สรุปผลการศึกษาตลาดข้าวโพดหวานในตลาดสหราชอาณาจักร เยอรมนี และสเปน Print E-mail
Contributed by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Tuesday, 21 October 2008

การศึกษาตลาดข้าวโพดหวานเฟสสุดท้ายซึ่งเน้นรายละเอียดสำหรับตลาดสหราชอาณาจักร (UK) เยอรมนี และสเปน ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยในระหว่างการจัดทำผลการศึกษา คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรปได้ขอข้อมูลและความเห็นเพิ่มเติมจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตข้าวโพดหวานของไทยเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกข้าวโพดหวานของไทย
 

เนื้อหาหลักของผลการศึกษาดังกล่าว ประกอบด้วย

A. ผลวิเคราะห์ตลาด ประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับการผลิต การบริโภค การนำเข้า การส่งออก และผู้ค้าปลีก โดยเจาะรายละเอียดในตลาดสหราชอาณาจักร เยอรมนี และสเปน ซึ่งเป็นประเทศที่มีมูลค่าการนำเข้าข้าวโพดหวานลำดับต้นในหมู่ประเทศสมาชิกอียู

B. ผลการวิเคราะห์คู่แข่งขัน ซึ่งมีทั้งบริษัทนอกยุโรป อาทิ General Mills และบริษัทในยุโรป อาทิ Bonduelle, Pinguin, Ardo โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพการผลิต ปริมาณการค้าข้าวโพดหวานของบริษัทในแต่ละปี กลยุทธ์ด้านการตลาดและการผลิตของบริษัทเหล่านี้

C. ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งตอบคำถามที่ว่าปัจจัยอะไรที่ผู้บริโภคคำนึงถึงในการเลือกซื้อข้าวโพดหวาน

D. รายชื่อผู้นำเข้า / traders ซึ่งสามารถหาข้อมูลติดต่อได้ต่อไป

E. จุดอ่อน / จุดแข็งของผู้ผลิตในฝรั่งเศสและฮังการี ซึ่งถือเป็นคู่แข่งที่สำคัญของไทย

F. จุดอ่อนของไทย ซึ่งบริษัทวิจัยจัดทำขึ้นจากการผลการสัมภาษณ์ผู้ค้าปลีกในยุโรป

G. ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของสินค้าข้าวโพดหวานในตลาดยุโรป

H. ปัจจัยที่มีอาจมีผลจำกัดการเติบโตของสินค้าข้าวโพดหวานในตลาดยุโรป

I. ช่องทางการจำหน่าย โดยระบุผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดจำหน่ายข้าวโพดหวานในยุโรป

J. ราคา ซึ่งแจกแจงให้เห็นราคาจำหน่ายข้าวโพดหวานในสามตลาดข้างต้น

K. ข้อกำหนดในการเข้าสู่ตลาด ซึ่งมีทั้งกฎระเบียบอียูที่สำคัญ และมาตรฐานที่กำหนดโดยภาคเอกชน พร้อมเวบไซต์ที่สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้

 

สำหรับผู้ที่สนใจดาวน์โหลดรายงานภาษาอังกฤษฉบับเต็มได้ที่นี่

 

A. ผลวิเคราะห์ตลาด: การผลิต การบริโภค การนำเข้า การส่งออก และ ผู้ค้าปลีก

1. ตลาดสหราชอาณาจักร (UK)
         1.1 การผลิต 
                 - UK ผลิตข้าวโพดหวานกระป๋องโดยเฉลี่ย 1,600 เมตริกตันต่อปีในช่วงปี 2006 – 2008 มูลค่าเฉลี่ย
1.9 ล้านยูโร และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 เมตริกตัน มูลค่า 2.4 ล้านยูโร ในปี 2011 (Figure 1 และ 3 ในรายงาน) 
                  - ผลิตข้าวโพดหวานแช่แข็งโดยเฉลี่ย 1,160 เมตริกตันต่อปีในช่วงปี 2006-2008 มูลค่าเฉลี่ย 1.04 ล้านยูโร
และคาดว่าจะมีปริมาณการผลิต 1,200 เมตริกตันในปี 2011 มูลค่า 1.17 ล้านยูโร (Figure 2 และ 4 ในรายงาน) 
                  - ลักษณะภูมิอากาศของ UK ไม่เอื้อต่อการเพาะปลูกข้าวโพดหวาน อย่างไรก็ดี ภูมิภาคที่มีการเพาะปลูกอยู่บริเวณตอนใต้ของ Cambridge ภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ และตะวันออกเฉียงใต้ (แผนที่ประกอบใน Figure 17 ในรายงาน)

