ผลการเจรจา UN Climate Change Talks Print E-mail
Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป   
Wednesday, 24 June 2009

1.  การประชุม UN Climate Change Talks ณ เมืองบอนน์ เมื่อวันที่ 27 มี.ค. – 8 เม.ย.52  ถือเป็นการประชุมภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ UNFCCC[1] และพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocal) รอบแรก (จากที่วางแผนไว้ทั้งหมด 5 ครั้ง) ก่อนจะมีการประชุมครั้งใหญ่ทางด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสหประชาชาติ ณ กรุงโคเปเฮเกน ในเดือน ธ.ค.52



[1] United Nations Framework Convention on Climate Change หรือ กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

2.  วัตถุประสงค์ของการประชุม  เพื่อให้ประเทศสมาชิกมาเจรจาร่วมกันแล้วหาทางออกในระยะยาวเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมถึงเจรจาพันธกรณีเพิ่มเติมของประเทศ annex-I ภายหลังพันธกรณีแรกของพิธีสารเกียวโตกำลังจะสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 2012 

3.    สรุปประเด็นสำคัญจากการประชุม

3.1.    ประเทศพัฒนาแล้วและประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่ม G77 มีแนวโน้มเห็นชอบกับ “การควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศให้ไม่สูงเกินกว่า 450 ppm และรักษาอุณหภูมิของโลกให้ไม่สูงขึ้นเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส” ในขณะที่ประเทศหมู่เกาะ (AOSIS) กลับเรียกร้องเป้าหมายที่สูงกว่าระดับนี้ นั่นคือ “ที่ระดับ 350 ppm และไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส”

3.2.    เป้าหมายของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับประเทศพัฒนาแล้วโดยคำนึงจากความรับผิดชอบในอดีตเป็นหลัก (historical resposibility) ตั้งไว้ว่า “จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้อย่างน้อยร้อยละ 25 – 40  ก่อนปี ค.ศ.2020 และอย่างน้อยร้อยละ 50 ก่อนปี ค.ศ.2050 เมื่อเทียบกับตัวเลขในปีฐาน (ค.ศ. 1990)” โดยเป้าหมายรายประเทศจะต้องขึ้นอยู่กับวิธีการคำนวณที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน (เช่น การใช้ GDP per capita กำหนดความสามารถในการลด หรือ การใช้ GHGs emission per capita กำหนดความรับผิดชอบ เป็นต้น) อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้มีหลายประเทศที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับปีฐานที่จะนำมาใช้ในการคำนวณ เพราะตามพันธกรณีของพิธีสารเกียวโตกำหนดให้ใช้ปี ค.ศ.1990 เป็นปีฐาน แต่หลายประเทศเห็นว่าสมควรใช้ปีฐานที่ใหม่กว่านั้น

3.3.    ประเทศกำลังพัฒนาถูกกดดันให้มีส่วนร่วมในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากแต่ประเทศในกลุ่ม G77 (รวมถึงไทย, จีน, กลุ่ม LDCs และกลุ่ม AOSIS) ยืนยันว่าจะไม่ยอมรับพันธกรณีใดๆ ในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่จะกระทำโดยความสมัครใจภายใต้มาตรการที่เหมาะสมของแต่ละประเทศ (National Appropriate Mitigation Action : NAMA) โดยจะตั้งอยู่บนหลักการดำเนินงานที่ “วัดได้ รายงานได้และตรวจสอบได้”  นอกจากนี้ ประเทศกำลังพัฒนายังเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วแสดงบทบาทนำในการสนับสนุนทางด้านการเงินและเทคโนโลยีตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯ UNFCCC

3.4.    สำหรับประเทศไทย เนื่องจากข้อมูลทางวิชาการและสถิติหลายแหล่งชี้ว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง (โดยเฉพาะมีเทนจากนาข้าว, ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และอื่นๆ จากภาคอุตสาหกรรม) รวมทั้งมีแนวโน้มว่าอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นสูงเป็นอันดับที่ 8 ของโลกในปี 2563 จึงทำให้ประเทศไทยถูกรวมอยู่ในกลุ่มเป้าหมายของการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย ฉะนั้น ไทยจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบของความตกลงฉบับใหม่ว่าจะไม่มีมาตรการใดๆที่บังคับให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องมีพันธกรณีในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันจะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม (การปลูกข้าว) และการพัฒนาเศรษฐกิจจากการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม

