โอกาสการส่งออกสินค้าไทยมาเบลเยียม Print E-mail
Contributed by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Thursday, 12 February 2009

ในช่วงปี 2551 ไทยส่งออกสินค้ามาเบลเยียมมูลค่ารวม 1,696.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 0.56% เมื่อเทียบกับปี 2550 โดยสินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้นเช่น ข้าว ผลไม้กระป๋องและแปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ ในขณะที่บางสินค้าส่งออกมาลดลง เช่น ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ สินค้าของไทยที่มีโอกาสเติบโตในอนาคตคือสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นหลายรายการและเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นขั้นพื้นฐาน การจะคงความสามารถในการแข่งขันในตลาดอียูได้นั้นจะต้องประกอบด้วยการรักษามาตรฐานสินค้า การใช้เทคโนโลยี การผลิตตามความต้องการของผู้บริโภค และการติดตามพัฒนาการมาตรการของอียู

1. การนำเข้าสินค้าจากไทยมาเบลเยียม

 

            จากสถิติที่ได้รับจากสำนักงานส่งเสริมการค้าต่างประเทศ ณ กรุงเฮก สินค้าไทยที่ส่งออกมายังเบลเยียมมีทั้งประเภทสินค้าที่สามารถส่งออกมาเพิ่มขึ้นและลดง แบ่งตามประเภทสินค้า ดังนี้

 

1.      สินค้าเกษตร 

   รายการที่นำเข้าเพิ่มขึ้น เช่น ข้าว (68.67%) กุ้งสดแช่เย็น แช่แข็ง (31.80%)  

   รายการที่นำเข้าลดลง เช่น ยางพารา (-19.35%) เนื้อปลาสดแช่เย็น แช่แข็ง (-17.96%)

 

2.      สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร 

   รายการที่นำเข้าเพิ่มขึ้น เช่น ผลไม้กระป๋องและแปรรูป (71.22%) ไก่แปรรูป (29.09%)

   รายการที่นำเข้าลดลง เช่น อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (-11.66%) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (-37.29%)

3.      สินค้าอุตสาหกรรม 

   รายการที่นำเข้าเพิ่มขึ้น เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ (17.51%) เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ 0.36%

   รายการที่นำเข้าลดลง เช่น เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (-7.70%) รองเท้าและชิ้นส่วน (-18.91%)

 

 

2. มาตรการปกป้องตลาดในประเทศ 

อียูมีนโยบายและมาตรการร่วมด้านการค้าซึ่งมีผลบังคับใช้กับทุกประเทศสมาชิก การ

ส่งออกมายังประเทศสมาชิกอียูจึงต้องเป็นไปตามกฎระเบียบของอียูซึ่งหลักๆ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ข้อบังคับของอียูที่นำมาใช้เป็นกฎหมายภายในโดยตรง และกฎระเบียบที่สามารถปรับรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการดำเนินการตามความเหมาะสมของแต่ละประเทศสมาชิกได้

 

                   ขณะนี้อียูกำลังมีการพิจารณาออกและแก้ไขกฎระเบียบด้านการค้า มาตรการด้าน สุขอนามัย ด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคที่จะนำมาใช้ต่อไป ที่สำคัญที่จะมีผลกระทบต่อไทย คือ ข้อบังคับ REACH การจำกัดการใช้สารเคมีในของเด็กเล่น การจำกัดการใช้สารเคมีในยาฆ่าแมลง การห้ามใช้สารอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมบางชนิด อาทิ HCFCs ข้อบังคับด้านการป้องกันและขจัดการประมงที่ผิดกฎหมาย (IUU) การออกกฎระเบียบดังกล่าวจะใช้กับทุกประเทศที่ส่งออกมาอียู ดังนั้น ผู้ส่งออกไทยต้องคอยติดตามและเตรียมปรับตัวเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบและคงการส่งออกมายังอียูได้

 