         1.2 การบริโภค 
                  - UK บริโภคข้าวโพดหวานกระป๋องเป็นลำดับ 3 ในยุโรป รองจากเยอรมนีและฝรั่งเศส โดยบริโภคข้าวโพดหวาน 22% ของปริมาณการบริโภคในยุโรป 
                  - ในปี 2007 ปริมาณการบริโภคข้าวโพดหวานกระป๋องเพิ่มขึ้น 9.45% จากปี 2006 (เพิ่มขึ้นจาก 56,100 เมตริกตัน
มูลค่า 64.5 ล้านยูโร ในปี 2006 เป็น 61,400 เมตริกตัน มูลค่า 71.8 ล้านยูโร ในปี 2007) (Figure 5 และ 7)
                  - คาดว่าในปี 2011 จะมีการบริโภคข้าวโพดหวานกระป๋องเพิ่มขึ้นอีก 19.7% จากปี 2007ในปริมาณ 73,500
เมตริกตัน มูลค่า 88.2 ล้านยูโร (Figure 5 และ 7) และข้าวโพดหวานแช่แข็ง 30,000 เมตริกตัน มูลค่า 28.2 ล้านยูโร (Figure 6 และ 8)   
                  - ภูมิภาคที่มีการบริโภคข้าวโพดหวานส่วนใหญ่อยู่ในเขตเมือง อาทิ Wales, Midlands, Scotland และลอนดอน รวมทั้งบริเวณที่มีการผลิตข้าวโพดหวานมาก (แผนที่ประกอบใน Figure 17)

         1.3 การนำเข้า 
                  - UK นำเข้าข้าวโพดหวานกระป๋อง 90% ของข้าวโพดหวานในการบริโภคทั้งหมด โดยนำเข้าข้าวโพดวานกระป๋อง 75% จากประเทศอื่นในยุโรปโดยนำเข้าจากฝรั่งเศสสูงสุด (45%) รองลงมาคือ ฮังการี (25%) ที่เหลืออาทิ เบลเยียม อิตาลี สเปน
                  -  UK นำเข้าข้าวโพดหวาน (ทั้งแบบกระป๋องและแช่แข็ง) จากประเทศนอกยุโรป 28% มูลค่าประมาณ 20 ล้านยูโร ไทยเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญลำดับแรก (20%) ส่วนประเทศนอกยุโรปอื่นๆ ได้แก่ สหรัฐฯ จีน และเวียดนาม
                  - สำหรับข้าวโพดหวานแช่แข็งมีการนำเข้าจากฮังการีเป็นลำดับแรก (50%) (Figure 24)
                  - ในปี 2006 UK นำเข้าข้าวโพดหวานกระป๋อง 60,300 เมตริกตัน มูลค่า 50.9 ล้านยูโร ในปี 2007 ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น 3.1% จากปี 2006 เป็นปริมาณ 62,200 เมตริกตัน ข้าวโพดหวานแช่แข็ง 60,700 เมตริกตัน มูลค่า 28.1 ล้านยูโร 
                  - ในปี 2007 ปริมาณการนำเข้าข้าวโพดหวานกระป๋องเพิ่มขึ้น 3.1% จากปี 2006
ในปริมาณ 62,200 เมตริกตัน มูลค่า 57.9 ล้านยูโร ส่วนข้าวโพดหวานแช่แข็งมีปริมาณการนำเข้าลดลง 32.1% จากปี 2006 ปริมาณ 41,200 เมตริกตัน มูลค่า 29.6 ล้านยูโร (Figure 9 และ 11, 10 และ 12 ในรายงาน)


