|
ในช่วงระหว่างวันที่ 23-26 มิ.ย. 52 ได้มีการจัดสัมมนาวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม (Green Week 2009) ในหัวข้อ Climate Change: act and adapt โดยสรุปเรื่องสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นนโยบายที่อียูจะพยายามผลักดันและเสนอตัวเป็นแกนนำ โดยหวังว่าการเจรจาในกรอบ UNFCCC ที่จะมีขึ้นที่กรุงโคเปนเฮเกนจะมีความตกลงที่มีผลบังคับใช้ที่เป็นรูปธรรม และครอบคลุมเรื่องการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังคงได้รับการกระตุ้นให้ใช้นโยบายการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นแนวคิดสำคัญในการผลิตและการบริหารจัดการเพื่อนำไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ใช้คาร์บอนต่ำ ประหยัดพลังงานและทรัพยากร
การจัดสัมมนาวิชาการดังกล่าวมีการบรรยายในหัวข้อต่างๆ โดยผู้แทนจากหลายภูมิภาค นอกจากภายในอียูแล้วยังมีผู้บรรยายจาก จีน อินเดีย แอฟริกาใต้ บราซิล เข้าร่วม สรุปสาระสำคัญจากการบรรยายบางหัวข้อ ดังนี้
1. เป้าหมายของอียูในการจัดทำความตกลงระหว่างประเทศภายหลังพิธีสารเกียวโตสิ้นสุดในปี 2012 นาย Stavros Dimas กรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อมย้ำว่าสิ่งที่อียูต้องการเห็นในการประชุมของ UNFCCC ที่จะมีขึ้นที่กรุงโคเปนเฮเกนในเดือน ธ.ค. ศกนี้ คือความตกลงเดียวที่มีผลผูกพัน (single legally binding treaty) ที่มีความทะเยอทะยานและรอบด้าน และยินดีที่หลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่นและออสเตรเลียได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และหลายประเทศกำลังพัฒนา อาทิ อินเดีย จีน บราซิลมีท่าทีตอบรับการทำยุทธศาสตร์การพัฒนาโดยใช้คาร์บอนต่ำ (low-carbon development strategy) ทั้งนี้ เห็นว่าควรใช้โอกาสในการเตรียมการเจรจาที่โคเปนเฮเกนในช่วง 5 เดือนนี้ในการกระตุ้นความสำคัญของเรื่องนี้ทางสื่อต่างๆ เพื่อให้การเจรจาประสบผลสำเร็จ
2. การให้ความช่วยเหลือทางการเงิน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ผู้บรรยายฝ่ายอียูเพียงแต่ยืนยันว่าอียูพร้อมที่จะให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาในสัดส่วนที่ยุติธรรม (fair share) โดยประเทศผู้รับความช่วยเหลือต้องสามารถชี้แจงว่าจะสามารถดำเนินการให้เป็นรูปธรรมอย่างไร ทั้งนี้ ภายในอียูยังต้องมีกระบวนการเจรจาระหว่างสถาบันที่เกี่ยวข้อง (คณะมนตรียุโรป คกธ.ยุโรป และสวีเดนในฐานะ Presidency ในช่วงครึ่งหลังของปี 52) ต่อไปในเรื่องดังกล่าว
ผู้บรรยายฝ่ายเอเชียให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ ประเทศกำลังพัฒนามีความสามารถในการอุดหนุนเรื่องสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าอียู และเห็นว่าปท.พัฒนาแล้วควรมีความรับผิดชอบในฐานะประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากในอดีต (historical emission) และมีความสามารถทางการเงิน (financial capability) จึงควรให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนา ให้ความช่วยเหลือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและแนวปฏิบัติที่ดี และคำนึงถึงแนวทางการบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (mitigation) ที่อาจจะมีความแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของแต่ละประเทศที่อาจไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบเดียวกับของอียู
