|
ตามที่สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรปได้ติดตามความเคลื่อนไหวของสินค้าเกษตรในตลาดโลก โดยได้รายงานให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทราบมาตามลำดับแล้วนั้น สำนักงานฯ ขอรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเมินสถานการณ์ตลาดธัญพืชในปี 2552 / 2553 (ข้อมูลจาก Grain Market Report (GMR No. 389, 29 May 2009) โดย International Grains Council) โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้
1. ภาพรวม ปริมาณการผลิตธัญพืชของโลกระหว่างปี 2552 / 2553 น่าจะมีแนวโน้มน้อยกว่าปริมาณการนำไปใช้ ซึ่งอาจทำให้ต้องนำสต๊อคคงเหลือจากฤดูการเก็บเกี่ยวในปี 2551 มาใช้ทดแทน
· การเพาะปลูก : แม้ว่าราคาธัญพืชลดลงอย่างรวดเร็วในปีที่ผ่านมา รวมถึงสภาพอากาศไม่ดีในหลายประเทศที่เป็นผู้ผลิตธัญพืชที่สำคัญของโลก หากแต่ปริมาณการเพาะปลูกธัญพืชของปี 2552 / 2553 อาจมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย โดยผลผลิตธัญพืชทั้งหมดของโลกถูกคาดการณ์ไว้ที่ 1,721 ล้านตัน (ต่ำกว่าปี 2551 / 2552 ราว 61 ล้านตัน)
· การบริโภค : ยอดรวมการบริโภคธัญพืชทั้งหมดของโลกในปี 2552 / 2553 ถูกคาดการณ์ไว้ที่ 1,736 ล้านตัน (เพิ่มขึ้น 13 ล้านตัน) โดยมีแนวโน้มว่าธัญพืชจะถูกนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ลดน้อยลง เนื่องจากเกษตรกรหันไปใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ทดแทนอื่นๆเพิ่มขึ้น ในขณะที่การนำธัญพืชไปใช้เป็นอาหารมนุษย์และในอุตสาหกรรมอาจมีปริมาณสูงขึ้น (โดยเฉพาะใช้ผลิตเอธานอล)
· สต๊อค : คาดการณ์ว่าในปี 2552 / 2553 สต็อคธัญพืชทั้งหมดของโลกอาจลดลงมาอยู่ที่ระดับ 328 ล้านตัน (ลดลง 15 ล้านตันเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา) โดยเฉพาะในประเทศผู้ส่งออกธัญพืชที่สำคัญทั้ง 5 ได้แก่ อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย แคนาดา EU และสหรัฐฯ ที่อาจมีสต็อคคงเหลือปลายปีรวมกันทั้งหมดลดลง 17 ล้านตัน มาอยู่ที่ระดับ 100 ล้านตัน
· การค้า : ผลผลิตธัญพืชที่เพิ่มขึ้นในประเทศแถบแอฟริกาเหนือและ Near East Asia[1] ทำให้ ในปี 2552 / 2553 การส่งออกธัญพืชของโลกจากประเทศผู้ผลิตที่สำคัญ มีแนวโน้มลดลง 11 ล้านตัน มาอยู่ที่ระดับ 221 ล้านตัน อาร์เจนตินา EU รัสเซียและยูเครน อาจส่งออกน้อยกว่าปีที่ผ่านมา แต่สำหรับสหรัฐฯและบราซิลอาจจะส่งออกได้เพิ่มขึ้น
2. การประเมินสถานการณ์ตลาดธัญพืชแต่ละประเภทในปี 2552 / 2553 ได้แก่
2.1 ข้าวสาลี : ปีนี้การผลิตข้าวสาลีของโลกมีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ระดับ 652 ล้านตัน (ลดลง 35 ล้านตันเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา) เนื่องจากอากาศชื้นในสหรัฐฯ ทำให้การเพาะปลูกข้าวสาลีต้องถูกชะลอออกไป และสภาพอากาศแห้งแล้งในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ทำให้ผลผลิตในยุโรปลดลง แต่สำหรับประเทศออสเตรเลีย รัสเซีย จีน และแอฟริกาเหนือมีฝนเพิ่มขึ้น ทำให้เก็บเกี่ยวข้าวสาลีได้เพิ่มขึ้น ส่วนประเทศอาร์เจนตินาพื้นที่เพาะปลูกยังคงแห้งแล้ง, เกษตรขาดสินเชื่อทางการเงินและมีความขัดแย้งกับรัฐบาลในเรื่องการควบคุมราคาและการส่งออก[2] ทำให้เกษตรกรในอาร์เจนตินาอาจลดการผลิตข้าวสาลีลงในปีนี้
การบริโภคข้าวสาลีของโลกในปีนี้มีระดับใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า (643 ล้านตัน) แต่อาจมีการใช้ข้าวสาลีเป็นอาหารสัตว์ลดลง ในขณะที่ใช้เป็นอาหารคนและในอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น สำหรับสต๊อคข้าวสาลีของโลกจากเดิมที่มีอยู่ในระดับสูงอยู่แล้วเนื่องจากสภาพอากาศในปี 2551 เหมาะสมกับการเพาะปลูก เมื่อผนวกกับผลผลิตส่วนเกินในปี 2552 / 2553 อาจทำให้มีสต๊อคเพิ่มขึ้นเป็น 167 ล้านตัน[3] ดังนั้น ราคาข้าวสาลีน่าจะลดลงในปีนี้ การค้าข้าวสาลีของโลกในปี 2552 / 2553 นี้ถูกคาดหมายไว้ที่ 112 ล้านตัน (ลดลง 10 ล้านตัน) โดยรัสเซียและยูเครนยังคงเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวสาลีเป็นจำนวนมาก แต่ EU อาจส่งออกได้น้อยลงเนื่องจากอุปสงค์ที่มาจากทางประเทศแถบแอฟริกาเหนือและ Near East Asia ลดลง ส่วนอาร์เจนตินาอาจส่งออกข้าวสาลีได้น้อยลงเช่นกันเพราะอุปทานที่มีจำกัด
