Green week 2009 กับท่าทีของอียูในการเจรจาความตกลงสิ่งแวดล้อมแทนพิธีสารเกียวโต Print E-mail
Contributed by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Monday, 29 June 2009

ในช่วงระหว่างวันที่ 23-26 มิ.ย. 52 ได้มีการจัดสัมมนาวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม (Green Week 2009) ในหัวข้อ “Climate Change: act and adapt” โดยสรุปเรื่องสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นนโยบายที่อียูจะพยายามผลักดันและเสนอตัวเป็นแกนนำ โดยหวังว่าการเจรจาในกรอบ UNFCCC ที่จะมีขึ้นที่กรุงโคเปนเฮเกนจะมีความตกลงที่มีผลบังคับใช้ที่เป็นรูปธรรม และครอบคลุมเรื่องการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังคงได้รับการกระตุ้นให้ใช้นโยบายการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นแนวคิดสำคัญในการผลิตและการบริหารจัดการเพื่อนำไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ใช้คาร์บอนต่ำ ประหยัดพลังงานและทรัพยากร

 

การจัดสัมมนาวิชาการดังกล่าวมีการบรรยายในหัวข้อต่างๆ โดยผู้แทนจากหลายภูมิภาค นอกจากภายในอียูแล้วยังมีผู้บรรยายจาก จีน อินเดีย แอฟริกาใต้ บราซิล เข้าร่วม สรุปสาระสำคัญจากการบรรยายบางหัวข้อ ดังนี้

 

1. เป้าหมายของอียูในการจัดทำความตกลงระหว่างประเทศภายหลังพิธีสารเกียวโตสิ้นสุดในปี 2012 นาย Stavros Dimas กรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อมย้ำว่าสิ่งที่อียูต้องการเห็นในการประชุมของ UNFCCC ที่จะมีขึ้นที่กรุงโคเปนเฮเกนในเดือน ธ.ค. ศกนี้ คือความตกลงเดียวที่มีผลผูกพัน (single legally binding treaty) ที่มีความทะเยอทะยานและรอบด้าน และยินดีที่หลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่นและออสเตรเลียได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และหลายประเทศกำลังพัฒนา อาทิ อินเดีย จีน บราซิลมีท่าทีตอบรับการทำยุทธศาสตร์การพัฒนาโดยใช้คาร์บอนต่ำ (low-carbon development strategy) ทั้งนี้ เห็นว่าควรใช้โอกาสในการเตรียมการเจรจาที่โคเปนเฮเกนในช่วง 5 เดือนนี้ในการกระตุ้นความสำคัญของเรื่องนี้ทางสื่อต่างๆ เพื่อให้การเจรจาประสบผลสำเร็จ

 

2. การให้ความช่วยเหลือทางการเงิน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ผู้บรรยายฝ่ายอียูเพียงแต่ยืนยันว่าอียูพร้อมที่จะให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาในสัดส่วนที่ยุติธรรม (fair share) โดยประเทศผู้รับความช่วยเหลือต้องสามารถชี้แจงว่าจะสามารถดำเนินการให้เป็นรูปธรรมอย่างไร ทั้งนี้ ภายในอียูยังต้องมีกระบวนการเจรจาระหว่างสถาบันที่เกี่ยวข้อง (คณะมนตรียุโรป คกธ.ยุโรป และสวีเดนในฐานะ Presidency ในช่วงครึ่งหลังของปี 52) ต่อไปในเรื่องดังกล่าว

 

ผู้บรรยายฝ่ายเอเชียให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ ประเทศกำลังพัฒนามีความสามารถในการอุดหนุนเรื่องสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าอียู และเห็นว่าปท.พัฒนาแล้วควรมีความรับผิดชอบในฐานะประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากในอดีต (historical emission) และมีความสามารถทางการเงิน (financial capability) จึงควรให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนา ให้ความช่วยเหลือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและแนวปฏิบัติที่ดี และคำนึงถึงแนวทางการบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (mitigation) ที่อาจจะมีความแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของแต่ละประเทศที่อาจไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบเดียวกับของอียู

 

