การประเมินสถานการณ์ตลาดธัญพืชปี 2552 / 2553 Print E-mail
Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ/สหภาพยุโรป   
Friday, 03 July 2009

ตามที่สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรปได้ติดตามความเคลื่อนไหวของสินค้าเกษตรในตลาดโลก โดยได้รายงานให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทราบมาตามลำดับแล้วนั้น สำนักงานฯ ขอรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเมินสถานการณ์ตลาดธัญพืชในปี 2552 / 2553 (ข้อมูลจาก Grain Market Report (GMR No. 389, 29 May 2009)  โดย International Grains Council) โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

 

 

1.       ภาพรวม ปริมาณการผลิตธัญพืชของโลกระหว่างปี 2552 / 2553 น่าจะมีแนวโน้มน้อยกว่าปริมาณการนำไปใช้ ซึ่งอาจทำให้ต้องนำสต๊อคคงเหลือจากฤดูการเก็บเกี่ยวในปี 2551 มาใช้ทดแทน

·         การเพาะปลูก : แม้ว่าราคาธัญพืชลดลงอย่างรวดเร็วในปีที่ผ่านมา รวมถึงสภาพอากาศไม่ดีในหลายประเทศที่เป็นผู้ผลิตธัญพืชที่สำคัญของโลก หากแต่ปริมาณการเพาะปลูกธัญพืชของปี 2552 / 2553 อาจมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย โดยผลผลิตธัญพืชทั้งหมดของโลกถูกคาดการณ์ไว้ที่ 1,721 ล้านตัน (ต่ำกว่าปี 2551 / 2552 ราว 61 ล้านตัน)

·         การบริโภค : ยอดรวมการบริโภคธัญพืชทั้งหมดของโลกในปี 2552 / 2553 ถูกคาดการณ์ไว้ที่ 1,736 ล้านตัน (เพิ่มขึ้น 13 ล้านตัน) โดยมีแนวโน้มว่าธัญพืชจะถูกนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ลดน้อยลง เนื่องจากเกษตรกรหันไปใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ทดแทนอื่นๆเพิ่มขึ้น ในขณะที่การนำธัญพืชไปใช้เป็นอาหารมนุษย์และในอุตสาหกรรมอาจมีปริมาณสูงขึ้น (โดยเฉพาะใช้ผลิตเอธานอล)

·         สต๊อค : คาดการณ์ว่าในปี 2552 / 2553 สต็อคธัญพืชทั้งหมดของโลกอาจลดลงมาอยู่ที่ระดับ 328 ล้านตัน (ลดลง 15 ล้านตันเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา) โดยเฉพาะในประเทศผู้ส่งออกธัญพืชที่สำคัญทั้ง 5 ได้แก่ อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย แคนาดา EU และสหรัฐฯ ที่อาจมีสต็อคคงเหลือปลายปีรวมกันทั้งหมดลดลง 17 ล้านตัน มาอยู่ที่ระดับ 100 ล้านตัน

·         การค้า : ผลผลิตธัญพืชที่เพิ่มขึ้นในประเทศแถบแอฟริกาเหนือและ Near East  Asia[1] ทำให้ ในปี 2552 / 2553 การส่งออกธัญพืชของโลกจากประเทศผู้ผลิตที่สำคัญ มีแนวโน้มลดลง 11 ล้านตัน มาอยู่ที่ระดับ 221 ล้านตัน อาร์เจนตินา EU รัสเซียและยูเครน อาจส่งออกน้อยกว่าปีที่ผ่านมา แต่สำหรับสหรัฐฯและบราซิลอาจจะส่งออกได้เพิ่มขึ้น

2.       การประเมินสถานการณ์ตลาดธัญพืชแต่ละประเภทในปี 2552 / 2553  ได้แก่

2.1   ข้าวสาลี : ปีนี้การผลิตข้าวสาลีของโลกมีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ระดับ 652 ล้านตัน (ลดลง 35 ล้านตันเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา) เนื่องจากอากาศชื้นในสหรัฐฯ ทำให้การเพาะปลูกข้าวสาลีต้องถูกชะลอออกไป และสภาพอากาศแห้งแล้งในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ทำให้ผลผลิตในยุโรปลดลง แต่สำหรับประเทศออสเตรเลีย รัสเซีย จีน และแอฟริกาเหนือมีฝนเพิ่มขึ้น ทำให้เก็บเกี่ยวข้าวสาลีได้เพิ่มขึ้น ส่วนประเทศอาร์เจนตินาพื้นที่เพาะปลูกยังคงแห้งแล้ง, เกษตรขาดสินเชื่อทางการเงินและมีความขัดแย้งกับรัฐบาลในเรื่องการควบคุมราคาและการส่งออก[2] ทำให้เกษตรกรในอาร์เจนตินาอาจลดการผลิตข้าวสาลีลงในปีนี้ 