         1.4 การส่งออก 
                  - ปริมาณการส่งออกไม่สูง โดยในปี 2006 UK ส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋อง 900 เมตริกตัน มูลค่า 1.1 ล้านยูโร ข้าวโพดหวานแช่แข็ง 1,700 เมตริกตัน มูลค่า 1.8 ล้านยูโร
                  - ในปี 2007 ปริมาณการส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋องลดลง 44.4% จากปี 2006 เป็น 600 เมตริกตัน มูลค่า 0.8 ล้านยูโร ปริมาณการส่งออกข้าวโพดหวานแช่แข็งเพิ่มขึ้น 88.2% จากปี 2006 เป็น 3,200 เมตริกตัน มูลค่า 3.1 ล้านยูโร (Figure 13 และ 15, 14 และ 16)

        1.5 ผู้ค้าปลีก
                 - ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในสหราชอาณาจักรมีอยู่ 4 ราย คือ Tesco, ASDA, Sainsbury’s และ Morrisons ครองตลาดค้าปลีกมากกว่า 75% ซึ่งคาดว่าตลาดค้าปลีกจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3% ต่อปี ผู้ค้าปลีกเหล่านี้มิได้นำเข้าสินค้าโดยตรงแต่นำเข้าผ่านทาง suppliers ที่จำหน่ายสินค้าให้หนึ่งชนิดหรือมากกว่าโดยมีลักษณะเฉพาะตามข้อกำหนดของผู้ค้าปลีก
                 - ลักษณะเฉพาะตามข้อกำหนดของผู้ค้าปลีก อาทิ น้ำหนัก ฉลากสินค้า คุณภาพ (sweet, supersweet, salt เป็นต้น) และลักษณะการหีบห่อ 
                 - ผู้ค้าปลีกแต่ละรายอาจจำแนกประเภทข้าวโพดหวานกระป๋อง และน้ำหนักของบรรจุภัณฑ์ออกเป็นหลายประเภท
                 - การนำเข้าจากประเทศนอกยุโรปส่วนใหญ่ผ่านทางผู้นำเข้าโดยนำเข้าสินค้าที่ผ่านการแปรรูปมาแล้ว หลังจากนั้นบริษัทใน UK จะนำสินค้าไปบรรจุหีบห่อ ติดยี่ห้อสินค้าและจำหน่ายต่อ ในขณะที่การนำเข้าจากประเทศยุโรปด้วยกันผ่านทางบริษัทแปรรูปอาหาร
(ดูรายชื่อผู้นำเข้า / Traders ใน UK รวมทั้งเยอรมนีและสเปน ได้ที่หน้า 52 – 53 ของรายงาน)

2. ตลาดเยอรมนี
         2.1 การผลิต
                 - เยอรมนีผลิตข้าวโพดหวานกระป๋องโดยเฉลี่ย 2,600 เมตริกตันต่อปีในช่วงปี 2006-2008 มูลค่าเฉลี่ย 2.93 ล้านยูโร และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,200 เมตริกตัน มูลค่า 3.6 ล้านยูโรในปี 2011 (Figure 1 และ 3)
                 - ผลิตข้าวโพดหวานแช่แข็งโดยเฉลี่ย 1,700 เมตริกตันต่อปีในช่วงปี 2006-2008 มูลค่าเฉลี่ย 1.46 ล้านยูโร และคาดว่าปริมาณการผลิตจะเพิ่มเป็น 1,900 เมตริกตัน มูลค่า 1.64 ล้านยูโร ในปี 2011  (Figure 2 และ 4)
                 - ภูมิภาคที่มีการผลิตข้าวโพดหวานส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาค Baden-Wuerttemberg บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศซึ่งผลิตข้าวโพดหวาน 45% ของปริมาณการผลิตในประเทศ  และภูมิภาค Bavaria และ Rhineland-Palatinate ซึ่งผลิตข้าวโพดหวาน 35% ของปริมาณการผลิตในประเทศ อนึ่ง การผลิตค่อนข้างจำกัดเนื่องจากสภาพภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวย
(แผนที่ประกอบใน Figure 18)