3. การใช้เครดิตจากโครงการ Clean Development Mechanism (CDM) ในระบบ EU Emission Trading Scheme ฝ่ายอียูเห็นว่าขึ้นอยู่กับผลการเจรจาที่โคเปนเฮเกน ซึ่งหากไม่สามารถจัดทำความตกลงระหว่างประเทศได้ มีแนวคิดจะเสนอข้อจำกัดในการใช้เครดิตจากโครงการ CDM โดยเห็นว่าการพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยใช้วิธีการ offset ในการลงทุนใน

โครงการ CDM นอกอียูควรมีปริมาณไม่เกิน 50% ของความพยายามในการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอียูทั้งหมด อย่างไรก็ดี อียูมุ่งเป้าหมายการจัดทำตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตระดับโลกมากกว่าโดยคาดว่าจะเริ่มภายในกลุ่ม OECD ในปี 2015 ในขณะเดียวกัน ผู้บรรยายจากประเทศกำลังพัฒนาเห็นว่าการใช้ประโยชน์จากโครงการ CDM ในประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries หรือ LDCs) ยังมีน้อย

 

            4. แนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศกำลังพัฒนา ผู้บรรยายจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา อาทิ แอฟริกาใต้ จีน

อินดีย เน้นว่าประเทศเหล่านี้ยังต้องพึ่งพาพลังงานจากถ่านหิน

 

              อย่างไรก็ดี ผู้บรรยายจากแอฟริกาใต้และจีนต่างชี้แจงแผนการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ โครงการกักเก็บคาร์บอน (Carbon and capture storage)

 

              นอกจากนี้ ผู้บรรยายจากจีนแจ้งว่าในช่วงปี 1990-2005 จีนสามารถลดการใช้พลังงาน (energy intensity) ได้เฉลี่ย 4.4% ต่อปี และมีเป้าหมายเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนจาก 7.5% ของปี 2005 เป็น 15% ในปี 2020 และจีนยังมีเป้าหมายที่จะลด carbon emission ลง 40-60% จากระดับของปี 2005 ภายในปี 2020

 

               ในส่วนของอินเดียระบุว่ามีประชากรที่อยู่ภายใต้ poverty line จำนวน 12-20 ล้านคน และจำเป็นต้องใช้พลังงานถ่านหินซึ่งมีราคาต่ำกว่าพลังงานประเภทอื่น จึงเรียกร้องให้มีการอุดหนุน (subsidize) การดำเนินการของอินเดียในเรื่องสิ่งแวดล้อมและให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาเทคโนโลยี

  

                ในส่วนของบราซิลระบุว่าบราซิลใช้พลังงานทดแทนถึง 46% ของการใช้พลังงานทั้งหมดภายในประเทศ

 

            5. ข้อสังเกต ประเด็นเรื่องการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงมากที่สุดในระหว่างการบรรยายหัวข้อต่างๆ โดยประเทศกำลังพัฒนาเรียกร้องว่าการให้ความช่วยเหลือทางการเงินมีความสำคัญทั้งในแง่ของการดำเนินการบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับตัว (adaptation) ในขณะที่อียูระบุว่ายังต้องมีการพิจารณาเรื่องการให้เงินช่วยเหลือของอียูต่อไป โดยคณะมนตรียุโรปจะพิจารณาเรื่องนี้ในช่วง ต.ค. 52) กระตุ้นให้ประเทศกำลังพัฒนาดำเนินการที่แสดงถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหา และเน้นว่าประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมจะถูกรวมอยู่ในนโยบายของอียูในทุกด้านต่อไป

 

สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับการสัมมนาดังกล่าวได้ที่ http://greenweek2009.alligence.com/

 

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Related Items:

  1. CEO บริษัทชั้นนำของยุโรปเสนอแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบรายสาขา
  2. EU งัดข้อกันเองเรื่องมาตรการปรับรถยนต์ที่ปล่อยก๊าซเกินกำหนด
  3. EU จะออกกฎระเบียบใหม่มุ่งลดก๊าซเรือนกระจกกลุ่มก๊าซเอฟ
  4. Switch Asia แหล่งงบประมาณที่น่าสนใจสำหรับโครงการด้านความยั่งยืน
  5. การเจรจาเรื่องสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่ Poznan โปแลนด์ 1-12 ธ.ค. 51