กฎระเบียบและนโยบายอียูด้านสิ่งแวดล้อม และประเด็นที่น่าจับตามองในแง่ผลกระทบต่อไทย Print E-mail
Written by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Monday, 29 June 2009

สรุปข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบและนโยบายอียูด้านสิ่งแวดล้อม และประเด็นที่น่าจับตามองในแง่ผลกระทบต่อไทยในโครงการติดตามความเคลื่อนไหวและศึกษากฎระเบียบสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปที่มีผลกระทบต่อไทยภายใต้โครงการ FMIP ประจำปีงบประมาณ 2552 หนึ่งในโครงการเพื่อนักธุรกิจของทีมประเทศไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ http://news.thaieurope.net/content/blogcategory/108/258/

ที่

กฎระเบียบ/นโยบาย

และสาระสำคัญ

ภาคอุตสาหกรรม / สาขา ที่อาจได้รับผลกระทบ

ประเด็นที่ควรติดตาม และเตรียมการ

1.

กฎระเบียบเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงาน และพลังงานทดแทน

-ประกอบด้วยชุดกฎระเบียบย่อย 5 ฉบับ ซึ่งกฎระเบียบที่มีส่วนกระทบต่อประเทศที่สาม ได้แก่ การปรับระเบียบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซ CO2 ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2013 – 2020

 

 

- โครงการ Clean Development Mechanism (CDM)

- ภาคอุตสาหกรรมสำหรับสินค้าที่ใช้พลังงาน สหภาพยุโรปมีเป้าหมายป้องกันการเกิดภาวะการโยกย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศที่มีข้อจำกัดในการปล่อยก๊าซ CO2 น้อยกว่า (carbon leakage)

- CDM การซื้อสิทธิจากการปล่อยก๊าซ CO2 จากโครงการ CDM และ JI อาจมีการเปลี่ยนแปลง หากการประชุม UNFCCC ที่โคเปนเฮเกนในช่วง ธ.ค. 2009 ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการจัดทำความตกลงระหว่างประเทศภายหลังพิธีสารเกียวโตสิ้นสุดในปี 2012 ได้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจำกัดการใช้สิทธิการปล่อยก๊าซจากโครงการ CDM เหลือเพียง 3% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในปี 2005

- ภาคอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าที่ใช้พลังงานเพื่อการส่งออกมายังสหภาพยุโรป เนื่องจากสหภาพยุโรปต้องการป้องกันการเกิดภาวะ carbon leakage อาจสร้างระบบที่ก่อให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างสินค้าที่ผลิตจากภาคอุตสาหกรรมในสหภาพยุโรป และนอกสหภาพยุโรป ซึ่งอาจเป็นรูปแบบการจัดสรรการปล่อยก๊าซฟรีให้อุตสาหกรรมในยุโรปเพิ่มขึ้น หรือใช้มาตรการภาษีคาร์บอนสำหรับสินค้านำเข้า โดยต้องคำนึงถึงผลการเจรจา UNFCCC ปลายปีนี้

 

2.

ระเบียบการขยายระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซ CO2 ไปสู่การขนส่งทางอากาศ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2012

- สายการบินที่ประกอบการบินเข้า-ออก สนามบินทุกจุดภายในสหภาพยุโรป

- การเตรียมปฏิบัติตามระเบียบนี้  โดยมีขั้นตอนการเตรียมการที่เริ่มตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2012

- การเตรียมการกรณีที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอร่างกฎระเบียบ

ให้รวมการลดการปล่อยก๊าซ Nitrogen Oxide (Nox) ในการขนส่งทางอากาศ ก่อน พ.ย. 2009 ตามที่คณะกรรมาธิการยุโรปได้ระบุไว้ในชุดร่างกฎระเบียบ “Green Transport” ที่เสนอเมื่อ 8 ก.ค. 2009

3.

