|
ที่ |
กฎระเบียบ/นโยบาย
และสาระสำคัญ |
ภาคอุตสาหกรรม / สาขา
ที่อาจได้รับผลกระทบ |
ประเด็นที่ควรติดตาม
และเตรียมการ |
|
1. |
กฎระเบียบเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
พลังงาน และพลังงานทดแทน
-ประกอบด้วยชุดกฎระเบียบย่อย
5 ฉบับ ซึ่งกฎระเบียบที่มีส่วนกระทบต่อประเทศที่สาม ได้แก่ การปรับระเบียบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซ
CO2 ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2013 – 2020
|
- โครงการ Clean Development Mechanism (CDM)
- ภาคอุตสาหกรรมสำหรับสินค้าที่ใช้พลังงาน สหภาพยุโรปมีเป้าหมายป้องกันการเกิดภาวะการโยกย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศที่มีข้อจำกัดในการปล่อยก๊าซ
CO2 น้อยกว่า (carbon leakage) |
- CDM การซื้อสิทธิจากการปล่อยก๊าซ CO2 จากโครงการ CDM และ JI อาจมีการเปลี่ยนแปลง หากการประชุม
UNFCCC ที่โคเปนเฮเกนในช่วง ธ.ค. 2009
ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการจัดทำความตกลงระหว่างประเทศภายหลังพิธีสารเกียวโตสิ้นสุดในปี 2012 ได้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจำกัดการใช้สิทธิการปล่อยก๊าซจากโครงการ
CDM เหลือเพียง 3% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในปี
2005
- ภาคอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าที่ใช้พลังงานเพื่อการส่งออกมายังสหภาพยุโรป เนื่องจากสหภาพยุโรปต้องการป้องกันการเกิดภาวะ carbon leakage
อาจสร้างระบบที่ก่อให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างสินค้าที่ผลิตจากภาคอุตสาหกรรมในสหภาพยุโรป
และนอกสหภาพยุโรป
ซึ่งอาจเป็นรูปแบบการจัดสรรการปล่อยก๊าซฟรีให้อุตสาหกรรมในยุโรปเพิ่มขึ้น
หรือใช้มาตรการภาษีคาร์บอนสำหรับสินค้านำเข้า โดยต้องคำนึงถึงผลการเจรจา UNFCCC
ปลายปีนี้
|
|
2. |
ระเบียบการขยายระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซ CO2 ไปสู่การขนส่งทางอากาศ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2012 |
-
สายการบินที่ประกอบการบินเข้า-ออก สนามบินทุกจุดภายในสหภาพยุโรป |
-
การเตรียมปฏิบัติตามระเบียบนี้ โดยมีขั้นตอนการเตรียมการที่เริ่มตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2012
-
การเตรียมการกรณีที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอร่างกฎระเบียบ
ให้รวมการลดการปล่อยก๊าซ
Nitrogen Oxide (Nox) ในการขนส่งทางอากาศ ก่อน พ.ย. 2009 ตามที่คณะกรรมาธิการยุโรปได้ระบุไว้ในชุดร่างกฎระเบียบ “Green
Transport” ที่เสนอเมื่อ 8 ก.ค. 2009 |
|
3. |
ร่างระเบียบการควบคุมการปล่อยก๊าซ CO2 จากรถยนตฺ์
- กำหนดว่าภายในปี 2012
รถยนต์ที่จดทะเบียนในสหภาพยุโรป 65%
ของผู้ผลิตรถยนต์แต่ละรายต้องมีปริมาณการ
ปล่อยก๊าซ CO2 ไม่เกิน 130 กรัมต่อกิโลเมตร และภายในปี 2015
รถยนต์ทุกคันของผู้ผลิตแต่ละรายต้องมีปริมาณการปล่อยก๊าซข้างต้น
- หากรถยนต์ปล่อยก๊าซเกินกำหนด
ผู้ผลิตจะต้องเสียค่าปรับตามสัดส่วนตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นไป |
-
อุตสาหกรรมยานยนต์และส่วนประกอบ
|
-
การเตรียมปรับตัวในการผลิตรถยนต์และส่วนประกอบที่ส่งออกไปจำหน่ายในสหภาพยุโรปให้คำนึงถึงการลดการปล่อย
CO2 โดยเฉพาะรถยนต์รุ่นใหม่ที่จะเริ่มจำหน่ายในสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี
2012 |
|
4. |
ร่างระเบียบเกี่ยวกับสารเคมีที่มีผลในการทำลายชั้นบรรยากาศ (Ozone
Depleting Substances หรือ ODS)
-
การผลิตสาร HCFCs ในอียู จะค่อยๆ หมดไปภายในสิ้นปี
2019 ซึ่งเป็นไปตามพิธีสารมอนทรีออล
และมีข้อกำหนดในการป้องกันการใช้และการค้าสาร ODS อย่างผิดกฎหมายภายในสหภาพยุโรป
- การใช้สาร Methyl Bromide (ซึ่งใช้เป็นยาฆ่าแมลง) ในการค้าระหว่างประเทศ
โดยเฉพาะในช่วงการกักกันสินค้าและก่อนการส่งสินค้าออก (quarantine and
pre-shipment applications) จะค่อยๆ หมดไปภายในวันที่ 18 มี.ค.