2.2 ข้าวโพด : ผลผลิตข้าวโพดของโลกในปี 2552 / 2553 จะมีประมาณ 771 ล้านตัน (ลดลง 13 ล้านตันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) เนื่องจากสภาพอากาศชื้นในสหรัฐฯ ส่งผลต่อปริมาณผลผลิต รวมทั้งอากาศร้อนและแห้งในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ก็มีผลกระทบต่อการปลูกพืช แต่สำหรับในประเทศจีนที่มีปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้น อาจทำให้มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น การบริโภคข้าวโพดของโลกน่าจะเพิ่มขึ้น 2% เป็น 792 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ข้าวโพดคงขึ้นอยู่กับปริมาณความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์และนโยบายพลังงานทดแทนว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดในปีนี้
สต๊อคข้าวโพดคงเหลือปลายปีของโลกมีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ 118 ล้านตัน (ลดลง 21 ล้านตัน) โดยสต๊อคของประเทศสหรัฐฯ อาจลดลงสูงสุด การค้าข้าวโพดของโลกในปี 2552 / 2553 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 83 ล้านตัน โดยสหรัฐฯและบราซิลอาจส่งออกข้าวโพดได้เพิ่มขึ้นเพราะมีอุปสงค์จากตลาดโลกที่แน่นอนและการแข่งขันที่ลดลง แต่สำหรับประเทศอาร์เจนตินาที่มีอุปทานจำกัด น่าจะทำให้การส่งออกลดลงในปีนี้
2.3 ถั่วเหลือง[4] : USDA คาดการณ์ว่าการผลิตถั่วเหลืองของโลกในปีนี้อาจลดลงมาอยู่ที่ 219 ล้านตัน (ในขณะที่ปีก่อนหน้าผลิตได้ 231 ล้านตัน) เนื่องจากการเพาะปลูกในอาร์เจนตินา[5] ให้ผลผลิตลดลงเพราะอากาศแห้งแล้งที่ยาวนานและเกษตรกรหันมาประหยัดต้นทุนโดยใช้สารปราบศัตรูพืชน้อยลง ทำให้พืชถูกแมลงทำลาย ดังนั้น ประเทศที่มีความต้องการนำเข้าถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นอย่างประเทศจีนจึงต้องหันไปนำเข้าจากสหรัฐฯและบราซิลเพิ่มขึ้นแทน ในทางตรงข้าม บราซิลกลับมีแนวโน้มการผลิตถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นเพราะขยายพื้นที่เพาะปลูกออกไปและจากนโยบายกระตุ้นการส่งออก
คาดการณ์ว่าในปลายปี 2552 / 2553 ปริมาณสต๊อคถั่วเหลืองของโลกอาจลดลงเหลือ 46 ล้านตัน (เมื่อเทียบกับฤดูเก็บเกี่ยวในปีที่ผ่านมาซึ่งมีสต๊อคคงเหลือ 53 ล้านตัน) ส่วนการค้าอาจเพิ่มขึ้น 2.1 ล้านตันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (เป็น 75.3 ล้านตัน) โดยครึ่งหนึ่งมาจากการนำเข้าของประเทศจีน นอกจากนี้ ผลจากสภาพอากาศไม่ดีและปัญหาความขัดแย้งกับรัฐบาลในประเทศอาร์เจนตินา ทำให้การผลิตถั่วเหลืองและอุปทานถั่วเหลืองมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ราคา future price ในตลาดโลกเพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาถั่วเหลืองที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ (soya meal) ในตลาดยุโรปก็มีราคาเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
2.4 ข้าว[6] : การผลิตข้าวของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 448.1 ล้านตันในปีนี้ (สูงขึ้น 4.5 ล้านตันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) ในขณะที่การบริโภคข้าวมีทิศทางเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน มาอยู่ที่ระดับ 443.2 ล้านตัน (สูงกว่าปีที่ผ่านมา 8.7 ล้านตัน) ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่อินเดียอาจส่งออกข้าวมากขึ้นกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าเนื่องจากมีการเริ่มผ่อนคลายมาตรการจำกัดการส่งออกข้าว คาดการณ์ว่าในปี 2552 / 2553 จะมีสต๊อคข้าวคงเหลือปลายปีเพิ่มขึ้นเป็น 94.7 ล้านตัน (หรือเพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) นอกจากนี้ ราคาข้าวอาจเป็นไปในทิศทางลดลงปีนี้เนื่องจากประเทศแถบเอเชียผลิตข้าวได้มากเพียงพอและส่งผลให้อุปสงค์ข้าวลดลง
