แคนาดา-อียูเตรียมเจรจา FTA Print E-mail
Contributed by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Wednesday, 01 July 2009

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 52 ได้มีการจัดบรรยายเรื่องความตกลงเขตการค้าเสรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจฉบับใหม่ระหว่างสหภาพยุโรปและแคนาดา โดยมีนายกรัฐมนตรีภูมิภาคควิเบคและมานิโตบาเข้าร่วม พร้อมด้วยประธานกลุ่ม CERT ซึ่งเป็นประธานกลุ่มภาคธุรกิจของแคนาดาที่สนับสนุนการเริ่มเจรจา FTA และผู้แทนจากภาคธุรกิจสหภาพยุโรปเข้าร่วม โดยแคนาดาเน้นการจัดทำความตกลง FTA ที่ครอบคลุมรอบด้านไปถึงการเคลื่อนย้ายของแรงงานและการเพิ่มความร่วมมือในด้านการวิจัยและการศึกษาเพิ่มเติมจากประเด็นที่เกี่ยวกับการค้าโดยตรง

 

นาย Jean Charest นายกรัฐมนตรีภูมิภาคควิเบค และนาย Gary Doer นายกรัฐมนตรีภูมิภาคมานิโตบา ซึ่งเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคของแคนาดา ต่างสนับสนุนการเจรจา FTA ระหว่างแคนาดา-อียู โดยเน้นว่าการสนับสนุนจากรัฐบาลในระดับภูมิภาคของแคนาดามีความสำคัญ เนื่องจากการนำ FTA ไปปรับใช้จำต้องอาศัยขอบข่ายอำนาจของรัฐบาลในระดับภูมิภาค

 

นาย Charest เน้นว่าต้องการให้การจัดทำ FTA ครั้งนี้เป็นรูปแบบใหม่สำหรับการจัดทำ FTA ที่ขยายประเด็นให้ครอบคลุมถึงประเด็นอื่นนอกเหนือจากการขจัดอุปสรรคทั้งที่เป็นภาษีและมิใช่ภาษีในการค้าสินค้าและบริการ โดยให้รวมถึงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย การวิจัย วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม การสนับสนุนความหลากหลายทางวัฒนธรรม การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การเคลื่อนย้ายของแรงงานโดยแคนาดาเป็นประเทศที่ยังต้องการแรงงานที่มีทักษะสูง และเห็นว่าเมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ข้ามแอตแลนติก แคนาดามักจะถูกมองข้าม โดยสหภาพยุโรปจะมองไปที่สหรัฐฯ มากกว่า

 

นาย Philippe de Buck ผู้อำนวยการใหญ่ Business Europe ซึ่งเป็นสมาคมธุรกิจของสหภาพยุโรปได้เน้นว่า ประเด็นสำคัญในการจัดทำ FTA คือการเข้าสู่ตลาด (market access) ความร่วมมือในการทำให้กฎระเบียบในด้านต่างๆ อาทิ การค้า สุขภาพและความปลอดภัย มีความสอดคล้องกันเพื่อลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ ขจัดภาษีและ NTBs ความร่วมมือด้าน IPR ความพยายามในการพัฒนาไปสู่ภาวะเศรษฐกิจที่ใช้คาร์บอนต่ำ และที่สำคัญคือการที่ยุโรป

สามารถเข้าถึงวัตถุดิบของแคนาดาได้

 

ในด้านภาคบริการ นาย Pascal Kerneis จาก European Services Forum ได้ให้ข้อมูลว่าแคนาดาเป็นคู่ค้าลำดับที่ 7 ของอียูในภาคบริการ โดยการค้าทวิภาคี 27% เป็นการค้าในภาคบริการ และมีการลงทุนของแคนาดาในภาคบริการของยุโรปถึง 65% ส่วนอียูลงทุนในภาคบริการของแคนาดาถึง 86% และเห็นว่าสามารถเพิ่มความร่วมมือในด้านต่างๆ อาทิ ด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม การจัดการน้ำและของเสีย ระบบประกันสุขภาพ และเห็นว่าควรมีระบบเตือนภัยล่วงหน้ากรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเตรียมออกกฎระเบียบที่อาจมีผลกระทบต่อการค้าบริการระหว่างกัน เป็นต้น

 

แคนาดาและอียูได้ตกลงที่จะเริ่มเจรจา FTA ระหว่างกันเมื่อเดือนมีนาคม 2552 โดยสาขาที่จะมีการเจรจาประกอบด้วยประเด็นด้านต่างๆ อาทิ การค้าสินค้า ทรัพย์สินทางปัญญา การลงทุน อุปสรรคทางการค้า ความร่วมมือด้านกฎระเบียบ กฎระเบียบด้านการแข่งขัน และมีการระบุถึงการเคลื่อนย้ายของแรงงาน (labour mobility) ทั้งนี้ อียูเป็นคู่ค้าสำคัญลำดับที่สองของแคนาดา (85% ของการส่งออกของแคนาดาไปสหรัฐฯ ในขณะที่ 6% ส่งออกไปอียู) ซึ่งคาดว่าการจัดทำ FTA จะทำให้มูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มสูงขึ้น 20 พันล้านยูโรต่อปี ในช่วง 7 ปีแรก 

 

อย่างไรก็ดี แม้นายกรัฐมนตรีจากควิเบคและมานิโตบาจะสนับสนุนการจัดทำ FTA ดังกล่าว แต่มีรัฐบาลระดับภูมิภาคบางภูมิภาคที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดทำ FTA ดังกล่าว อาทิ ภูมิภาค Newfoundland และ Labrador ซึ่งมีข้อห่วงกังวลในบางประเด็น อาทิ ภาษีสินค้าทะเล การห้ามจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากแมวน้ำของอียู ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกอียูที่สนับสนุนการจัดทำ

 FTA ระหว่างอียูและแคนาดา ได้แก่ ฝรั่งเศสและเยอรมนี

 

ในส่วนของภาคเอกชน สมาคมอุตสาหกรรมเกษตรของแคนาดา (Canadian Agri-Food Trade Alliance หรือ CAFTA) ได้แสดงความยินดีกับการจัดทำ FTA โดยเห็นว่าจะเป็นโอกาสในการขยายตลาดสินค้าเกษตรสำหรับแคนาดา 

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Last Updated ( Monday, 06 July 2009 )