|
เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี การก่อตั้งสำนักงานคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย นายพิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูต-หัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ได้ร่วมแสดงความยินดี พร้อมให้สัมภาษณ์แก่นิตยสาร EU Today ของคณะผู้แทนกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย ถึงมุมมองความสัมพันธ์ไทยและสหภาพยุโรป ดังนี้
คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรปทำหน้าที่อะไร?
เรามีหน้าที่กระชับความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป ส่งเสริมความร่วมมือในทุกๆด้านเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ติดตาม กรอง และรายงานความเคลื่อนไหวนโยบายต่างๆ ของสหภาพยุโรปที่จะมีผลกระทบต่อไทย ปกป้อง รักษาผลประโยชน์ของไทยในสหภาพยุโรป ทำความเข้าใจและให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการ เกษตรกร ภาคธุรกิจ และคนไทยทั่วไป เกี่ยวกับโอกาสและลู่ทางในการค้าขายส่งออกและลงทุนในยุโรป
ประเด็นที่กำลังอยู่ในความสนใจระหว่างอียูกับประเทศไทยคืออะไร?
ความตกลงสองฉบับ คือ Partnership and Cooperation Agreement (PCA) และ Free Trade Agreement (FTA) จะเป็นกรอบและกลไกในการกำกับดำเนินความสัมพันธ์อย่างรอบด้าน ทั้งสองฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่โดยที่ฝ่ายอียูมีความก้าวหน้าในด้านต่างๆ เกือบทั้งหมด การเจรจาจึงต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมและความพร้อมของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้สามารถทำตามในสิ่งที่ตกลงกันไว้ได้
ชาวยุโรปรู้จักประเทศไทยอย่างไรบ้าง?
ผมเข้าใจว่าชาวยุโรปมีทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทย ซึ่งมีภาพลักษณ์ที่ดีในเชิงวัฒนธรรม อาหาร การท่องเที่ยว และความมีน้ำใจไมตรีจิตของคนไทย
อยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายพัฒนาไปอย่างไร?
ในอนาคต ผมอยากเห็นผู้กำหนดนโยบายอียูให้ความสนใจและมีเวลาให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากยิ่งขึ้น อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความอุดมสมบูรณ์ในเชิงทรัพยากรธรรมชาติและอาหาร เรียกได้ว่าเป็นครัวของโลก พร้อมมีทรัพยากรพลังงาน เช่น ก๊าซ น้ำมัน ถ่านหิน และพลังงานชีวภาพ อุดมสมบูรณ์ หากผู้นำอียูมีเวลา ให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้มากขึ้น ไทยและอาเซียนซึ่งนิยมตัวอย่างความสำเร็จดีๆของอียูอยู่แล้ว จะสามารถเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาของโลกอย่าง ภาวะโลกร้อน วิกฤติพลังงานและอาหาร ที่ฝ่ายอียูให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ได้มากยิ่งขึ้น
เรื่องใดที่ก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างสองฝ่ายมากที่สุด?
ทั้งสองฝ่ายมีค่านิยมสอดคล้องกัน กล่าวคือ ยึดมั่นในประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน แต่อาจมีแนวทางแก้ปัญหาที่ต่างกัน เช่น กรณีพม่า เนื่องจากทั้งคู่มีจุดแข็งในศักยภาพต่างกัน จึงควรประสานงานระหว่างกัน เข้าใจข้อจำกัดของกันและกัน จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุเป้าหมายร่วมกันได้
คิดว่าในอนาคตความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไร?
ผมเห็นอนาคตที่สดใสในความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ที่จะเจริญงอกงามขึ้นไปเรื่อยๆ เนื่องจากทั้งคู่ต่างเชื่อมั่นในประชาธิปไตย และความสัมพันธ์มีการวางกรอบและกลไกต่างๆใน PCA และ FTA ในอนาคต คณะผู้แทนกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทยและคณะผู้แทนไทยในอียูควรมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจระหว่างประชาชนอียูและไทยยิ่งขึ้นไป ซึ่งจะเป็นรากฐานให้ความสัมพันธ์ใกล้ชิดยั่งยืนยิ่งขึ้น
ไทยและอาเซียนสามารถเรียนรู้อีกมากจากอียู โดยเฉพาะการรวมกลุ่ม กฎหมายที่เกี่ยวกับการแข่งขันทางการค้า เทคโนโลยี ฯลฯ และอียูเองก็อาจเรียนรู้จากไทยและอาเซียนได้เช่นกัน โดยเฉพาะความแข็งแกร่งบนพื้นฐานของความแตกต่างในด้านการพัฒนา ศาสนา วัฒนธรรม ฯลฯ
ผมอยากเห็นธุรกิจอุตสาหกรรมไทยสามารถปฏิบัติได้ตามมาตรฐานของอียูหรือเกินกว่านั้น มากกว่าที่จะคาดหวังให้อียูลดหย่อนมาตรฐาน เพราะผู้บริโภคชาวไทยเองก็จะได้ประโยชน์จากมาตรฐานที่สูงขึ้นด้วย ผมอยากเห็นชาวยุโรปรู้จักสินค้าและบริการไทยว่าได้มาตรฐานและรักษาคุณค่าสิ่งแวดล้อมไม่แพ้อียู ทั้งสินค้าที่ผลิตในไทย เช่น สิ่งทอ (ซึ่งได้รับสัญลักษณ์ EU Flower) เกษตรอินทรีย์ และการให้บริการ เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศในไทย
ขอให้มิตรภาพไทย-อียูยั่งยืนถาวร
บทความดังกล่าวตีพิมพ์ในนิตยสาร EU Today (No.34 June 2009) จัดทำโดยคณะผู้แทนกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย
|