2010
- ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2010
คณะกรรมาธิการยุโรปจะจัดทำรายชื่อผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่อาจมีสาร ODS ที่ต้องมีการควบคุมเป็นส่วนประกอบ |
- อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เคยใช้ประเภท HCFCs เป็นส่วนประกอบ อาทิ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ |
-
ภายในปี 2019 ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่ส่งออกไปจำหน่ายในสหภาพยุโรปต้องไม่มีสาร HCFCs
และสารที่อยู่ภายใต้การควบคุม
ของร่างระเบียบนี้เป็นส่วนประกอบ |
|
5. |
นโยบายอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน
-
มีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมภายในสหภาพยุโรปให้มีการผลิตที่คำนึงถึงความยั่งยืน
การใช้พลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยมีการออกระบบรับรองโดยสมัครใจ อาทิ Eco-Management
Audit Scheme
(EMAS)
สำหรับบริษัท |
- เป็นนโยบายที่ใช้กับภาคอุตสาหกรรมในยุโรป
และไม่มีผลบังคับใช้หรือผลกระทบโดยตรงกับภาคอุตสาหกรรมนอกสหภาพยุโรป
|
-
สหภาพยุโรปอาจผลักดันนโยบายดังกล่าวในระดับระหว่างประเทศในอนาคต |
|
6. |
การปรับระเบียบการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Eco-design Directive)
- การกำหนดรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ต้องดำเนินการตามข้อกำหนดในการออกแบบที่กำหนดไว้
(implementing measures)
- กำลังมีการขยายประเภทผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้ระเบียบนี้จากเดิมบังคับใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงาน
(Energy-Using Products) ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการ
ประหยัดพลังงาน (Energy related products) อาทิ
ก็อกน้ำ หน้าต่าง
- ประสิทธิภาพในการรักษาสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้ระเบียบนี้จะต้องคำนึงถึงตั้งแต่การออกแบบ
การใช้ การบำรุงรักษา จนถึงการทิ้งหรือย่อยสลายผลิตภัณฑ์ |
-
อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงาน อาทิ อุปกรณ์ไฟฟ้า
ที่ส่งออกมาจำหน่ายในสหภาพยุโรป
-
อุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการประหยัดพลังงาน อาทิ
ก็อกน้ำ หน้าต่าง |
-
รายชื่อผลิตภัณฑ์ที่จะมีการออกข้อกำหนดในการออกแบบที่กำหนดไว้ (implementing
measures) ในแต่ละช่วง
- คาดว่าการออกข้อกำหนด Implementing
measures สำหรับ
ผลิตภัณฑ์ประเภท Energy-related products ชุดแรกจะใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี |
|
7. |
การปรับระเบียบการติดฉลากผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงาน (Energy
Labelling Directive)
- การปรับวิธีการระบุประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานซึ่งในปัจจุบันใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าในครัวเรือน
และจะขยาย
ไปสู่อุปกรณ์ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์และในภาคอุตสาหกรรมในอนาคต
- เพิ่มเติมตัวชี้วัดอื่นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมนอกจากตัวชี้วัดประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน
- ในอนาคตจะมีการขยายระเบียบดังกล่าวให้ครอบคลุมสินค้าประเภท
Energy related products |
-
อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงาน อาทิ อุปกรณ์ไฟฟ้า
ที่ส่งออกมาจำหน่ายในสหภาพยุโรป
-
อุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการประหยัดพลังงาน อาทิ
ก็อกน้ำ หน้าต่าง |
-
ผลของการปรับระเบียบนี้ซึ่งจะบังคับใช้กับผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงาน
และผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการประหยัดพลังงานในอนาคต
-
ที่ประชุมสภายุโรปเมื่อ พ.ค. 2009 ลงมติไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปเกี่ยวกับการจัดระดับการติดฉลากใหม่ที่แสดงให้เห็นการประหยัดพลังงานเพิ่มจาก
A เป็น A-20% และ A-40% ดังนั้น ต้องติดตามว่าคณะกรรมาธิการยุโรปจะปรับข้อเสนอใหม่อย่างไร
- คาดว่าเมื่อมีการปรับระเบียบนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปคงต้องมีการหารือกับภาคอุตสาหกรรมอีกค่อนข้างนานก่อนที่จะสามารถนำระเบียบนี้ไปใช้กับสินค้าประเภท
Energy-related products |
|
8. |
การปรับระเบียบการติดฉลาก Eco-Label (EU
Flower) ซึ่งเป็นมาตรการโดยสมัครใจ
-
ฉลากดังกล่าวใช้กับสินค้าที่เป็นผู้นำด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมในแต่ละกลุ่มสินค้า
(top runners) โดยคิดเป็นปริมาณ 10-20% ของแต่ละกลุ่มสินค้า |
-
อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าชนิดต่างๆ 25 กลุ่มสินค้า อาทิ
อุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าในครัวเรือน (เครื่องซักผ้า ตู้เย็น โทรทัศน์)
สินค้าอุปโภคในครัวเรือน สิ่งทอ กระดาษ |
-
การติดฉลากดังกล่าวเป็นมาตรการโดยสมัครใจ จึงเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า
แต่ควรติดตามการกำหนดEco-label ของสินค้ากลุ่มต่างๆ
เพราะอาจถูกนำไปใช้กำหนด minimum standard สำหรับ Eco-design Directive
- ในทางกลับกันคุณสมบัติของสินค้าที่ได้รับตรา EU
Flower บางประเภท เช่น อุปกรณ์ให้แสงสว่าง มีพื้นฐานมาจาก Implementing
measures ใน Eco-design Directive เช่นกัน ดังนั้น
หากระเบียบใดกำหนดคุณสมบัติของสินค้าประเภทใดก่อน
อีกระเบียบก็จะใช้เป็นพื้นฐานตาม |
|
9. |
การจัดตั้งกลุ่มผู้ค้าปลีกภายในอียู (Retail Forum)
-
มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ดี (best
practice) ระหว่างผู้ค้าปลีกในห่วงโซ่การผลิต (supply
chain) โดยได้มีการหารือครั้งแรกเมื่อ 30 เม.ย. 2009
- ประเด็นที่ถือว่ามีความสำคัญลำดับแรกใน Forum
ดังกล่าวประกอบด้วย การติดฉลากคาร์บอน คุณสมบัติความยั่งยืนสำหรับไม้และปลา
ประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน นอกจากนี้
คณะกรรมาธิการยุโรปซึ่งเป็นประธานร่วมใน Forum ดังกล่าว กระตุ้นให้เพิ่มเรื่องการจัดการ
ของเสียและโลจิสติกส์ด้วย
-
ได้มีการจัดตั้งกลุ่มย่อยสำหรับห่วงโซ่การผลิตสินค้าอาหารโดยเฉพาะ (Food
SCP Roundtable) โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะจัดทำวิธีการประเมินการรักษาสิ่งแวดล้อมในสินค้าอาหารและเครื่องดื่มภายในปี
2011
และแสวงหาวิธีการโดยสมัครใจในการสื่อสารคุณสมบัติในการรักษาสิ่งแวดล้อมต่อผู้บริโภค
-
เวทีการหารือดังกล่าวจะเป็นตัวสร้างมาตรการโดยสมัครใจอุตสาหกรรมยุโรปโดยที่คณะกรรมาธิการยุโรปไม่ต้องออกระเบียบที่เป็นมาตรฐานบังคับ |
-
อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าที่ส่งออกมาจำหน่ายในสหภาพยุโรป
โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ Forum
นี้ถือว่ามีความสำคัญลำดับแรก อาทิ ไม้ ปลา
สินค้าอาหารและเครื่องดื่ม |
-
ผลของการหารือในกลุ่มดังกล่าวและการนำแนวทางที่ตกลงกันในกลุ่มไปใช้โดยสมัครใจในห่วงโซ่การผลิตในอนาคต
ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังผู้ค้าปลีกที่ร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มนี้ |
|
10. |
นโยบายเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน
-
คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกแผนปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานฉบับแรกเมื่อ
ต.ค. 2006 และจะมีการทบทวนแผนปฏิบัติการดังกล่าวภายใน ต.ค. 2009
-