ร่างระเบียบการควบคุมการปล่อยก๊าซ CO2 จากรถยนตฺ์

- กำหนดว่าภายในปี 2012 รถยนต์ที่จดทะเบียนในสหภาพยุโรป 65% ของผู้ผลิตรถยนต์แต่ละรายต้องมีปริมาณการ

ปล่อยก๊าซ CO2 ไม่เกิน 130 กรัมต่อกิโลเมตร และภายในปี 2015 รถยนต์ทุกคันของผู้ผลิตแต่ละรายต้องมีปริมาณการปล่อยก๊าซข้างต้น

- หากรถยนต์ปล่อยก๊าซเกินกำหนด ผู้ผลิตจะต้องเสียค่าปรับตามสัดส่วนตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นไป

- อุตสาหกรรมยานยนต์และส่วนประกอบ

 

 

 

 

 

 

 

 

- การเตรียมปรับตัวในการผลิตรถยนต์และส่วนประกอบที่ส่งออกไปจำหน่ายในสหภาพยุโรปให้คำนึงถึงการลดการปล่อย CO2  โดยเฉพาะรถยนต์รุ่นใหม่ที่จะเริ่มจำหน่ายในสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี 2012

4.

ร่างระเบียบเกี่ยวกับสารเคมีที่มีผลในการทำลายชั้นบรรยากาศ (Ozone Depleting Substances หรือ ODS)

- การผลิตสาร HCFCs ในอียู จะค่อยๆ หมดไปภายในสิ้นปี 2019 ซึ่งเป็นไปตามพิธีสารมอนทรีออล และมีข้อกำหนดในการป้องกันการใช้และการค้าสาร ODS อย่างผิดกฎหมายภายในสหภาพยุโรป

- การใช้สาร Methyl Bromide (ซึ่งใช้เป็นยาฆ่าแมลง) ในการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงการกักกันสินค้าและก่อนการส่งสินค้าออก (quarantine and pre-shipment applications) จะค่อยๆ หมดไปภายในวันที่ 18 มี.ค. 2010

- ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2010 คณะกรรมาธิการยุโรปจะจัดทำรายชื่อผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่อาจมีสาร ODS ที่ต้องมีการควบคุมเป็นส่วนประกอบ 

- อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เคยใช้ประเภท HCFCs เป็นส่วนประกอบ อาทิ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ

- ภายในปี 2019 ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่ส่งออกไปจำหน่ายในสหภาพยุโรปต้องไม่มีสาร HCFCs และสารที่อยู่ภายใต้การควบคุม

ของร่างระเบียบนี้เป็นส่วนประกอบ

5.

นโยบายอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

- มีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมภายในสหภาพยุโรปให้มีการผลิตที่คำนึงถึงความยั่งยืน การใช้พลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยมีการออกระบบรับรองโดยสมัครใจ อาทิ Eco-Management Audit Scheme (EMAS) สำหรับบริษัท

- เป็นนโยบายที่ใช้กับภาคอุตสาหกรรมในยุโรป และไม่มีผลบังคับใช้หรือผลกระทบโดยตรงกับภาคอุตสาหกรรมนอกสหภาพยุโรป

 

- สหภาพยุโรปอาจผลักดันนโยบายดังกล่าวในระดับระหว่างประเทศในอนาคต

6.

การปรับระเบียบการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Eco-design Directive)

- การกำหนดรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ต้องดำเนินการตามข้อกำหนดในการออกแบบที่กำหนดไว้ (implementing measures)

- กำลังมีการขยายประเภทผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้ระเบียบนี้จากเดิมบังคับใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงาน (Energy-Using Products) ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการ

ประหยัดพลังงาน (Energy related products) อาทิ ก็อกน้ำ หน้าต่าง

- ประสิทธิภาพในการรักษาสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้ระเบียบนี้จะต้องคำนึงถึงตั้งแต่การออกแบบ การใช้ การบำรุงรักษา จนถึงการทิ้งหรือย่อยสลายผลิตภัณฑ์

- อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงาน อาทิ อุปกรณ์ไฟฟ้า ที่ส่งออกมาจำหน่ายในสหภาพยุโรป

- อุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการประหยัดพลังงาน อาทิ ก็อกน้ำ หน้าต่าง

- รายชื่อผลิตภัณฑ์ที่จะมีการออกข้อกำหนดในการออกแบบที่กำหนดไว้ (implementing measures) ในแต่ละช่วง

- คาดว่าการออกข้อกำหนด Implementing measures สำหรับ

ผลิตภัณฑ์ประเภท Energy-related products ชุดแรกจะใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี

7.

การปรับระเบียบการติดฉลากผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงาน (Energy Labelling Directive)

- การปรับวิธีการระบุประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานซึ่งในปัจจุบันใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าในครัวเรือน และจะขยาย

ไปสู่อุปกรณ์ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์และในภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

- เพิ่มเติมตัวชี้วัดอื่นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมนอกจากตัวชี้วัดประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน

- ในอนาคตจะมีการขยายระเบียบดังกล่าวให้ครอบคลุมสินค้าประเภท Energy related products

- อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงาน อาทิ อุปกรณ์ไฟฟ้า ที่ส่งออกมาจำหน่ายในสหภาพยุโรป

- อุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการประหยัดพลังงาน อาทิ ก็อกน้ำ หน้าต่าง

- ผลของการปรับระเบียบนี้ซึ่งจะบังคับใช้กับผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงาน และผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการประหยัดพลังงานในอนาคต

- ที่ประชุมสภายุโรปเมื่อ พ.ค. 2009 ลงมติไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปเกี่ยวกับการจัดระดับการติดฉลากใหม่ที่แสดงให้เห็นการประหยัดพลังงานเพิ่มจาก A เป็น A-20% และ A-40% ดังนั้น ต้องติดตามว่าคณะกรรมาธิการยุโรปจะปรับข้อเสนอใหม่อย่างไร

- คาดว่าเมื่อมีการปรับระเบียบนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปคงต้องมีการหารือกับภาคอุตสาหกรรมอีกค่อนข้างนานก่อนที่จะสามารถนำระเบียบนี้ไปใช้กับสินค้าประเภท Energy-related products

8.

การปรับระเบียบการติดฉลาก Eco-Label (EU Flower) ซึ่งเป็นมาตรการโดยสมัครใจ

- ฉลากดังกล่าวใช้กับสินค้าที่เป็นผู้นำด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมในแต่ละกลุ่มสินค้า (top runners) โดยคิดเป็นปริมาณ 10-20% ของแต่ละกลุ่มสินค้า

- อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าชนิดต่างๆ 25 กลุ่มสินค้า อาทิ อุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าในครัวเรือน (เครื่องซักผ้า ตู้เย็น โทรทัศน์) สินค้าอุปโภคในครัวเรือน สิ่งทอ กระดาษ

- การติดฉลากดังกล่าวเป็นมาตรการโดยสมัครใจ จึงเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า แต่ควรติดตามการกำหนดEco-label ของสินค้ากลุ่มต่างๆ เพราะอาจถูกนำไปใช้กำหนด minimum standard สำหรับ Eco-design Directive

- ในทางกลับกันคุณสมบัติของสินค้าที่ได้รับตรา EU Flower บางประเภท เช่น อุปกรณ์ให้แสงสว่าง มีพื้นฐานมาจาก Implementing measures ใน Eco-design Directive เช่นกัน ดังนั้น หากระเบียบใดกำหนดคุณสมบัติของสินค้าประเภทใดก่อน อีกระเบียบก็จะใช้เป็นพื้นฐานตาม

9.

การจัดตั้งกลุ่มผู้ค้าปลีกภายในอียู (Retail Forum)

- มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ดี (best practice) ระหว่างผู้ค้าปลีกในห่วงโซ่การผลิต (supply chain) โดยได้มีการหารือครั้งแรกเมื่อ 30 เม.ย. 2009

- ประเด็นที่ถือว่ามีความสำคัญลำดับแรกใน Forum ดังกล่าวประกอบด้วย การติดฉลากคาร์บอน คุณสมบัติความยั่งยืนสำหรับไม้และปลา ประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปซึ่งเป็นประธานร่วมใน Forum ดังกล่าว กระตุ้นให้เพิ่มเรื่องการจัดการ

ของเสียและโลจิสติกส์ด้วย

- ได้มีการจัดตั้งกลุ่มย่อยสำหรับห่วงโซ่การผลิตสินค้าอาหารโดยเฉพาะ (Food SCP Roundtable) โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะจัดทำวิธีการประเมินการรักษาสิ่งแวดล้อมในสินค้าอาหารและเครื่องดื่มภายในปี 2011 และแสวงหาวิธีการโดยสมัครใจในการสื่อสารคุณสมบัติในการรักษาสิ่งแวดล้อมต่อผู้บริโภค

 

- เวทีการหารือดังกล่าวจะเป็นตัวสร้างมาตรการโดยสมัครใจอุตสาหกรรมยุโรปโดยที่คณะกรรมาธิการยุโรปไม่ต้องออกระเบียบที่เป็นมาตรฐานบังคับ

- อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าที่ส่งออกมาจำหน่ายในสหภาพยุโรป โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ Forum นี้ถือว่ามีความสำคัญลำดับแรก อาทิ ไม้ ปลา สินค้าอาหารและเครื่องดื่ม

- ผลของการหารือในกลุ่มดังกล่าวและการนำแนวทางที่ตกลงกันในกลุ่มไปใช้โดยสมัครใจในห่วงโซ่การผลิตในอนาคต ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังผู้ค้าปลีกที่ร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มนี้

10.

นโยบายเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน

- คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกแผนปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานฉบับแรกเมื่อ ต.ค. 2006 และจะมีการทบทวนแผนปฏิบัติการดังกล่าวภายใน ต.ค. 2009

- แผนปฏิบัติการดังกล่าวมีความเกี่ยวเนื่องกับระเบียบอื่นๆ อาทิ (1) การตั้งมาตรฐานการประหยัดพลังงานสำหรับกลุ่มสินค้า อาทิ เครื่องทำความร้อน เครื่องถ่ายเอกสาร โทรทัศน์ และอุปกรณ์ให้แสงสว่าง (2) มาตรฐานการประหยัดพลังงานสำหรับอาคาร (3) การกระตุ้นการจัดทำความตกลงระหว่างประเทศเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

- อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานที่ส่งออกมาจำหน่ายในสหภาพยุโรป

- การติดตามพัฒนาการของนโยบายนี้จะช่วยคาดการณ์แนวโน้มการดำเนินการของอียูในการกระตุ้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

11.

การปรับระเบียบการใช้พลังงานในอาคาร

- เป็นมาตรการควบคุมให้การใช้พลังงานในอาคาร จากการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์ก่อสร้าง อุปกรณ์การทำความร้อน/เย็น สามารถทำให้อาคารที่ก่อสร้างใหม่ หรือที่ผ่านการปรับปรุงใหม่สามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด (net zero energy buildings) ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2018

- อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานที่ส่งออกมาจำหน่ายในสหภาพยุโรป

- เมื่อระเบียบนี้มีผลบังคับใช้จะทำให้การก่อสร้างอาคารรุ่นใหม่หรือการปรับปรุงอาคารจะต้องเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีผลในการประหยัดพลังงานเท่านั้น

12.

การใช้เทคโนโยการสื่อสารโทรคมนาคมในการเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน

- นโยบายนี้ไม่มีผลโดยตรงกับไทย

- พัฒนาการของนโยบายนี้อาจเป็นตัวอย่างที่ดีที่สามารถนำไปปรับใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานได้ อาทิ การปรับปรุงการใช้เทคโนโลยีสื่อสารสารโทรคมนาคมในระบบโลจิสติกส์ ในห่วงโซ่การผลิต

13.

ระเบียบการจดทะเบียน การประเมิน การอนุญาต และการจำกัดการใช้สารเคมี (REACH)

- สารเคมีที่ผลิตหรือจำหน่ายภายในสหภาพยุโรปจะต้องได้รับการจดทะเบียนภายใน มิ.ย. 2018

- อุตสาหกรรมการผลิตสารเคมี หรือที่มีสารเคมีเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์

- การติดตามกระบวนการดำเนินการตามระเบียบนี้ซึ่งมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง อาทิ การประกาศรายชื่อสารต้องห้าม (Substances of very high concern) ขั้นตอนการเตรียมการจดทะเบียน การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้ผลิตสารเคมีรายอื่น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการนอกสหภาพยุโรปไม่สามารถจดทะเบียนสารเคมีได้โดยตรง ต้องผ่านตัวแทน (Only representatives) เท่านั้น

14.

การปรับระเบียบ RoHs (การห้ามการใช้โลหะหนักที่เป็นอันตราย อาทิ ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท) และ WEEE (การลดปริมาณการทิ้งเศษซากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์)

- การปรับระเบียบ WEEE เสนอให้ปรับเป้าหมายการเก็บเศษซากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์สำหรับแต่ละประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (คิดเป็น 65% ของน้ำหนักเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่จำหน่าย

ในช่วงสองปีก่อนหน้า)

- การปรับระเบียบทั้งสองเพิ่มเป้าหมายการนำกลับมาใช้ใหม่ (re-use) และการรีไซเคิล

-  กำหนดรายชื่อสาร (substances) ที่มีผลกระทบต่อ

สิ่งแวดล้อมที่ควรประเมินตามระเบียบ REACH เพื่อ

พิจารณาว่าจะห้ามนำมาใช้ต่อไปหรือไม่

- อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในครัวเรือน (white goods) ที่ส่งออกมายังสหภาพยุโรป

- ผู้ส่งออกสินค้าประเภทที่เกี่ยวข้องมายังสหภาพยุโรปอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในรูปแบบของ waste tax หรือ levy โดยต้องคอยติดตามพัฒนาการของการปรับระเบียบดังกล่าวต่อไป

15.

