|
สหภาพยุโรปมุ่งการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ: การทบทวนกฎระเบียบ Energy Labelling Directive |
|
|
|
Written by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป
|
|
Friday, 21 November 2008 |
|
เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2551 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกแผนยุทธศาสตร์
Second Strategic Energy Review - Securing our Energy Future
เพื่อมุ่งกำหนดยุทธศาสตร์ในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้านนโยบาย
พลังงานระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และกำหนดแนวนโยบายใหม่ๆ
เกี่ยวกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการออก 2 ข้อเสนอสำคัญ
ได้แก่ 1) Energy Security and Solidarity Action Plan
ที่มุ่งสร้างเสถียรภาพของอุปสงค์พลังงานสำหรับสหภาพยุโรป
เพื่อให้ตอบรับกับความท้าทายในอนาคต (ปี ค.ศ. 2020-2050) และ 2)
ข้อเสนอเกี่ยวกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy efficiency
Package) ซึ่งจะนำมาซึ่งการแก้ไขกฎระเบียบและออกกฎระเบียบใหม่ๆ
เกี่ยวกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพหลายกฎระเบียบ
ที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตสินค้าที่ใช้พลังงานและเกี่ยวกับการประหยัด
พลังงานหลายประเภทในประเทศไทย
Energy Efficiency Package ประกอบด้วย:
- ข้อเสนอเพื่อทบทวนกฎระเบียบ Energy Labelling Directive (ที่จะนำเสนอในบทความนี้)
- ข้อเสนอเพื่อทบทวนกฎระเบียบ Energy Performance of Buildings Directive;
- ข้อเสนอเพื่อออกกฎระเบียบ Directive which introduces a labelling scheme for tyres to promote the use of fuel efficient tyres
- Commission decision establishing guidelines clarifying the calculation of the amount of electricity from cogeneration
- Communication on cogeneration which stresses that Europe can save energy by combining heat ad power generation.
การทบทวนกฎระเบียบ Energy Labelling Directive (92/75/EEC)
ผู้บริโภคยุโรปอาจจะคุ้นตากับฉลาก "A-G" เพื่อบ่งชี้ระดับการประหยัดพลังงานสำหรับอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน (household appliances) อาทิ เครื่องซักผ้า เครื่องล้างจาน ตู้เย็น เตาอบ โทรทัศน์ (ดังรูปประกอบ)
การติดฉลาก "A-G" ดังกล่าวเป็นความสำร็จของการบังคับใช้กฎระเบียบ Energy Labelling Directive (92/75/EEC) ของสหภาพยุโรป มาเป็นระยะเวลานาน 14 ปี ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนว่าสินค้านั้นๆ จะใช้/ช่วยประหยัดพลังงานมากน้อยเพียงไร อันส่งผลดีให้แก่ทั้งต่อผู้บริโภค ที่จะสามารถเลือกซื้อสินค้าที่รักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน และเป็นการลดค่าใช้จ่ายลงได้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสที่ดีด้านการขายให้แก่สินค้าที่รักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานด้วย
เพื่อสานต่อความสำเร็จในการใช้ฉลาก "A-G" ดังกล่าว คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกข้อเสนอสำหรับการทบทวนกฎระเบียบ Energy Labelling Directive (92/75/EEC) โดยเน้นการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบดังกล่าวในประเด็นสำคัญ ดังนี้
- การขยายขอบข่ายของกฎระเบียบดังกล่าว จากเดิมที่ครอบคลุมเพียงอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวเรือน (household appliances) ไปครอบคลุม 1) สินค้าที่ต้องใช้พลังงาน ทั้งในสาขาอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ (energy-using products used in the industrial and commercial sectors) อาทิ มอร์เตอร์ (ในเครื่องปั้มน้ำ และในลิฟท์) และ 2) สินค้าที่เกี่ยวกับการใช้พลังงานอื่นๆ แม้จะไม่ได้ใช้พลังงานระหว่างการใช้งานแต่มี ผลทำให้ประหยัดพลังงานทุกชนิด (energy-related products) อาทิ หน้าต่าง ยางรถยนต์ เป็นต้น
