|
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 สถาบัน Institute for European Environmental Policy (IES) มหาวิทยาลัย VUB ได้จัดการบรรยายในหัวข้อ The EU and Adaptation to Climate Change: Internal and External Dimensions โดยมีวิทยากรจากคณะกรรมาธิการยุโรป (DG Environment) (Ms. Aurore Maillet) และจาก International Institute for Environment and Development (IIED) ซึ่งเป็นสถาบัน Think-tank ในกรุงลอนดอน เน้นเรื่องผลกระทบของสิ่งแวดล้อมต่อประเทศกำลังพัฒนา (Mr. Saleemul Huq ชาวบังคลาเทศ)
การบรรยายดังกล่าวได้ทำให้เห็นความสำคัญและความจำเป็นของการปรับตัว (Adaptation) ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นตัวแปรผกผันกับการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) การประเมินค่าใช้จ่ายสำหรับการปรับตัวทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา แนวนโยบายการปรับตัวของอียูซึ่งจะออกนโยบายอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2009 และมุมมองของประเทศกำลังพัฒนา ตลอดจนความจำเป็นในการหาแหล่งเงินทุนใหม่ๆ เพื่อใช้ในการปรับตัว สาระสำคัญ สรุปได้ดังนี้
1. การปรับตัว (Adaptation) คืออะไร
การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ การเตรียมการพัฒนาในด้านต่างๆ ไม่
ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างสาธารณูปโภค การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การให้ความรู้เพื่อลดความอ่อนไหว (vulnerability) ที่คนจะได้รับจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในขณะที่การบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) คือ การดำเนินการเพื่อพยายามลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การคิดค้นเทคโนโลยีเพื่อประหยัดพลังงาน อาจกล่าวได้ว่าการดำเนินการตามพิธีสารเกียวโตส่วนใหญ่เป็นการบรรเทาผลกระทบ
การปรับตัวและการบรรเทาผลกระทบมีความสัมพันธ์ในเชิงผกผัน กล่าวคือ หากการบรรเทาผลกระทบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมาก การปรับตัวก็จะมีความจำเป็นและใช้ทรัพยากรน้อยลง
2. ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศกำลังพัฒนา
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้การดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาแห่ง
สหัสวรรษ (Millennium Development Goals หรือ MDGs) มีข้อท้าทายมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์ ภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ที่อยู่ในระดับต่ำ สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรม แหล่งน้ำ การเพาะปลูกและระบบนิเวศวิทยา
Ms. Maillet ให้ข้อมูลว่าแม้ค่าใช้จ่ายสำหรับการปรับตัวจะยังไม่เป็นที่ทราบแน่นอน แต่ได้มีการประเมินโดย United Nations Framework Convention on Climate Change หรือ UNFCCC ว่าจะมีค่าใช้จ่ายทั่วโลกประมาณ 49-179 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2030 โดยมีความจำเป็นสำหรับการลงทุนด้านการปรับตัวในประเทศกำลังพัฒนาประมาณ 28-67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
3. แนวนโยบายของอียูต่อการปรับตัว
Ms. Maillet แจ้งว่าการพัฒนา EU Framework สำหรับการปรับตัวเริ่มขึ้นตั้งแต่การจัดทำ
เอกสารนโยบาย (Green Paper) เมื่อ มิ.ย. 2007 เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและภาคประชาสังคมได้ให้ความคิดเห็น โดยมีหลักสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ (1) การดำเนินการอย่างเร่งด่วน (2) การบูรณาการนโยบายการปรับตัวในกิจกรรมและนโยบายด้านอื่นๆ ของอียู (3) ลดความไม่แน่นอนโดยขยายการวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ (4) เพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในยุโรป
ทั้งนี้ จะมีการออกเอกสารนโยบายอย่างเป็นทางการ (White Paper) ในช่วงไตรมาสแรกของ
ปี 2009 โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) ปรับปรุงความยืดหยุ่น (2) ลดความอ่อนไหว (3) รับประกันแนวนโยบายที่สำคัญ อาทิ ความมั่นคงด้านอาหาร แหล่งพลังงาน
เนื้อหาที่อาจจะอยู่ใน White Paper ดังกล่าว ได้แก่ การระบุปัญหา ผลประโยชน์จากการดำเนินการอย่างเร่งด่วนทั้งในระดับอียู ในระดับชาติ และภูมิภาค การหลีกเลี่ยงแนวทางการปรับตัวที่ผิดพลาด (Maladaptation) สร้าง Capacity building รวบรวมองค์ความรู้ และกระตุ้นการวิจัยสำหรับการปรับตัว ตอดจนแนวทางในการผลักดันเรื่องนี้ในระดับระหว่างประเทศ
ซึ่งในเรื่องนี้นาย Huq ได้ให้ข้อคิดเห็นว่าประเทศพัฒนาแล้วเริ่มหันมาให้ความสำคัญ