4.  ความคืบหน้าเพิ่มเติมในเรื่องนี้ ล่าสุดในการประชุม UN Climate Change Talks รอบที่ 2 ณ เมืองบอนน์ (1-12 มิ.ย.52) มีการเสนอ draft negotiation text ฉบับแรก โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ความร่วมมือระหว่างประเทศในระยะยาว, การปรับปรุงแผนการและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งแผนการทางด้านการเงินและเทคโนโลยี

    Draft text นี้จะถูกใช้เป็นหลักในการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศสมาชิก โดยต้องหาข้อสรุปร่วมกันให้ได้ภายในการประชุมครั้งสำคัญทางด้านสิ่งแวดล้อม ณ กรุงโคเปเฮเกน ในปลายปีนี้  ถึงแม้ว่าทางเลขาธิการของ UNFCCC จะเห็นว่า draft text นี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเจรจาทางด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสหประชาชาติ  แต่มีหลายฝ่ายที่แสดงความคิดเห็นไม่พอใจกับบางประเด็น เช่น

·   เป้าหมายของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศพัฒนาแล้วตั้งไว้ยังต่ำเกินไป ซึ่งไม่เพียงพอกับการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีความรุนแรงมากขึ้น   

·   ประเทศพัฒนาแล้วยังไม่ได้แสดงท่าทีที่ชัดเจนในการรับผิดชอบต่อพันธกรณีที่จะให้การสนับสนุนด้านเงินทุนและเทคโนโลยีแก่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลก

อย่างไรก็ตาม ยังคงเหลือการประชุมในระดับสหประชาชาติอีก 3 ครั้ง (ซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองบอนน์, กรุงเทพ และบาเซลโลนา) ก่อนจะถึงการประชุมครั้งใหญ่ ณ กรุงโคเปเฮเกน ในระหว่างนี้ประเทศต่างๆ ทั้งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศกำลังพัฒนาคงต้องหาข้อเสนอที่เป็นกลางเพื่อแบ่งปันความรับผิดชอบในระดับที่แตกต่างกันไป แต่มีความเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อให้พันธกรณีของพิธีสารเกียวโตบรรลุผลสำเร็จให้จงได้ ความสำเร็จนี้จะสะท้อนถึงความเป็นไปได้ที่สหประชาชาติจะให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อไปในระยะยาว แต่ในขณะเดียวกันแต่ละประเทศคงจะหาทางเจรจาในทิศทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุด (เช่น เป้าหมายที่ตั้งไว้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, มาตรฐานที่จะนำมาใช้วัดความรับผิดชอบ, การหาทางเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยี หรือ การต่อรองว่าจะยอมรับพันธกรณีทางด้านสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เป็นต้น)

ในเรื่องนี้ สำนักงานฯ ขอเรียนข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ดังนี้

ก)  พันธกรณีแรกของพิธีสารเกียวโตกำลังจะสิ้นสุดในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่สั้นมากเพื่อใช้สำหรับแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในขณะที่การเจรจาระหว่างประเทศยังคงมีอุปสรรค เนื่องจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนายังหาข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่พอใจร่วมกันไม่ได้[1] ส่วนประเทศสมาชิกภายในกลุ่ม G77 ก็มีความคิดเห็นแตกแยกกันในหลายประเด็น[2]และแยกตัวออกเป็นกลุ่มย่อย รวมถึงกลุ่มอาเซียนก็ไม่มีท่าทีร่วมกันเช่นกัน