3. การใช้เครดิตจากโครงการ Clean Development Mechanism (CDM) ในระบบ EU Emission Trading Scheme ฝ่ายอียูเห็นว่าขึ้นอยู่กับผลการเจรจาที่โคเปนเฮเกน ซึ่งหากไม่สามารถจัดทำความตกลงระหว่างประเทศได้ มีแนวคิดจะเสนอข้อจำกัดในการใช้เครดิตจากโครงการ CDM โดยเห็นว่าการพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยใช้วิธีการ offset ในการลงทุนใน
โครงการ CDM นอกอียูควรมีปริมาณไม่เกิน 50% ของความพยายามในการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอียูทั้งหมด อย่างไรก็ดี อียูมุ่งเป้าหมายการจัดทำตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตระดับโลกมากกว่าโดยคาดว่าจะเริ่มภายในกลุ่ม OECD ในปี 2015 ในขณะเดียวกัน ผู้บรรยายจากประเทศกำลังพัฒนาเห็นว่าการใช้ประโยชน์จากโครงการ CDM ในประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries หรือ LDCs) ยังมีน้อย
4. แนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศกำลังพัฒนา ผู้บรรยายจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา อาทิ แอฟริกาใต้ จีน
อินดีย เน้นว่าประเทศเหล่านี้ยังต้องพึ่งพาพลังงานจากถ่านหิน
อย่างไรก็ดี ผู้บรรยายจากแอฟริกาใต้และจีนต่างชี้แจงแผนการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ โครงการกักเก็บคาร์บอน (Carbon and capture storage)
นอกจากนี้ ผู้บรรยายจากจีนแจ้งว่าในช่วงปี 1990-2005 จีนสามารถลดการใช้พลังงาน (energy intensity) ได้เฉลี่ย 4.4% ต่อปี และมีเป้าหมายเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนจาก 7.5% ของปี 2005 เป็น 15% ในปี 2020 และจีนยังมีเป้าหมายที่จะลด carbon emission ลง 40-60% จากระดับของปี 2005 ภายในปี 2020
ในส่วนของอินเดียระบุว่ามีประชากรที่อยู่ภายใต้ poverty line จำนวน 12-20 ล้านคน และจำเป็นต้องใช้พลังงานถ่านหินซึ่งมีราคาต่ำกว่าพลังงานประเภทอื่น จึงเรียกร้องให้มีการอุดหนุน (subsidize) การดำเนินการของอินเดียในเรื่องสิ่งแวดล้อมและให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาเทคโนโลยี
ในส่วนของบราซิลระบุว่าบราซิลใช้พลังงานทดแทนถึง 46% ของการใช้พลังงานทั้งหมดภายในประเทศ
5. ข้อสังเกต ประเด็นเรื่องการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงมากที่สุดในระหว่างการบรรยายหัวข้อต่างๆ โดยประเทศกำลังพัฒนาเรียกร้องว่าการให้ความช่วยเหลือทางการเงินมีความสำคัญทั้งในแง่ของการดำเนินการบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับตัว (adaptation) ในขณะที่อียูระบุว่ายังต้องมีการพิจารณาเรื่องการให้เงินช่วยเหลือของอียูต่อไป โดยคณะมนตรียุโรปจะพิจารณาเรื่องนี้ในช่วง ต.ค. 52) กระตุ้นให้ประเทศกำลังพัฒนาดำเนินการที่แสดงถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหา และเน้นว่าประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมจะถูกรวมอยู่ในนโยบายของอียูในทุกด้านต่อไป
สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับการสัมมนาดังกล่าวได้ที่ http://greenweek2009.alligence.com/
Related Items:
- CEO บริษัทชั้นนำของยุโรปเสนอแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบรายสาขา
- EU งัดข้อกันเองเรื่องมาตรการปรับรถยนต์ที่ปล่อยก๊าซเกินกำหนด
- EU จะออกกฎระเบียบใหม่มุ่งลดก๊าซเรือนกระจกกลุ่มก๊าซเอฟ
- Switch Asia แหล่งงบประมาณที่น่าสนใจสำหรับโครงการด้านความยั่งยืน
- การเจรจาเรื่องสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่ Poznan โปแลนด์ 1-12 ธ.ค. 51
|