การรักษาดิน

- คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการรักษาดิน และร่างกฎระเบียบเกี่ยวกับการรักษาดินเมื่อ 22 ก.ย. 2006 ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปในปัจจุบันนี้

- ยุทธศาสตร์และร่างระเบียบนี้ไม่มีผลกระทบต่อไทยโดยตรง

 

16.

การปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วม

- ปรับปรุงระบบการอุดหนุนในภาคเกษตรกรรมของสหภาพยุโรปโดยเน้นการให้เงินอุดหนุนที่เชื่อมโยงกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยด้านอาหาร สวัสดิภาพสัตว์ สุขอนามัยสัตว์และพืชแทนการเชื่อมโยงกับปริมาณการผลิต

- นโยบายดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อไทยโดยตรง

- นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการอุดหนุนการเกษตรซึ่งในการเจรจารอบโดฮาประเทศกำลังพัฒนาพยายามผลักดันให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการอุดหนุนในภาคเกษตรกรรม

17.

การลดการทำลายป่า

- คณะกรรมาธิการยุโรปได้จัดทำรายงานเรื่อง “Forest Law Enforcement, Governance and Trade (FLEGT): Proposal for an EU Action Plan” เมื่อปี 2003 โดยเสนอกระบวนการและมาตรการในการแก้ไขปัญหาการตัดไม้และค้าไม้ที่ผิดกฎหมายในประเทศกำลังพัฒนา และปรับปรุงระบบธรรมาภิบาลในประเทศที่เป็นผู้ผลิตไม้ โดยกระตุ้นให้ประเทศดังกล่าวเป็นหุ้นส่วนกับอียูในการดำเนินการเรื่องนี้

- สหภาพยุโรปเสนอให้มีการจัดทำ “Global Forest Carbon Mechanism” เพื่อเป็นกลไกการให้ความช่วยเหลือทางการ

เงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาที่ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยการลดการทำลายป่า

- กระตุ้นการจัดทำนโยบายสหภาพยุโรปด้านการค้า พลังงาน การเกษตร ความปลอดภัยด้านอาหาร และความร่วมมือด้านการพัฒนาให้คำนึงถึงการแก้ไขปัญหาการทำลายป่า

- คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอร่างกฎระเบียบที่เป็นข้อบังคับสำหรับผู้ประกอบการที่จำหน่ายไม้หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับไม้ภายในสหภาพยุโรป เพื่อป้องกันการค้าไม้ที่ผิดกฎหมายภายในสหภาพยุโรป โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการใช้ระบบการควบคุมตรวจสอบ “Due diligence system” และจะมีการควบคุมตรวจสอบโดยองค์กรที่ได้รับการแต่งตั้ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหภาพยุโรปในระหว่างการนำเข้าสินค้าภายในสหภาพยุโรป

- อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับไม้ หรือผลิตภัณฑ์จากไม้เพื่อส่งออกมายังสหภาพยุโรป

- การเตรียมการปฏิบัติตามร่างระเบียบสำหรับผู้ประกอบการที่จำหน่ายไม้หรือผลิตภัณฑ์จากไม้ที่วางจำหน่ายในสหภาพยูโรป โดยควรเตรียมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ due diligence system

18.

การคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ

- สหภาพยุโรปได้ออกแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพเมื่อ พ.ค. 2006 เพื่อลดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นไป อย่างไรก็ดี การทบทวนการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการดังกล่าวเมื่อปี 2008 มีผลว่าไม่มีความคืบหน้ามากนัก

- นโยบายนี้ไม่มีผลกระทบต่อไทยโดยตรง

- วัตถุประสงค์ในนโยบายนี้อาจถูกนำไปสอดแทรกในนโยบายความร่วมมือด้านการพัฒนาระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศกำลังพัฒนา อาทิ การค้า การเกษตร การประมง ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือทางการเงินของสหภาพยุโรปจะคำนึงถึงเป้าหมายในการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น

 
Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Last Updated ( Monday, 29 June 2009 )