การบริโภคข้าวสาลีของโลกในปีนี้มีระดับใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า (643 ล้านตัน) แต่อาจมีการใช้ข้าวสาลีเป็นอาหารสัตว์ลดลง ในขณะที่ใช้เป็นอาหารคนและในอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น สำหรับสต๊อคข้าวสาลีของโลกจากเดิมที่มีอยู่ในระดับสูงอยู่แล้วเนื่องจากสภาพอากาศในปี 2551 เหมาะสมกับการเพาะปลูก เมื่อผนวกกับผลผลิตส่วนเกินในปี 2552 / 2553 อาจทำให้มีสต๊อคเพิ่มขึ้นเป็น 167 ล้านตัน[3] ดังนั้น ราคาข้าวสาลีน่าจะลดลงในปีนี้ การค้าข้าวสาลีของโลกในปี 2552 / 2553 นี้ถูกคาดหมายไว้ที่ 112 ล้านตัน (ลดลง 10 ล้านตัน) โดยรัสเซียและยูเครนยังคงเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวสาลีเป็นจำนวนมาก แต่ EU อาจส่งออกได้น้อยลงเนื่องจากอุปสงค์ที่มาจากทางประเทศแถบแอฟริกาเหนือและ Near East Asia ลดลง ส่วนอาร์เจนตินาอาจส่งออกข้าวสาลีได้น้อยลงเช่นกันเพราะอุปทานที่มีจำกัด

2.2  ข้าวโพด : ผลผลิตข้าวโพดของโลกในปี 2552 / 2553 จะมีประมาณ 771 ล้านตัน (ลดลง 13 ล้านตันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) เนื่องจากสภาพอากาศชื้นในสหรัฐฯ ส่งผลต่อปริมาณผลผลิต รวมทั้งอากาศร้อนและแห้งในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ก็มีผลกระทบต่อการปลูกพืช แต่สำหรับในประเทศจีนที่มีปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้น อาจทำให้มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น การบริโภคข้าวโพดของโลกน่าจะเพิ่มขึ้น 2% เป็น 792 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ข้าวโพดคงขึ้นอยู่กับปริมาณความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์และนโยบายพลังงานทดแทนว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดในปีนี้ 

สต๊อคข้าวโพดคงเหลือปลายปีของโลกมีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ 118 ล้านตัน (ลดลง 21 ล้านตัน) โดยสต๊อคของประเทศสหรัฐฯ อาจลดลงสูงสุด การค้าข้าวโพดของโลกในปี 2552 / 2553 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 83 ล้านตัน โดยสหรัฐฯและบราซิลอาจส่งออกข้าวโพดได้เพิ่มขึ้นเพราะมีอุปสงค์จากตลาดโลกที่แน่นอนและการแข่งขันที่ลดลง แต่สำหรับประเทศอาร์เจนตินาที่มีอุปทานจำกัด น่าจะทำให้การส่งออกลดลงในปีนี้

2.3   ถั่วเหลือง[4] : USDA คาดการณ์ว่าการผลิตถั่วเหลืองของโลกในปีนี้อาจลดลงมาอยู่ที่ 219 ล้านตัน (ในขณะที่ปีก่อนหน้าผลิตได้ 231 ล้านตัน) เนื่องจากการเพาะปลูกในอาร์เจนตินา[5] ให้ผลผลิตลดลงเพราะอากาศแห้งแล้งที่ยาวนานและเกษตรกรหันมาประหยัดต้นทุนโดยใช้สารปราบศัตรูพืชน้อยลง ทำให้พืชถูกแมลงทำลาย ดังนั้น ประเทศที่มีความต้องการนำเข้าถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นอย่างประเทศจีนจึงต้องหันไปนำเข้าจากสหรัฐฯและบราซิลเพิ่มขึ้นแทน ในทางตรงข้าม บราซิลกลับมีแนวโน้มการผลิตถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นเพราะขยายพื้นที่เพาะปลูกออกไปและจากนโยบายกระตุ้นการส่งออก

คาดการณ์ว่าในปลายปี 2552 / 2553 ปริมาณสต๊อคถั่วเหลืองของโลกอาจลดลงเหลือ 46 ล้านตัน (เมื่อเทียบกับฤดูเก็บเกี่ยวในปีที่ผ่านมาซึ่งมีสต๊อคคงเหลือ 53 ล้านตัน) ส่วนการค้าอาจเพิ่มขึ้น 2.1 ล้านตันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (เป็น 75.3 ล้านตัน) โดยครึ่งหนึ่งมาจากการนำเข้าของประเทศจีน นอกจากนี้ ผลจากสภาพอากาศไม่ดีและปัญหาความขัดแย้งกับรัฐบาลในประเทศอาร์เจนตินา ทำให้การผลิตถั่วเหลืองและอุปทานถั่วเหลืองมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ราคา future price ในตลาดโลกเพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาถั่วเหลืองที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ (soya meal) ในตลาดยุโรปก็มีราคาเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

