|
การเจรจาเกี่ยวกับความตกลงสิ่งแวดล้อมเริ่มขึ้นแล้วที่เมือง Poznan ประเทศโปแลนด์ระหว่างวันที่ 1-12 ธ.ค. 51 โดยท่าทีของอียูในภาพรวมยังเน้นเรื่องการตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว และเรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระดับที่ปล่อยกันอยู่ในปัจจุบัน ในขณะที่การระดมทุนสำหรับการปรับต่อตัวการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งภายในอียูและประเทศกำลังพัฒนายังได้รับการทัดทานจากประเทศสมาชิกอียูบางส่วน อนึ่ง การประชุมครั้งนี้เปรียบเสมือนบันไดที่จะก้าวไปสู่การสรุปผลความตกลงที่จะมีขึ้นที่กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์กในช่วง ธ.ค. ปี 2009 เพื่อแทนที่พิธีสารเกียวโตที่จะสิ้นอายุลงในปี ค.ศ. 2012
เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 51 คณะกรรมาธิการยุโรปได้แถลงข่าวเรื่องประเด็นที่อียูให้ความสำคัญลำดับแรกในการเจรจา UNFCCC ที่ Poznan ระหว่างวันที่ 1-12 ธ.ค. 51 โดยมีเป้าหมายสำคัญของอียูในการจัดทำความตกลงใหม่ภายหลังพิธีสารเกียวโตสิ้นสุดลงได้แก่
- การให้ประชาคมโลกมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศพัฒนาแล้วควรมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน (shared vision) ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ภายในปี 2020 และช่วยประเทศกำลังพัฒนาทั้งในการสนับสนุนเทคโนโลยีและงบประมาณในการพัฒนาเพื่อให้มีการปล่อยคาร์บอนต่ำและสามารถปรับตัวต่อผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้
- ประเทศพัฒนาแล้วควรลดการปล่อยก๊าซ GHG ลง 30% ภายในปี 2020 (จากระดับของปี 1990) ในขณะที่
ประเทศกำลังพัฒนาที่เติบโตอย่างรวดเร็ว (emerging economies) ควรจำกัดการปล่อย GHG ให้เหลือ 15-30% จากระดับ
ที่ปล่อยในปัจจุบัน (business as usual) ภายในปี 2020
2. ผลที่อียูจะพยายามผลักดันให้เกิดในการประชุมที่ Poznan ได้แก่
- ความตกลงสำหรับแผนงานที่ชัดเจนเพื่อนำไปสู่การเจรจาในปี 2009 รวมถึงการประชุมระดับรัฐมนตรี
ในช่วงกลางปี 2009
- การรับ shared vision สำหรับการดำเนินการร่วมกัน (สำหรับประเทศกำลังพัฒนา) รวมทั้ง
การตั้งเป้าหมายผลในปี 2020 และ 2050
- การทบทวนสิ่งที่ควรปรับปรุงจากพิธีสารเกียวโต และการบริหารจัดการเกี่ยวกับ Clean
Development Mechanism ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการให้เงินทุนและเทคโนโลยีในประเทศกำลังพัฒนา
- การตัดสินใจเรื่องการใช้เงินทุนสำหรับการปรับตัว (Adaptation Fund) สำหรับประเทศกำลัง
พัฒนาว่าทำอย่างไรจะให้สามารถใช้เงินทุนดังกล่าวได้โดยเร็วที่สุด
- การแก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า โดยจะส่งเสริมข้อเสนอของอียูที่จะให้มีการลดการทำลายป่าเขตร้อนลง 20% ภายในปี 2020 และลดการทำลายป่าของโลกโดยรวมลง 50% ภายในปี 2030 และจะเสนอการจัดตั้ง Global Forest Carbon Mechanism
3. ข้อสังเกตและข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวต่างๆ
- อียูให้ความสำคัญกับการเจรจาที่ Poznan (แม้จะถือว่าการเจรจาครั้งนี้เป็น staging post ก่อนการเจรจาที่โคเปนเฮเกนในปีถัดไป) โดยมีตัวแทนไปร่วมประชุมทั้งจากคณะกรรมาธิการยุโรป คณะมนตรียุโรป สภายุโรป และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 172 คน โดยจะมีการประชุมกำหนดท่าทีร่วมกันในช่วงเช้าทุกวัน ตลอดช่วงการประชุม และนาย Stavros Dimas กรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม (เทียบเท่า รมต. ด้านสิ่งแวดล้อมอียู) จะเข้าร่วมประชุมในวันที่
11 12 ธ.ค. 51
- ภายในอียูยังไม่มีท่าทีที่ลงตัวเรื่อง Adaptation Fund โดยสมาชิกสภายุโรปเห็นว่าควรมีข้อบังคับให้ประเทศ สมาชิกอียูจัดสรรรายได้ 50% จากระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (EU Emission Trading Scheme หรือ ETS) ในการสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมรวมทั้งสนับสนุน Adaptation Fund ทั้งภายในอียูและประเทศกำลังพัฒนา แต่ประเทศสมาชิกอียูบางประเทศไม่เห็นด้วย
- แนวคิดของนาย Louis Michel กรรมาธิการยุโรปด้านการพัฒนา ในการหาวิธีการระดมทุนโดยร่วมมือกับ World Bank ในการแสวงหาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง Global Climate Financing Mechanism (GCFM) ได้รับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิกอียูน้อยมาก
- อียูมองในแง่บวกว่าการที่นาย Barack Obama จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะทำให้สหรัฐฯ มีบทบาทมากขึ้นในเรื่องการลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่จากการรับฟังความเห็นเจ้าหน้าที่ของ US Mission และ think tank ต่างๆ เห็นว่าอียู optimist เกินไป และคาดว่าสหรัฐฯ จะยังคงไม่สามารถออกกฎหมายในลักษณะ climate package ก่อนการประชุมที่โคเปนเฮเกนในเดือน ธ.ค. 52 ได้
Related Items:
- CEO บริษัทชั้นนำของยุโรปเสนอแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบรายสาขา
- Green week 2009 กับท่าทีของอียูในการเจรจาความตกลงสิ่งแวดล้อมแทนพิธีสารเกียวโต
- Switch Asia แหล่งงบประมาณที่น่าสนใจสำหรับโครงการด้านความยั่งยืน
- การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- คณะกรรมาธิการยุโรปมุ่งเดินหน้าแผนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
|