ในเรื่องนี้ สำนักงานฯ ขอเรียนข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ดังนี้
ก) สภาพอากาศที่ไม่ดีในปีนี้อาจส่งผลกระทบให้ผู้ส่งออกธัญพืชที่สำคัญของโลก มีปริมาณการผลิตลดลง (โดยเฉพาะในประเทศอาร์เจนตินา) ในขณะที่แนวโน้มของการบริโภคธัญพืชกลับยิ่งเพิ่มสูงขึ้นทุกปีเพราะจำนวนประชากรโลกเพิ่มสูงขึ้นและความต้องการนำเข้าจากประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีเศรษฐกิจกำลังขยายตัว ดังนั้น ราคาธัญพืชปีนี้น่าจะปรับตัวในทิศทางที่เพิ่มขึ้นแต่ไม่รุนแรงมากนัก (ยกเว้นข้าวและข้าวสาลีที่มีอยู่ในสต๊อคมากเพียงพอ ทำให้แนวโน้มของราคาลดลง) ทั้งนี้ ธัญพืชอาจถูกนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ในปริมาณที่ลดลงเพราะความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ลดลง แต่กลับถูกนำใช้เป็นอาหารมนุษย์และใช้ผลิตพลังงานชีวภาพเพิ่มขึ้นแทน (เช่น การนำข้าวโพดไปใช้ผลิตเอธานอล)
ข) ปัจจัยหลักอื่นๆที่อาจทำให้สถานการณ์ในตลาดธัญพืชไม่เป็นไปดังที่คาดการณ์ไว้ ได้แก่ อิทธิพลจากประเทศจีนทั้งด้านความต้องการนำเข้าและปริมาณผลผลิตที่เพาะปลูกได้ในประเทศปีนี้, นโยบายพลังงานทดแทนในประเทศสหรัฐฯ ซึ่งขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันในตลาดโลก, ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน (เพราะเมื่อค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯอ่อนลง จะทำให้ประเทศกำลังพัฒนามีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นและสามารถนำเข้าธัญพืชได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาธัญพืชสูงขึ้นตามไปด้วย) ดังนั้น จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงในตลาดธัญพืชอย่างใกล้ชิดต่อไป
ค) จากการที่ราคาธัญพืชที่ใช้เป็นอาหารสัตว์อย่างข้าวโพดและถั่วเหลืองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ฉะนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ควรเตรียมพร้อมรับมือกับภาระต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นในปีนี้ รวมทั้งต้องหาวิธีควบคุมการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อลดต้นทุน นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของราคาถั่วเหลืองยังจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาของน้ำมันพืชและสินค้าอาหารประเภทอื่นๆ อีกด้วย
ง) ในระยะยาว หากความสามารถในการผลิตธัญพืชที่เป็นสินค้า commodity ที่สำคัญของโลกยังไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทันกับความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ย่อมมีความเป็นได้สูงที่จะมีการขาดแคลนอาหารเพิ่มขึ้นและราคาอาหารก็จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือเกิดความวุ่นวายในประเทศต่างๆ ดังเช่นที่ผ่านมา ดังนั้น ประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลก (รวมทั้งประเทศไทย) ควรต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตสินค้าเกษตรให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น พัฒนาพันธุ์พืชที่มีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมากขึ้น (climate change) ในขณะเดียวกันก็ต้องยึดหลักของการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
[1] ประเทศที่อยู่ในกลุ่ม Near East Asia ได้แก่ อิรัก อิหร่าน อียิปต์ อิสราเอล จอร์แดน เลบานอน โอมาน เยเมน ตุรกี เป็นต้น
[2] รัฐบาลอาร์เจนตินาใช้นโยบายควบคุมราคาและการส่งออกเพื่อป้องกันปัญหาราคาอาหารในประเทศสูงขึ้น
[3] สำหรับประเทศสหรัฐฯ และยุโรปอาจมีสต๊อคข้าวสาลีลดลง ส่วนหนึ่งเนื่องจากสหรัฐฯอาจใช้วิธีลดราคาเพื่อทำให้ราคาจูงใจในการส่งออกเพิ่มขึ้น
[4] ข้อมูลจาก Agra Europe (April 17, 2009) เรื่อง Anxiety over soy supply braces grain, oilseed markets
[5] อาร์เจนตินาเป็นผู้ส่งออกถั่งเหลืองมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐฯและบราซิล
[6] ข้อมูลจากเอกสาร World Agricultural Supply and Demand Estimates ของ USDA (May 12, 2009)
|