2.4   ข้าว[6] : การผลิตข้าวของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 448.1 ล้านตันในปีนี้ (สูงขึ้น 4.5 ล้านตันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) ในขณะที่การบริโภคข้าวมีทิศทางเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน มาอยู่ที่ระดับ 443.2 ล้านตัน (สูงกว่าปีที่ผ่านมา 8.7 ล้านตัน) ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่อินเดียอาจส่งออกข้าวมากขึ้นกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าเนื่องจากมีการเริ่มผ่อนคลายมาตรการจำกัดการส่งออกข้าว คาดการณ์ว่าในปี 2552 / 2553 จะมีสต๊อคข้าวคงเหลือปลายปีเพิ่มขึ้นเป็น 94.7 ล้านตัน (หรือเพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) นอกจากนี้ ราคาข้าวอาจเป็นไปในทิศทางลดลงปีนี้เนื่องจากประเทศแถบเอเชียผลิตข้าวได้มากเพียงพอและส่งผลให้อุปสงค์ข้าวลดลง

ในเรื่องนี้ สำนักงานฯ ขอเรียนข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ดังนี้

ก)      สภาพอากาศที่ไม่ดีในปีนี้อาจส่งผลกระทบให้ผู้ส่งออกธัญพืชที่สำคัญของโลก มีปริมาณการผลิตลดลง (โดยเฉพาะในประเทศอาร์เจนตินา) ในขณะที่แนวโน้มของการบริโภคธัญพืชกลับยิ่งเพิ่มสูงขึ้นทุกปีเพราะจำนวนประชากรโลกเพิ่มสูงขึ้นและความต้องการนำเข้าจากประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีเศรษฐกิจกำลังขยายตัว ดังนั้น ราคาธัญพืชปีนี้น่าจะปรับตัวในทิศทางที่เพิ่มขึ้นแต่ไม่รุนแรงมากนัก (ยกเว้นข้าวและข้าวสาลีที่มีอยู่ในสต๊อคมากเพียงพอ ทำให้แนวโน้มของราคาลดลง) ทั้งนี้ ธัญพืชอาจถูกนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ในปริมาณที่ลดลงเพราะความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ลดลง แต่กลับถูกนำใช้เป็นอาหารมนุษย์และใช้ผลิตพลังงานชีวภาพเพิ่มขึ้นแทน (เช่น การนำข้าวโพดไปใช้ผลิตเอธานอล)

ข)      ปัจจัยหลักอื่นๆที่อาจทำให้สถานการณ์ในตลาดธัญพืชไม่เป็นไปดังที่คาดการณ์ไว้ ได้แก่ อิทธิพลจากประเทศจีนทั้งด้านความต้องการนำเข้าและปริมาณผลผลิตที่เพาะปลูกได้ในประเทศปีนี้, นโยบายพลังงานทดแทนในประเทศสหรัฐฯ ซึ่งขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันในตลาดโลก, ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน (เพราะเมื่อค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯอ่อนลง จะทำให้ประเทศกำลังพัฒนามีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นและสามารถนำเข้าธัญพืชได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาธัญพืชสูงขึ้นตามไปด้วย) ดังนั้น จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงในตลาดธัญพืชอย่างใกล้ชิดต่อไป

ค)      จากการที่ราคาธัญพืชที่ใช้เป็นอาหารสัตว์อย่างข้าวโพดและถั่วเหลืองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ฉะนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ควรเตรียมพร้อมรับมือกับภาระต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นในปีนี้ รวมทั้งต้องหาวิธีควบคุมการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อลดต้นทุน นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของราคาถั่วเหลืองยังจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาของน้ำมันพืชและสินค้าอาหารประเภทอื่นๆ อีกด้วย

ง)       ในระยะยาว หากความสามารถในการผลิตธัญพืชที่เป็นสินค้า commodity ที่สำคัญของโลกยังไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทันกับความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ย่อมมีความเป็นได้สูงที่จะมีการขาดแคลนอาหารเพิ่มขึ้นและราคาอาหารก็จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือเกิดความวุ่นวายในประเทศต่างๆ ดังเช่นที่ผ่านมา ดังนั้น ประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลก (รวมทั้งประเทศไทย) ควรต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตสินค้าเกษตรให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น พัฒนาพันธุ์พืชที่มีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมากขึ้น (climate change) ในขณะเดียวกันก็ต้องยึดหลักของการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 



[1] ประเทศที่อยู่ในกลุ่ม Near East Asia ได้แก่ อิรัก อิหร่าน อียิปต์ อิสราเอล จอร์แดน เลบานอน โอมาน เยเมน ตุรกี เป็นต้น

[2] รัฐบาลอาร์เจนตินาใช้นโยบายควบคุมราคาและการส่งออกเพื่อป้องกันปัญหาราคาอาหารในประเทศสูงขึ้น

[3] สำหรับประเทศสหรัฐฯ และยุโรปอาจมีสต๊อคข้าวสาลีลดลง ส่วนหนึ่งเนื่องจากสหรัฐฯอาจใช้วิธีลดราคาเพื่อทำให้ราคาจูงใจในการส่งออกเพิ่มขึ้น

[4] ข้อมูลจาก Agra Europe (April 17, 2009) เรื่อง “Anxiety over soy supply braces grain, oilseed markets”

[5] อาร์เจนตินาเป็นผู้ส่งออกถั่งเหลืองมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐฯและบราซิล

[6] ข้อมูลจากเอกสาร World Agricultural Supply and Demand Estimates ของ USDA (May 12, 2009)

 

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.