        2.2 การบริโภค 
                 - เยอรมนีเป็นผู้บริโภคข้าวโพดหวานกระป๋องรายใหญ่ที่สุดในยุโรป คิดเป็นร้อยละ 30% ของการบริโภคทั้งหมดภายในอียู และปริมาณการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่วนใหญ่ใช้เป็นส่วนประกอบในสลัดและผักเคียงข้าง
                 - ในปี 2007 ปริมาณการบริโภคข้าวโพดหวานกระป๋องเพิ่มขึ้น 9.41% จากปี 2006 (เพิ่มขึ้นจาก 76,500 เมตริกตัน มูลค่า 84.2 ล้านยูโร ในปี 2006 เป็น 83,700 เมตริกตัน มูลค่า 92.9 ล้านยูโร ในปี 2007) (Figure 5 และ 7)
                 - คาดว่าในปี 2011 จะมีปริมาณการบริโภคข้าวโพดหวานกระป๋องเพิ่มขึ้นอีก 19.7%
จากปี 2007 ในปริมาณ 100,200 เมตริกตัน มูลค่า 115.2 ล้านยูโร (Figure 5 และ 7) และข้าวโพดหวานแช่แข็ง 7,500 เมตริกตัน มูลค่า 6.6 ล้านยูโร (Figure 6 และ 8)     
                 - ภูมิภาคที่มีการบริโภคข้าวโพดหวานส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณที่มีการเพาะปลูกมาก รวมทั้งภูมิภาค Saxony และ Schleswig-Holstein (แผนที่ประกอบใน Figure 18)


         2.3 การนำเข้า 
                 - เยอรมนีนำเข้าข้าวโพดหวานกระป๋อง 72% จากประเทศอื่นในยุโรป โดยนำเข้าจากฮังการีสูงสุด 35% รองลงมาคือฝรั่งเศส (30%)
                 - สำหรับการนำเข้าจากประเทศนอกยุโรป 28% มูลค่าประมาณ 13 ล้านยูโร ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋องจากนอกยุโรปลำดับแรก (20%) ที่เหลือคือ สหรัฐฯ (5%) แคนาดา (2-3%) จีน (2-3%) และเวียดนาม (2-3%)
                 - สำหรับข้าวโพดหวานแช่แข็งมีการนำเข้าจากฮังการีเป็นลำดับแรก (60%) ส่วนจากประเทศนอกยุโรปนำเข้าจากสหรัฐฯ (3%) แคนาดา (1%) จีน (1-2%) ไทย (ประมาณ 1%) (Figure 25)
                 - ในปี 2006 เยอรมนีนำเข้าข้าวโพดหวานกระป๋อง 58,000 เมตริกตัน มูลค่า 43.7 ล้านยูโร ข้าวโพดหวานแช่แข็ง 10,500 เมตริกตัน มูลค่า 6.3 ล้านยูโร 
                 - ในปี 2007 เยอรมนีนำเข้าข้าวโพดหวานกระป๋องเพิ่มขึ้น 21.4% จากปี 2006 เป็น 70,400 เมตริกตัน มูลค่า 58 ล้านยูโร นำเข้าข้าวโพดหวานแช่แข็งเพิ่มขึ้น 9.5% จากปี 2006 เป็น 11,500 เมตริกตัน มูลค่า 8.2 ล้านยูโร (Figure 9 และ 11, 10 และ 12)


          2.4 การส่งออก 
                 - ในปี 2006 เยอรมนีส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋อง 7,400 เมตริกตัน มูลค่า 5.8 ล้านยูโร ข้าวโพดหวานแช่แข็ง 2,700 เมตริกตัน มูลค่า 1.7 ล้านยูโร 
                 - ในปี 2007 ปริมาณการส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋องยังคงปริมาณเดิมเมื่อเทียบกับปี 2006 ปริมาณ 7,400 เมตริกตัน แต่มูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 6.3 ล้านยูโร การส่งออกข้าวโพดหวานแช่แข็งเพิ่มขึ้น 22.2% จากปี 2006 ปริมาณ 3,300 เมตริกตัน มูลค่า 2.4 ล้านยูโร (Figure 13 และ 15, 14 และ 16)


