|
เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 52 คณะมนตรียุโรป (ตัวแทนประเทศสมาชิกอียู) ได้รับรองร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงินการคลังจำนวน 5 ฉบับ ซึ่งจะมีการประกาศใช้เป็นกฎหมายภายในสหภาพยุโรปต่อไป ครอบคลุมเรื่องต่างๆ ได้แก่ ร่างข้อบังคับเกี่ยวกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ข้อกำหนดเงินทุน การชำระเงินพรมแดน ร่างระเบียบเกี่ยวกับเงินอิเล็กทรอนิกส์ และการรับรองงบประมาณการให้ความช่วยเหลือสำหรับบริการการเงิน การรายงาน และการตรวจสอบบัญชี
ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงินการคลังที่ได้รับการรับรองจำนวน 5 ฉบับ (ตามระบบ Co-decision procedure ซึ่ง Council ต้องรับรองรองร่างกฎหมายร่วมกับสภายุโรป) ซึ่งจะมีการประกาศใช้เป็นกฎหมายภายในสหภาพยุโรปต่อไป ได้แก่
1. ร่างข้อบังคับเกี่ยวกับการจดทะเบียนและควบคุมสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยมี
วัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มคุณภาพวิธีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เพิ่มความโปร่งใสโดยการให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เปิดเผยข้อมูลตามที่กำหนด และกำหนดระบบการจดทะเบียนและตรวจสอบ (surveillance system) ที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
2. ร่างกฎระเบียบปรับปรุงข้อกำหนดเงินทุน (capital requirements) ของธนาคาร โดยมี
วัตถุประสงค์สำคัญ ได้แก่
(1) เพิ่มการตรวจสอบ (supervision) ธุรกรรมข้ามชาติของธนาคารโดยผู้ตรวจสอบของประเทศ
สมาชิกอียูที่ธนาคารมีสาขาใหญ่ตั้งอยู่จะต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ตรวจสอบของประเทศสมาชิกอียูที่มีสาขาของธนาคารนั้น โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงและข้อกำหนดด้านเงินทุนอื่นๆ โดยมีระบบการรายงานที่เป็นหนึ่งเดียวทั่วยุโรปภายในปี 2012 (จากสถิติเดือน ต.ค. 51 มีธนาคารที่มีธุรกรรมข้ามชาติภายในอียู 44 ธนาคาร ถือสินทรัพย์ 2 ใน 3 ของสินทรัพย์ทั้งหมดภายในอียู)
(2) ปรับปรุงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization practices) โดยสถาบัน
การเงินที่ปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้ (originators) จะต้องคง 5% ของ secured assets ไว้ในงบดุลของตนเป็นอย่างต่ำ
(3) ทำให้วิธีการจำแนกเงินกองทุนประเภท tier 1 capital (ส่วนของทุนที่เป็นหุ้นจด
ทะเบียนและเรียกชำระค่าหุ้นแล้ว) และเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ มีวิธีการเดียวกันทั่วยุโรป
(4) เพิ่มกฎเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (liquidity risk management)
จัดทำแบบทดสอบ Stress tests สำหรับตรวจสอบธนาคารและกำหนดแผนการฉุกเฉินหากจำเป็น
1.3 ร่างข้อบังคับการชำระเงิน (สกุลยูโร) ข้ามพรมแดน (cross border payment) เพื่อขจัดความ
แตกต่างระหว่างการชำระเงินภายในประเทศกับการชำระเงินข้ามประเทศภายในอียู สำหรับการโอน/ถอนเงิน และการชำระเงินในระบบอิเล็กทรอนิกส์ ภายในวงเงิน 50,000 ยูโร ลดค่าธรรมเนียมธนาคารในการทำธุรกรรมดังกล่าวโดยมีวัตถุประสงค์นำไปสู่การมี Single Euro Payment Area โดยสมบูรณ์
1.4 ร่างระเบียบเกี่ยวกับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถเก็บเงินไว้ใน
อุปกรณ์ อาทิ การ์ด หรือโทรศัพท์) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออกแบบการบริการการเงินที่มีนวัตกรรมและปลอดภัย ทำให้ผู้ค้ารายใหม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้สะดวกขึ้นและทำให้เกิดการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ
1.5 รับรองงบประมาณการให้ความช่วยเหลือสำหรับบริการการเงิน การรายงาน และการ
ตรวจสอบบัญชี (auditing) โดยมีเงินงบประมาณในการให้ความช่วยเหลือ 38.7 ล้านยูโร สำหรับช่วงปี 2010-2013
ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.consilium.europa.eu/uedocs/cms_Data/docs/pressdata/en/misc/109349.pdf
2. ร่างกฎระเบียบด้านการเงินและการคลังที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอไว้เพื่อป้องกันการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจและยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ประกอบด้วย
(1) ร่างข้อเสนอเกี่ยวกับการควบคุมตรวจสอบสถาบันการเงิน
(2) ร่างข้อเสนอ Solvency II เพื่อปรับปรุงข้อกำหนดสำหรับบริษัทประกันภัยภายในอียู ซึ่งสภายุโรปได้รับรองแล้วเมื่อ 22 เม.ย. 52
(3) ร่างกฎระเบียบสำหรับ Hedge funds, Private Equity และ Alternative Investment Funds
3. การให้ความช่วยเหลือเพื่อการปรับโครงสร้างธนาคาร (Bank Restructuring Aid) ได้มีการออกคู่มือแนวทางโดย คกธ.ยุโรป เพื่อให้ปท. สมาชิกอียูใช้เป็นแนวทางการให้ความช่วยเหลือ โดยมีหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ
(1) ธนาคารที่ได้รับความช่วยเหลือจะต้องสามารถดำเนินการต่อไปได้เมื่อไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ
(2) ธนาคารจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างที่เหมาะสม
(3) มาตรการช่วยเหลือจะต้องไม่ทำให้เกิดการบิดเบือนการแข่งขันภายในตลาดร่วมสหภาพยุโรป โดยคู่มือฉบับนี้มีผลถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2010
Related Items:
- การปฏิรูประบบการควบคุมตรวจสอบสถาบันการเงินในอียู
- การประชุมรัฐมนตรีคลังของ EU
- ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับธนาคารแห่งชาติโปแลนด์เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ-การเงินของประเทศ
- ธนาคาร Millennium bcp ของโปรตุเกสได้รางวัลธนาคารออนไลน์ดีที่สุดในโลก
- นักวิเคราะห์ชี้เศรษฐกิจอียูพ้นสภาวะวิกฤต แต่ปี 53 ยังไม่สดใส คงมีปัญหาหนี้รัฐและการว่างงาน
|