|
เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 52 ได้มีการจัดบรรยายเรื่องความตกลงเขตการค้าเสรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจฉบับใหม่ระหว่างสหภาพยุโรปและแคนาดา โดยมีนายกรัฐมนตรีภูมิภาคควิเบคและมานิโตบาเข้าร่วม พร้อมด้วยประธานกลุ่ม CERT ซึ่งเป็นประธานกลุ่มภาคธุรกิจของแคนาดาที่สนับสนุนการเริ่มเจรจา FTA และผู้แทนจากภาคธุรกิจสหภาพยุโรปเข้าร่วม โดยแคนาดาเน้นการจัดทำความตกลง FTA ที่ครอบคลุมรอบด้านไปถึงการเคลื่อนย้ายของแรงงานและการเพิ่มความร่วมมือในด้านการวิจัยและการศึกษาเพิ่มเติมจากประเด็นที่เกี่ยวกับการค้าโดยตรง
นาย Jean Charest นายกรัฐมนตรีภูมิภาคควิเบค และนาย Gary Doer นายกรัฐมนตรีภูมิภาคมานิโตบา ซึ่งเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคของแคนาดา ต่างสนับสนุนการเจรจา FTA ระหว่างแคนาดา-อียู โดยเน้นว่าการสนับสนุนจากรัฐบาลในระดับภูมิภาคของแคนาดามีความสำคัญ เนื่องจากการนำ FTA ไปปรับใช้จำต้องอาศัยขอบข่ายอำนาจของรัฐบาลในระดับภูมิภาค
นาย Charest เน้นว่าต้องการให้การจัดทำ FTA ครั้งนี้เป็นรูปแบบใหม่สำหรับการจัดทำ FTA ที่ขยายประเด็นให้ครอบคลุมถึงประเด็นอื่นนอกเหนือจากการขจัดอุปสรรคทั้งที่เป็นภาษีและมิใช่ภาษีในการค้าสินค้าและบริการ โดยให้รวมถึงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย การวิจัย วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม การสนับสนุนความหลากหลายทางวัฒนธรรม การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การเคลื่อนย้ายของแรงงานโดยแคนาดาเป็นประเทศที่ยังต้องการแรงงานที่มีทักษะสูง และเห็นว่าเมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ข้ามแอตแลนติก แคนาดามักจะถูกมองข้าม โดยสหภาพยุโรปจะมองไปที่สหรัฐฯ มากกว่า
นาย Philippe de Buck ผู้อำนวยการใหญ่ Business Europe ซึ่งเป็นสมาคมธุรกิจของสหภาพยุโรปได้เน้นว่า ประเด็นสำคัญในการจัดทำ FTA คือการเข้าสู่ตลาด (market access) ความร่วมมือในการทำให้กฎระเบียบในด้านต่างๆ อาทิ การค้า สุขภาพและความปลอดภัย มีความสอดคล้องกันเพื่อลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ ขจัดภาษีและ NTBs ความร่วมมือด้าน IPR ความพยายามในการพัฒนาไปสู่ภาวะเศรษฐกิจที่ใช้คาร์บอนต่ำ และที่สำคัญคือการที่ยุโรป
สามารถเข้าถึงวัตถุดิบของแคนาดาได้
ในด้านภาคบริการ นาย Pascal Kerneis จาก European Services Forum ได้ให้ข้อมูลว่าแคนาดาเป็นคู่ค้าลำดับที่ 7 ของอียูในภาคบริการ โดยการค้าทวิภาคี 27% เป็นการค้าในภาคบริการ และมีการลงทุนของแคนาดาในภาคบริการของยุโรปถึง 65% ส่วนอียูลงทุนในภาคบริการของแคนาดาถึง 86% และเห็นว่าสามารถเพิ่มความร่วมมือในด้านต่างๆ อาทิ ด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม การจัดการน้ำและของเสีย ระบบประกันสุขภาพ และเห็นว่าควรมีระบบเตือนภัยล่วงหน้ากรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเตรียมออกกฎระเบียบที่อาจมีผลกระทบต่อการค้าบริการระหว่างกัน เป็นต้น
แคนาดาและอียูได้ตกลงที่จะเริ่มเจรจา FTA ระหว่างกันเมื่อเดือนมีนาคม 2552 โดยสาขาที่จะมีการเจรจาประกอบด้วยประเด็นด้านต่างๆ อาทิ การค้าสินค้า ทรัพย์สินทางปัญญา การลงทุน อุปสรรคทางการค้า ความร่วมมือด้านกฎระเบียบ กฎระเบียบด้านการแข่งขัน และมีการระบุถึงการเคลื่อนย้ายของแรงงาน (labour mobility) ทั้งนี้ อียูเป็นคู่ค้าสำคัญลำดับที่สองของแคนาดา (85% ของการส่งออกของแคนาดาไปสหรัฐฯ ในขณะที่ 6% ส่งออกไปอียู) ซึ่งคาดว่าการจัดทำ FTA จะทำให้มูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มสูงขึ้น 20 พันล้านยูโรต่อปี ในช่วง 7 ปีแรก
อย่างไรก็ดี แม้นายกรัฐมนตรีจากควิเบคและมานิโตบาจะสนับสนุนการจัดทำ FTA ดังกล่าว แต่มีรัฐบาลระดับภูมิภาคบางภูมิภาคที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดทำ FTA ดังกล่าว อาทิ ภูมิภาค Newfoundland และ Labrador ซึ่งมีข้อห่วงกังวลในบางประเด็น อาทิ ภาษีสินค้าทะเล การห้ามจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากแมวน้ำของอียู ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกอียูที่สนับสนุนการจัดทำ
FTA ระหว่างอียูและแคนาดา ได้แก่ ฝรั่งเศสและเยอรมนี
ในส่วนของภาคเอกชน สมาคมอุตสาหกรรมเกษตรของแคนาดา (Canadian Agri-Food Trade Alliance หรือ CAFTA) ได้แสดงความยินดีกับการจัดทำ FTA โดยเห็นว่าจะเป็นโอกาสในการขยายตลาดสินค้าเกษตรสำหรับแคนาดา |