|
กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรป "CARS21" เสนอข้อแนะนำ 16 ประการ ตั้งเป้าว่ายุโรปต้องเป็นผู้นำรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย และราคาไม่แพง พร้อมผลักดันให้เปิดตลาดเสรีอาเซียน เน้นเรื่องการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาสำคัญ
ตามที่คณะกรรมาธิการยุโรปได้จัดตั้งกลุ่ม CARS 21 ตั้งแต่เดือนเมษายน 2548 เพื่อหารือแนวทางการปรับกฎระเบียบในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมรถยนต์อียู ในศตวรรษที่ 21 นั้น
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2551 ได้คณะกรรมาธิการฯ โดย DG Enterprise and Industry ได้ออกข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับกลยุทธ์ในสาขารถยนต์ของอียูว่า วิกฤตการเงินโลกได้ส่งผลกระหน่ำธนาคารหลายรายในยุโรป และขณะนี้ได้ส่งผลลุกลามมายังอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งสหภาพยุโรปถือเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้ยอดขายรถยนต์อียูร่วงต่ำลงอย่างมาก บีบให้บางโรงงานในเยอรมันและฝรั่งเศสต้องปิดตัวลงชั่วคราว ท่ามกลางความกังวลว่ายุโรปกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย คณะกรรมาธิการฯ ได้วางกลยุทธ์สำหรับสาขารถยนต์ โดยมุ่งลดภาระด้านกฎระเบียบ ปรับปรุงการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศให้ดีขึ้น เสริมสร้างนวัตกรรมผ่านงานวิจัย และทำให้การคมนาคมขนส่งมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น
ในวันเดียวกันนั้น ได้มีการประชุมระดับสูงของผู้มีส่วนได้เสียในสาขารถยนต์ภายใต้กลุ่ม CARS 21 และได้ข้อสรุปร่วมกันในการวางแนวทางที่มุ่งให้อุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรปเป็นผู้นำในตลาดโลกสำหรับรถยนต์ที่ปลอดภัย ใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และอยู่ในราคาที่ประชาชนหาซื้อได้ รวมทั้งรักษาคงไว้ซึ่งการจ้างงานในอียูและตอบสนองการแก้ปัญหา climate change โดยจะมีการตั้งคณะทำงาน (Task force) ประกอบด้วยผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันศึกษาประเด็นเทคนิค เศรษฐกิจ และกฎระเบียบ เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะในการส่งเสริม green cars ต่อไป
คำกล่าวของนาย Günter Verheugen รองประธานคณะกรรมาธิการฯ รับผิดชอบ Enterprise และ Industry ในการประชุมข้างต้น ชี้ถึงความจำเป็นในการสนองตอบข้อกังวลของผู้มีส่วนได้เสียในอุตสาหกรรมรถยนต์อียู เช่น ประเด็นการจ้างงาน การผลิตรถยนต์ที่สะอาดกับสิ่งแวดล้อม และอยู่ในราคาที่หาซื้อได้ เพื่อปรับแก้วิกฤตขณะนี้ให้เป็นโอกาส ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ตกลงเห็นชอบข้อเสนอแนะต่างๆ ร่วมกัน อาทิเช่น
1. การส่งเสริมกรอบกฎหมายและการออกกฎระเบียบที่ดีขึ้น: เน้นให้เวลาปรับตัวล่วงหน้าอย่างพอเพียง กฎหมายที่สอดคล้องกัน ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นกับผลกระทบต่อราคารถยนต์ การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ทั้งนี้ นโยบายของคณะกรรมาธิการฯ ในการปรับประสานกฎระเบียบ EU ให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศถือเป็นความสำเร็จที่ต้องดำเนินการให้ต่อเนื่อง
2. ประสิทธิภาพเชื้อเพลิง พลังงาน และสิ่งแวดล้อม: การดำเนินนโยบายเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 ต่อไปในอนาคตควรตั้งอยู่บนแนวทางบูรณาการ โดยรวมทั้งเรื่องรถยนต์ เชื้อเพลิง ผู้บริโภค/ผู้ขับรถ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและการนำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางของรถยนต์ green cars ประหยัดเชื้อเพลิงที่ทันสมัย รวมถึงการปรับสภาพยานยนต์ที่มีอยู่แล้ว (renewal of existing fleet) โดยให้จัดตั้งคณะทำงานในเรื่องนี้ สำหรับสัดส่วนการปล่อยก๊าซ CO2 ของรถยนต์ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 12 ของการปล่อยก๊าซ CO2 ทั้งหมดนั้น ที่ประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะสำหรับการดำเนินการในระยะยาวว่า ควรจัดทำขั้นตอนที่มุ่งทำให้การขนส่งทางบกในยุโรปปลอดจากการปล่อยก๊าซ CO2 (largely decarbonised) ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) และเน้นงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ของเทคโนโลยีที่น่าจะมีโอกาสดีในอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ hybrid รวมทั้งรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน และ fuel cell
3. การค้าและตลาดระหว่างประเทศ: ที่ประชุมสนับสนุนให้มีการเปิดเสรีทางการค้าเพิ่มขึ้น บนพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศภาคีที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นทั้งกรอบพหุภาคีและทวิภาคี โดยเฉพาะกับอินเดีย อาเซียน และเมอร์โคซู (Mercosur) รวมทั้งขยายไปถึงจีนด้วย พร้อมกับเน้นผลักดันเรื่องการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง
4. การพัฒนาโครงสร้างกฎระเบียบรถยนต์ที่สอดคล้องกับนโยบายอื่นๆ : ปรับขยายกลุ่ม CARS 21 ให้รวมผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้างขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรม และการคมนาคมขนส่ง ที่กำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นด้วย
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูทางเว็ปไซท์ DG Enterprise and Industry ที่ http://ec.europa.eu/enterprise/automotive/pagesbackground/competitiveness/cars21_mtr_report.pdf
- ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์อียูยังได้ร้องขอวงเงินกู้จำนวน 40 พันล้านยูโรเพื่อพัฒนายานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (greener vehicles) หลังมีข่าวว่าสหรัฐฯเห็นชอบวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจำนวน 20 พันล้านยูโร หรือ 25 พันล้านดอลล่าร์ แก่อุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐฯ ในการผลิตรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- มูลค่าอุตสาหกรรมรถยนต์อียูมีสัดส่วนร้อยละ 3 ของ GDP และร้อยละ 7.5 ของอุตสาหกรรมทั้งหมด มีการจ้างงานโดยตรงมากกว่า 2 ล้านคน และสนับสนุนการจ้างงานอื่นๆ อีกไม่ต่ำกว่า 8 ล้านคน
Related Items:
- คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม สภายุโรป คงความเข้มงวดเรื่องการปล่อยก๊าซในรถยนต์
|