- ฉลาก "A-G" มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ให้ข้อมูลผู้บริโภคเกี่ยวกับการบริโภค/ความสามารถในการประหยัดพลังงาน และยังเป็นตัวชี้วัดในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมของสินค้านั้นๆ ด้วย
- ปัจจุบัน กฎระเบียบดังกล่าวเป็นกฎระเบียบประเภท directives แต่ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนลักษณะของกฎระเบียบดังกล่าวเป็น regulations หรือเป็น decision แทน directives ซึ่งจะทำให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทุกประเทศต้องบังคับใช้กฎระเบียบประเภท regulations ดังกล่าวโดยไม่มีข้อยกเว้น
อย่างไรก็ดี สำหรับรูปแบบและวิธีการติดฉลากสำหรับแต่ละสินค้านั้นจะถูกกำหนดผ่านการออก ‘มาตรการดำเนินการเป็นรายสินค้า’ หรือ ‘product-specific implementing measures’ ของกฎระเบียบดังกล่าวโดยคณะกรรมาธิการยุโรปต่อไป หลังจากการปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและการจัดทำ impact assessment สำเร็จลงแล้ว
- ที่สำคัญ คือ คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอให้มีการจัดทำมาตรฐานร่วมกันของประเทศสมาชิกในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและการใช้มาตรการเพื่อการจูงใจสำหรับการซื้อสินค้าที่ประหยัดพลังงาน กล่าวคือ ในระหว่างการจัดทำมาตรการดำเนินการเป็นรายสินค้า จะมีการกำหนดระดับของการประหยัดพลังงาน (ตามระดับการประหยัดพลังงานตามฉลาก "A-G") ระดับใดระดับหนึ่ง ว่าให้เป็นระดับที่ต่ำสุดที่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปไม่สามารถจัดซื้อสินค้าหรือใช้มาตรการจูงใจ ได้ต่ำกว่าระดับนั้น
คณะกรรมาธิการยุโรปคาดว่า หากข้อเสนอสำหรับการปรับปรุงกฎระเบียบดังกล่าวได้รับการนำไปปรับใช้อย่างเต็มรูปแบบ ภายในปี ค.ศ. 2020 สหภาพยุโรปจะประหยัดพลังงานได้ถึงปีละ 27 Mtoe (Mtoe เทียบเท่ากับล้านตันของน้ำมัน) ซึ่งเท่ากับการปลดปล่อยก๊าซ Co2 จำนวน 80 Mt (ล้านตัน) ต่อปี นับได้ว่าจะส่งผลดีต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ต่อผู้บริโภคยุโรป ต่อผู้ผลิต เนื่องจากสหภาพยุโรปจะมีกฎระเบียบเกี่ยวกับการติดฉลากที่ชัดเจนมากขึ้น และที่สำคัญเป็นการสร้างโอกาสสำหรับการลงทุนในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศผู้ผลิตเหล่านั้นด้วย
สำหรับผู้ผลิตสินค้าของไทยที่สินค้าที่เข้าข่ายในการแก้ไขและปรับปรุงกฎระเบียบดังกล่ว อาทิ สินค้าที่ต้องใช้พลังงาน ทั้งในสาขาอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ (energy-using products used in the industrial and commercial sectors) อาทิ มอร์เตอร์ (ในเครื่องปั้มน้ำ และในลิฟท์) และ 2) สินค้าที่เกี่ยวกับการใช้พลังงานอื่นๆ แม้จะไม่ได้ใช้พลังงานระหว่างการใช้งาน แต่มีผลทำให้ประหยัดพลังงานทุกชนิด (energy-related products) อาทิ หน้าต่าง ยางรถยนต์ เป็นต้น ควรติดตามความคืบหน้าของการปรับปรุงกฎระเบียบดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงของการออกมาตรการดำเนินการของคณะกรรมาธิการยุโรปเป็นรายสินค้า ทั้งนี้ สถานะล่าสุด คือคณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศข้อเสนอการปรับปรุงกฎระเบียบดังกล่าวอย่างเป็นทางการแล้ว และกำลังเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจของสหภาพยุโรป
สำหรับข้อเสนอและการออกกฎระเบียบใหม่ๆ ของคณะกรรมาธิการยุโรปใน Energy Efficiency Package จะนำเสนอต่อไปในเว็บไซต์ www.thaieurope.net
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://ec.europa.eu/energy/strategies/2008/2008_11_ser2_en.htm
Related Items:
- EU Sustainable Energy Week 2009
- EU แก้ไขกฎระเบียบควบคุมการติดฉลากสินค้าอาหารในการระบุส่วนผสมที่มีความเสี่ยงก่อให้เกิดอาการแพ้
- EU แก้ไขกฎระเบียบในการบังคับการติดฉลากสินค้าอาหารบางรายการเพิ่มเติม
- Gazprom และ อียู งัดข้อเรื่องการควบกิจการบริษัทก๊าซในอังกฤษ
- IEA ชี้พลังงานนิวเคลียร์ และเชื้อเพลิงชีวภาพ เป็นทางเลือกใหม่
|
|
Last Updated ( Friday, 22 May 2009 )
|