แผนปฏิบัติการดังกล่าวมีความเกี่ยวเนื่องกับระเบียบอื่นๆ อาทิ (1)
การตั้งมาตรฐานการประหยัดพลังงานสำหรับกลุ่มสินค้า อาทิ เครื่องทำความร้อน
เครื่องถ่ายเอกสาร โทรทัศน์ และอุปกรณ์ให้แสงสว่าง (2)
มาตรฐานการประหยัดพลังงานสำหรับอาคาร (3)
การกระตุ้นการจัดทำความตกลงระหว่างประเทศเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ |
-
อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานที่ส่งออกมาจำหน่ายในสหภาพยุโรป |
-
การติดตามพัฒนาการของนโยบายนี้จะช่วยคาดการณ์แนวโน้มการดำเนินการของอียูในการกระตุ้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต |
|
11. |
การปรับระเบียบการใช้พลังงานในอาคาร
-
เป็นมาตรการควบคุมให้การใช้พลังงานในอาคาร จากการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า
อุปกรณ์ก่อสร้าง อุปกรณ์การทำความร้อน/เย็น สามารถทำให้อาคารที่ก่อสร้างใหม่
หรือที่ผ่านการปรับปรุงใหม่สามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด (net
zero energy buildings) ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2018 |
-
อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานที่ส่งออกมาจำหน่ายในสหภาพยุโรป |
-
เมื่อระเบียบนี้มีผลบังคับใช้จะทำให้การก่อสร้างอาคารรุ่นใหม่หรือการปรับปรุงอาคารจะต้องเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีผลในการประหยัดพลังงานเท่านั้น |
|
12. |
การใช้เทคโนโยการสื่อสารโทรคมนาคมในการเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน |
-
นโยบายนี้ไม่มีผลโดยตรงกับไทย |
-
พัฒนาการของนโยบายนี้อาจเป็นตัวอย่างที่ดีที่สามารถนำไปปรับใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานได้
อาทิ การปรับปรุงการใช้เทคโนโลยีสื่อสารสารโทรคมนาคมในระบบโลจิสติกส์
ในห่วงโซ่การผลิต |
|
13. |
ระเบียบการจดทะเบียน
การประเมิน การอนุญาต และการจำกัดการใช้สารเคมี (REACH)
- สารเคมีที่ผลิตหรือจำหน่ายภายในสหภาพยุโรปจะต้องได้รับการจดทะเบียนภายใน
มิ.ย. 2018 |
-
อุตสาหกรรมการผลิตสารเคมี หรือที่มีสารเคมีเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ |
-
การติดตามกระบวนการดำเนินการตามระเบียบนี้ซึ่งมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง อาทิ
การประกาศรายชื่อสารต้องห้าม (Substances of very high concern) ขั้นตอนการเตรียมการจดทะเบียน
การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้ผลิตสารเคมีรายอื่น ทั้งนี้
ผู้ประกอบการนอกสหภาพยุโรปไม่สามารถจดทะเบียนสารเคมีได้โดยตรง ต้องผ่านตัวแทน (Only
representatives) เท่านั้น |
|
14. |
การปรับระเบียบ
RoHs (การห้ามการใช้โลหะหนักที่เป็นอันตราย อาทิ ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท) และ WEEE (การลดปริมาณการทิ้งเศษซากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์)
- การปรับระเบียบ WEEE เสนอให้ปรับเป้าหมายการเก็บเศษซากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์สำหรับแต่ละประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป
(คิดเป็น 65% ของน้ำหนักเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่จำหน่าย
ในช่วงสองปีก่อนหน้า)
- การปรับระเบียบทั้งสองเพิ่มเป้าหมายการนำกลับมาใช้ใหม่
(re-use) และการรีไซเคิล
- กำหนดรายชื่อสาร (substances) ที่มีผลกระทบต่อ
สิ่งแวดล้อมที่ควรประเมินตามระเบียบ REACH เพื่อ
พิจารณาว่าจะห้ามนำมาใช้ต่อไปหรือไม่ |
-
อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในครัวเรือน (white goods)
ที่ส่งออกมายังสหภาพยุโรป |
-
ผู้ส่งออกสินค้าประเภทที่เกี่ยวข้องมายังสหภาพยุโรปอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในรูปแบบของ
waste tax หรือ levy โดยต้องคอยติดตามพัฒนาการของการปรับระเบียบดังกล่าวต่อไป |
|
15. |
การรักษาดิน
-
คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการรักษาดิน
และร่างกฎระเบียบเกี่ยวกับการรักษาดินเมื่อ 22 ก.ย. 2006
ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปในปัจจุบันนี้ |
-
ยุทธศาสตร์และร่างระเบียบนี้ไม่มีผลกระทบต่อไทยโดยตรง |
|
|
16. |
การปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วม
-
ปรับปรุงระบบการอุดหนุนในภาคเกษตรกรรมของสหภาพยุโรปโดยเน้นการให้เงินอุดหนุนที่เชื่อมโยงกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
ความปลอดภัยด้านอาหาร สวัสดิภาพสัตว์
สุขอนามัยสัตว์และพืชแทนการเชื่อมโยงกับปริมาณการผลิต |
-
นโยบายดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อไทยโดยตรง |
-
นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการอุดหนุนการเกษตรซึ่งในการเจรจารอบโดฮาประเทศกำลังพัฒนาพยายามผลักดันให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการอุดหนุนในภาคเกษตรกรรม |
|
17. |
การลดการทำลายป่า
-
คณะกรรมาธิการยุโรปได้จัดทำรายงานเรื่อง “Forest Law Enforcement,
Governance and Trade (FLEGT): Proposal for an EU Action Plan” เมื่อปี 2003
โดยเสนอกระบวนการและมาตรการในการแก้ไขปัญหาการตัดไม้และค้าไม้ที่ผิดกฎหมายในประเทศกำลังพัฒนา
และปรับปรุงระบบธรรมาภิบาลในประเทศที่เป็นผู้ผลิตไม้
โดยกระตุ้นให้ประเทศดังกล่าวเป็นหุ้นส่วนกับอียูในการดำเนินการเรื่องนี้
- สหภาพยุโรปเสนอให้มีการจัดทำ “Global
Forest Carbon Mechanism” เพื่อเป็นกลไกการให้ความช่วยเหลือทางการ
เงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาที่ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยการลดการทำลายป่า
- กระตุ้นการจัดทำนโยบายสหภาพยุโรปด้านการค้า พลังงาน
การเกษตร ความปลอดภัยด้านอาหาร
และความร่วมมือด้านการพัฒนาให้คำนึงถึงการแก้ไขปัญหาการทำลายป่า
-
คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอร่างกฎระเบียบที่เป็นข้อบังคับสำหรับผู้ประกอบการที่จำหน่ายไม้หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับไม้ภายในสหภาพยุโรป
เพื่อป้องกันการค้าไม้ที่ผิดกฎหมายภายในสหภาพยุโรป
โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการใช้ระบบการควบคุมตรวจสอบ “Due diligence
system” และจะมีการควบคุมตรวจสอบโดยองค์กรที่ได้รับการแต่งตั้ง
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหภาพยุโรปในระหว่างการนำเข้าสินค้าภายในสหภาพยุโรป |
-
อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับไม้ หรือผลิตภัณฑ์จากไม้เพื่อส่งออกมายังสหภาพยุโรป |
-
การเตรียมการปฏิบัติตามร่างระเบียบสำหรับผู้ประกอบการที่จำหน่ายไม้หรือผลิตภัณฑ์จากไม้ที่วางจำหน่ายในสหภาพยูโรป
โดยควรเตรียมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ due
diligence system |
|
18. |
การคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ
-
สหภาพยุโรปได้ออกแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพเมื่อ พ.ค. 2006
เพื่อลดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ดี การทบทวนการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการดังกล่าวเมื่อปี 2008
มีผลว่าไม่มีความคืบหน้ามากนัก |
-
นโยบายนี้ไม่มีผลกระทบต่อไทยโดยตรง |
-
วัตถุประสงค์ในนโยบายนี้อาจถูกนำไปสอดแทรกในนโยบายความร่วมมือด้านการพัฒนาระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศกำลังพัฒนา
อาทิ การค้า การเกษตร การประมง ทั้งนี้
การให้ความช่วยเหลือทางการเงินของสหภาพยุโรปจะคำนึงถึงเป้าหมายในการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น |