิตสินค้าที่จะขอติด ฉลาก EU Flower ยิ่งมีราคาสูงขึ้นไปอีกจากเดิมที่สูงอยู่แล้ว เพราะราคา organic cotton มีราคาสูงมากในตลาด และยิ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสิ่งทอ EU Flower ยิ่งสูงมากขึ้น เข้าตลาดยุโรปยากยิ่งขึ้งไปอีก

การทบทวนกฎระเบียบ EU Flower ของสหภาพยุโรปครั้งนี้ น่าจะทำให้อนาคตของ EU Flower สดใสขึ้น ทำให้ EU Flower เป็นที่รู้จักมากขึ้น และจะเป็นการสร้างอุปสงค์ในการซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น
และน่าจะส่งผลดีต่อสินค้าไทยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการเข้าตลาดยุโรปได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ดี นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจะมีบทบาทมากในการเพิ่มอุปสงค์ในการซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หากแต่ปัจจุบัน ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ในสหภาพยุโรปจึงทำให้อุปสงค์ในการซื้อ สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังไม่มากเท่าที่คณะกรรมาธิการยุโรปหวังไว้
 




Reddit! livescore Mixx! Web design Google! Free site builder Facebook! Yahoo! health

Related Items:

  1. EU Flower Update 2009: การทบทวนกฎระเบียบ EU Flower และผลกระทบต่อธุรกิจไทย
  2. EU ออกเกณฑ์ Eco Label สำหรับรองเท้า กระดาษทิชชู่ และสิ่งทอ
  3. EUROPEN ชี้นโยบาย SCP กระทบอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ด้วย
  4. Roadshow สิ่งทอไทยที่ได้ EU Flower ในงานแสดงสินค้า Texworld กรุงปารีส
  5. การแก้ไขระเบียบ Eco-label ของสหภาพยุโรป

 

ThaiEurope

 

Monitor EU Environment Regulations

Syndicate

จำนวนผู้เข้าชมเว็บ