         2.5 ผู้ค้าปลีก 
                 - ในเยอรมนีร้านค้าจำหน่ายสินค้าราคาย่อมเยา (discount store) เป็นช่องทางการค้าปลีกที่สำคัญ โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าราคาถูก ทำให้ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนในเยอรมนีสำหรับอาหารมีมูลค่าต่ำกว่าประเทศใกล้เคียง เช่น ในเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และออสเตรีย ร้านค้าที่สำคัญในเยอรมนี ได้แก่ Aldi, Lidl, Edeka, Rewe, Tengelmann, Metro ซึ่งการขยายตัวของ supermarkets, hypermarkets และ discount stores เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ 
                 - ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการนำเข้าข้าวโพดหวานจากนอกยุโรปคือผู้นำเข้าและตัวกลาง (ดูคำจำกัดความของตัวกลาง หรือ agent ได้ในส่วน “ช่องทางการจำหน่าย”) ส่วนบริษัทแปรรูปอาหารมีบทบาทในการนำเข้าสินค้าจากประเทศในยุโรปโดยนำเข้าผักและผลไม้ทั้งรูปแบบบรรจุกระป๋องและแช่แข็งในปริมาณมาก 
                 - ผู้นำเข้าผักและผลไม้แช่แข็งรายใหญ่ที่สุด ได้แก่ Langnese-Iglo (เป็นส่วนหนึ่งของ Unilever BestFoods) และ Frosta GmbH ส่วนผู้นำเข้าผักกระป๋องรายใหญ่ที่สุดคือ H.J. Heinz
(ดูรายชื่อผู้นำเข้า / Traders ในเยอรมนี รวมทั้ง UK และสเปน ได้ที่หน้า 52 – 53 ของรายงาน)

 

3. ตลาดสเปน
         3.1 การผลิต
                  - สเปนผลิตข้าวโพดหวานกระป๋องโดยเฉลี่ยโดยเฉลี่ย 4,567 เมตริกตันต่อปีในช่วงปี 2006-2008 มูลค่าเฉลี่ย 5 ล้านยูโร และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 5,500 เมตริกตัน มูลค่า 6.1 ล้านยูโรในปี 2011 (Figure 1 และ 3)
                  - ผลิตข้าวโพดหวานแช่แข็งโดยเฉลี่ย 4,530 เมตริกตันต่อปีในช่วงปี 2006-2008 มูลค่าเฉลี่ย 3.75 ล้านยูโร และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 5,000 เมตริกตัน มูลค่า 4.22 ล้านยูโรในปี 2011 (Figure 2 และ 4)   
                  - ภูมิภาคที่มีการผลิตข้าวโพดหวานส่วนใหญ่อยู่บริเวณตอนกลางและตะวันตกของประเทศ ขนาดพื้นที่ประมาณ 3,000 เฮกตาร์ โดยภูมิภาค Aragon และ Castilla Y เป็นแหล่งผลิตสำคัญ รองลงมาคือภูมิภาค Extremadura และ Andalucia (แผนที่ประกอบใน Figure 19)    


        3.2 การบริโภค 
                  - สเปนบริโภคข้าวโพดหวานกระป๋อง 6% ของปริมาณการบริโภคทั้งหมดภายในอียู 
                  - ในปี 2007 ปริมาณการบริโภคข้าวโพดหวานกระป๋องเพิ่มขึ้น 4.5% จากปี 2006 (เพิ่มขึ้นจาก 15,500 เมตริกตัน มูลค่า 16.7 ล้านยูโร ในปี 2006 เป็น 16,200 เมตริกตัน มูลค่า 17.7 ล้านยูโร ในปี 2007) (Figure 5 และ 7)
                  - คาดว่าในปี 2011 จะมีปริมาณการบริโภคข้าวโพดหวานกระป๋องเพิ่มขึ้นอีก 19.75% จากปี 2007 ในปริมาณ 19,400 เมตริกตัน มูลค่า 21.7 ล้านยูโร (Figure 5 และ 7) และข้าวโพดหวานแช่แข็ง 2,300 เมตริกตัน มูลค่า 1.9 ล้านยูโร (Figure 6และ 8)   
                  - ภูมิภาคที่มีการบริโภคข้าวโพดหวานส่วนใหญ่อยู่ในเขต Andalucia, Murcia, Madrid, Catalunya และ Communidad Valencianna (แผนที่ประกอบใน Figure 19)