กับนโยบายการปรับตัวช้าเกินไป ทั้งที่ ได้มีผลการศึกษาที่จัดทำโดย Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC เมื่อปี 1990 ได้รายงานผลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผลกระทบของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยชี้ว่าจะเกิดสภาวะโลกร้อนภายใน 50 ปี และเห็นว่าประเทศกำลังพัฒนาได้เห็นความสำคัญและเริ่มดำเนินนโยบายการปรับตัวก่อนประเทศพัฒนาแล้ว
4. ข้อเสนอสำหรับการปรับตัวที่อียูจะผลักดันสำหรับการดำเนินหลังพิธีสารเกียวโต
สิ้นสุดลง (Post 2012)
Ms. Maillet ให้ข้อมูลว่าอียูจะผลักดันประเด็นสำคัญ ดังนี้
- การปรับตัวควรได้รับความสำคัญควบคู่ไปกับการบรรเทาผลกระทบ โดยการรวม
นโยบายการปรับตัวในกระบวนการตัดสินใจของผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบาย
- UNFCCC ควรมีบทบาทเพิ่มขึ้น (catalytic role) ในการสร้างแผนงานที่เป็นรูปธรรม
เพื่อการปรับตัว
- การปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพเป็นความรับผิดชอบของทุกประเทศ และควรมีการ
แบ่งปันความรู้และแนวทางการปรับตัวระหว่างกัน การวางแผนงานและงบประมาณ
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายเรื่อง Adaptation ของอียูได้ที่
http://www.ies.be/files/repo/Aurore%20Maillet%20051108.pdf
5. แนวคิดของ IIED ต่อการปรับตัว
นาย Huq ให้ความเห็นว่าการปรับตัวมักถูกมองข้ามโดยการบรรเทาผลกระทบได้รับความ
สนใจมากกว่า ในขณะที่การปรับตัวยังต้องการงบประมาณและการสนับสนุนด้านเทคนิค ซึ่งในด้านงบประมาณได้มีกลไกที่ดีในการระดมทุนคือ ภายใต้พิธีสารเกียวโต ได้มีการจัดตั้ง Adaptation Fund โดยหักจำนวนเงิน 2% ของโครงการ CDM ที่จะโอนกลับไปประเทศพัฒนาแล้วมาอยู่ในกองทุนดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะระดมทุนได้ประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2012
ประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศที่ยากจนมีปัญหาความแห้งแล้งหรือมีพื้นที่เกาะ เป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าประเทศกำลังพัฒนาแล้วแม้จะมีอัตรการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วมาก ทั้งนี้ ได้มีผลการศึกษาภัยพิบัติในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาพบว่า มีภัยพิบัติรุนแรง อาทิ พายุเฮอร์ริเคน น้ำท่วม คลื่นความมร้อน อย่างหนาแน่นในช่วง 10 ปีสุดท้าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
นาย Huq เห็นด้วยที่การประชุม UNFCCC ครั้งล่าสุดที่ Bali อินโดนีเซีย ได้มีการจัดทำ Bali Action Plan โดยมีการแยกเรื่องการปรับตัวออกมาอย่างชัดเจน เพิ่มเติมจากการบรรเทาผลกระทบ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการหาแหล่งเงินทุนใหม่ๆ
ในเรื่องการหาแหล่งเงินทุนใหม่ๆ มีความจำเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากงบประมาณสำหรับการปรับตัวในปัจจุบันไม่เพียงพอ ทั้งนี้ การประชุม UNFCCC ครั้งที่ 14 ในเดือน ธ.ค. 2008 ที่ Poznan โปแลนด์ ควรทำความตกลงในเรื่องนี้อย่างจริงจัง แทนที่จะรอถึงการจัดทำความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมที่จะมีขึ้นในการประชุมครั้งที่ 15 ที่ Copenhagen เดนมาร์กในเดือน ธ.ค. 2009
สรุป
การบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) มักได้รับความสำคัญมากกว่าการปรับตัว (Adaptation) เนื่องจากเป็นวิธีการที่คาดว่าจะนำไปสู่การชะลอการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก แต่ในขณะเดียวกันการปรับตัวของมนุษย์ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็มีความสำคัญยิ่งเช่นกันต่อความอยู่รอด จึงเป็นที่น่ายินดีว่าเรื่องการปรับตัวได้รับความสนใจอย่างจริงจังเพิ่มขึ้นทั้งในกรอบองค์การระหว่างประเทศ (UNFCCC) รวมทั้งกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างอียู ซึ่งน่าติดตามว่าการหารือเรื่องนี้ในการประชุม UNFCCC ครั้งที่ 14 ที่โปแลนด์ และแนวนโยบายของอียูที่จะออกในช่วงต้นปี 2009 จะเป็นเช่นใด และจะสอดคล้องกับความต้องการงบประมาณในประเทศกำลังพัฒนาหรือไม่
Related Items:
- CEO บริษัทชั้นนำของยุโรปเสนอแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบรายสาขา
- การเจรจาเรื่องสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่ Poznan โปแลนด์ 1-12 ธ.ค. 51
- ความคืบหน้าเรื่องการพิจารณาระเบียบอียูเรื่องพลังงานทดแทน
- ท่าทีของอียูในการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม (UNFCCC) ธ.ค. 51
- ท่าทีของอียูในการเจรจาความตกลงสิ่งแวดล้อมโลกที่โคเปนเฮเกนปลายปีนี้
|