       ฉะนั้น หนทางที่จะแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกันยังคงมีโอกาสเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้  หากแต่ต้องอาศัยการเจรจาหาข้อตกลงร่วมกันให้ได้ทั้งในระดับสหประชาชาติ, ภูมิภาค,พหุพาคี หรือทวิภาคีภายใต้กรอบที่เป็นหนึ่งเดียวกัน (นั่นคือ อนุสัญญาฯ UNFCCC และพิธีสารเกียวโต) รวมทั้งรัฐบาลแต่ละประเทศควรมีความมุ่งมั่นในการปรับปรุงนโยบายต่างๆ ในทิศทางที่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ข)  การเจรจาแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับสหประชาชาติก่อนหน้าจะถึงปี ค.ศ.2012 คงจะเน้นเป้าหมายไปที่การหาข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศเพื่อจะทำให้พิธีสารเกียวโตบรรลุผลสำเร็จให้ได้ (เช่น ผ่านความร่วมมือต่างๆ, มาตรการที่จะนำมาใช้, การถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือสนับสนุนทางด้านการเงิน) แต่ภายหลังพิธีสารเกียวโตสิ้นสุดลง ประเทศพัฒนาแล้วน่าจะพยายามกดดันให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องออกมาแสดงบทบาทในการรับผิดชอบทางด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่มีความก้าวหน้า (เช่น จีน อินเดีย บราซิลและแอฟริกาใต้) เพราะมีเศรษฐกิจเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและรายได้ประชากรเพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นประเทศที่ทำลายสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น แนวโน้ม คือ กดดันให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องยอมรับพันธกรณีในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและกำหนดเป้าหมายของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าวิธีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  

ค)  ประเทศสหรัฐฯภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโอบามามีนโยบายที่จะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะมุ่งสู่แนวทางการพัฒนาที่ใช้คาร์บอนต่ำ (เช่น การลงทุนเทคโนโลนีด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ) ซึ่งเป็นวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และรัฐบาลของสหรัฐฯได้ดำเนินแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้ระบบ “cap and trade” โดยตั้งเป้าหมายว่าจะลดให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 15 ภายในปี ค.ศ. 2020 และร้อยละ 50 ภายในปี 2050 จากระดับการปล่อยในปัจจุบัน ทำให้หลายฝ่ายมองว่าการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลสำเร็จของการบรรลุข้อตกลงในการประชุมรัฐภาคีฯ ที่กรุงโคเปเฮเกน

ง)  สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ปานกลายแต่มักจะถูกมองว่ารวมอยู่ในกลุ่มที่ควรจะมีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย เนื่องจากในรายงานต่างๆไทยมักปรากฎเป็น 1 ใน 20 ประเทศแรกที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง (ซึ่งมาจากภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม) จึงต้องระวังผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในอนาคต โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของประเทศ

ดังนั้น ไทยจึงต้องระมัดระวังอย่างมากในการเจรจาเกี่ยวกับข้อผูกพันธ์ของการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรและการกำหนดมาตรฐานที่จะนำมาใช้วัดความรับผิดชอบของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงควรนำเงื่อนไขที่ประเทศพัฒนาแล้วจะต้องให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและเทคโนโลยีเพื่อนำมาใช้สำหรับเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศในอนาคต



[1] ได้แก่ 1) เป้าหมายของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศพัฒนาแล้วตั้งไว้ยังต่ำเกินไป 2) ประเทศกำลังพัฒนาเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วให้การสนับสนุนทางด้านการเงินและเทคโนโลยีตามพันธกรณี 3) ประเทศพัฒนาแล้วเรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนาที่มีความก้าวหน้า เช่น จีน อินเดีย บราซิลและแอฟริกาใต้ กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

[2] ได้แก่ 1) วิสัยทัศน์ร่วมกันในการรักษาระดับอุณหภูมิโลกและความหนาแน่นของก๊าซเรือนกระจกในอากาศ 2) มาตรการรองรับผลทางเศรษฐกิจและสังคมจากมาตรในการลดก๊าซเรือนกระจก 3) แนวคิดเรื่องมาตรการหรือแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการตัดไม้ทำลายป่าและการเสื่อมโทรมของป่า

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Related Items:

  1. CEO บริษัทชั้นนำของยุโรปเสนอแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบรายสาขา
  2. การเจรจาเรื่องสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่ Poznan โปแลนด์ 1-12 ธ.ค. 51
  3. การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  4. ความคืบหน้าเรื่องการพิจารณาระเบียบอียูเรื่องพลังงานทดแทน
  5. ท่าทีของอียูในการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม (UNFCCC) ธ.ค. 51
host by colorpack.net