                   การประสบวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจทำให้มีการออกแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจอียูซึ่งผู้นำประเทศสมาชิกอียูได้รับรองเมื่อ ธ.ค. 51 ซึ่งแบ่งเป็นมาตรการระยะสั้นเพื่อเร่งความต้องการซื้อสินค้า คงการจ้างงาน และฟื้นฟูความเชื่อมั่น ส่วนมาตรการระยะยาวเป็นการปฏิรูปโครงสร้าง การลงทุนด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีรักษาสิ่งแวดล้อม จากแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจดังกล่าว อุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มจะได้รับการโอบอุ้มมากที่สุดคืออุตสาหกรรมรถยนต์ เนื่องจากในปี 2551 ความต้องการซื้อรถยนต์ลดลงอย่างมาก โดยมียอดการจดทะเบียนรถยนต์โดยสารใหม่น้อยที่สุดในรอบ 15 ปี ที่ผ่านมา (14.7 ล้านคัน ลดลง 7.8%) จึงได้มีการออกมาตรการต่างๆ อาทิ การกระตุ้นการซื้อรถยนต์ใหม่ การเสนอให้ใช้ส่วนประกอบรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ซึ่งหากมีการดำเนินการจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าในหมวดรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบของไทย ซึ่งในปี 2551 สินค้าส่งออกดังกล่าวมายังเบลเยียมลดลง 19.43% อนึ่ง อุตสาหกรรมยานยนต์ในเบลเยียมเป็นการประกอบรถยนต์เป็นหลัก

 

3. โอกาส/ลู่ทางขยายการส่งออกสินค้าของไทย 

เมื่อพิจารณาทั้งตลาดเบลเยียม และตลาดอียูในภาพรวม สินค้าของไทยมีโอกาส

เติบโตในอนาคต คือ สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร จากอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นหลายรายการ รวมทั้งเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ดี อุปสรรคที่มีอยู่รวมทั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ได้แก่ (1) การกำหนดโควต้านำเข้าสินค้า เช่น ข้าว ไก่แปรรูป (ตามข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก) (2) การตั้งมาตรฐานสินค้าอาหารในระดับสูง อาทิ การจำกัดระดับการตกค้างจากสารเคมีในสินค้าอาหารในอัตราต่ำลงเรื่อยๆ ห้ามการปนเปื้อนของฃเชื้อจุลินทรีย์ (3) แนวโน้มของมาตรการด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมที่อียูจะนำมาใช้ปรับเพิ่มเติมในอนาคต อาทิ มาตรการเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ การขยายวิธีการประเมินความเสี่ยงของสารเคมีต่อสุขภาพมนุษย์ (TTC) ซึ่งอาจรวมสินค้าอาหารต่อไป (4) มาตรการของอียูที่จะพัฒนาสินค้าเกษตรของอียูให้มีคุณภาพสูงขึ้น รวมทั้งมาตรการในการควบคุมราคาอาหารตลอดช่วงวงจรการจัดจำหน่าย ซึ่งควรมีการติดตามต่อว่าจะมีผลกระทบอย่างไรหรือไม่ต่อสินค้าที่ส่งออกมายังอียู ดังนั้น การเพิ่มคุณภาพของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ทั้งในด้านการรักษามาตรฐานสินค้า การใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมที่ก้าวหน้า การผลิตตามความต้องการของผู้บริโภค และการติดตามพัฒนาการมาตรการของอียูอย่างต่อเนื่อง  จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดอียูได้ในระยะยาว

 

4. ข้อสังเกต

                  ขณะเดียวกันนี้ในส่วนของอียูมีความกังวลว่าประเทศสมาชิกจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในประเทศของตนในลักษณะที่เป็นมาตรการปกป้องทางเศรษฐกิจ การค้า ซึ่งจะมีผลกระทบบั่นทอนต่อตลาดร่วมของยุโรปเอง คณะกรรมาธิการยุโรปจึงกำหนดจะหารือกันในเรื่องนี้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปเนื่องจากอาจจะกระทบต่อการส่งออกของไทย

 

ขอขอบคุณ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล

 

Add this page to your favorite Social Bookmarking websitesReddit! Del.icio.us! Mixx! Free and Open Source Software News Google! Live! Facebook! StumbleUpon! Yahoo! Free Joomla PHP extensions, software, information and tutorials.

Related Items:

  1. The University of Leuven กับการวิจัยระดับโลก
  2. Zeebruge เปิดจุดตรวจสอบสินค้า Border Inspection แห่งใหม่ สินค้าผ่านด่านเร็วขึ้น
  3. การกำหนดโควตานักศึกษาต่างชาติของออสเตรีย
  4. ข้อมูลพื้นฐานประเทศเบลเยียม
  5. ข้อมูลสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการธุรกิจไทยในเบลเยียม
Last Updated ( Tuesday, 03 March 2009 )
host by colorpack.net