         3.3 การนำเข้า 
                   - สเปนเป็นผู้นำเข้าข้าวโพดหวานรายใหญ่อันดับ 3 ในยุโรป (รองจาก UK และเยอรมนีตามลำดับ) โดยนำเข้าข้าวโพดหวานกระป๋องจากฝรั่งเศส 60% ของการนำเข้าทั้งหมด รองลงมาคือฮังการี (18%) 
                   - สำหรับการนำเข้าจากประเทศนอกยุโรป 21% มูลค่าประมาณ 5.5 ล้านยูโร ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋องจากนอกยุโรปลำดับแรก (15%) ที่เหลือคือ สหรัฐฯ (2%) (Figure 26)
                   - ในปี 2006 สเปนนำเข้าข้าวโพดหวานกระป๋อง 31,400 เมตริกตัน มูลค่า 26.7 ล้านยูโร ข้าวโพดหวานแช่แข็ง 1,200 เมตริกตัน มูลค่า 1 ล้านยูโร
                   - ในปี 2007 สเปนนำเข้าข้าวโพดหวานกระป๋องเพิ่มขึ้น 5% จากปี 2006 เป็น 33,000 เมตริกตัน มูลค่า 28.6 ล้านยูโร นำเข้าข้าวโพดหวานแช่แข็งเพิ่มขึ้น 8.3% จากปี 2006 เป็น 1,300 เมตริกตัน มูลค่า 1.2 ล้านยูโร (Figure 9 และ 11, 10 และ 12)  


         3.4 การส่งออก 
                  - ในปี 2006 สเปนส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋อง 3,500 เมตริกตัน มูลค่า 4 ล้านยูโร ข้าวโพดหวานแช่แข็ง 8,100 เมตริกตัน มูลค่า 4.8 ล้านยูโร  
                  - ในปี 2007 ปริมาณการส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋องเพิ่มขึ้น 16% จากปี 2006 เป็น 3,600 เมตริกตัน มูลค่า 4.1 ล้านยูโร การส่งออกข้าวโพดหวานแช่แข็งเพิ่มขึ้น 13.6% จากปี 2006 เป็น 9,200 เมตริกตัน มูลค่า 5.2 ล้านยูโร (Figure 13 และ 15, 14 และ 16)


         3.5 ผู้ค้าปลีก 
                  - เช่นเดียวกับตลาด UK และเยอรมนี ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการนำเข้าข้าวโพดหวานจากนอกยุโรปคือผู้นำเข้าและตัวกลาง โดยผู้นำเข้าอาหารกระป๋องรายสำคัญคือ Cidacos
                  - ปัจจุบันผู้บริโภคในสเปนนิยมซื้อสินค้าในร้านค้าปลีกขนาดเล็ก หรือร้านสะดวกซื้อ อย่างไรก็ดี คาดว่าแนวโน้มของผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปสู่การซื้อสินค้าใน supermarkets และ hypermarkets ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมีปัจจัยจากความสะดวก มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย และบางครั้งได้รับส่วนลด ทั้งนี้ ในปัจจุบันผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในตลาดสเปน ได้แก่ Carrefour, Mercadona, Grupo Eroski, El Corte Ingles และ Auchan
(ดูรายชื่อผู้นำเข้า / Traders ในสเปน รวมทั้ง UK และเยอรมนี ได้ที่หน้า 52 – 53 ของรายงาน)

 

B. ผลการวิเคราะห์คู่แข่งขันในตลาดสหราชอาณาจักร เยอรมนี และสเปน

1. General Mills
       - เป็นบริษัทอเมริกัน ผลิตอาหารรายใหญ่อันดับ 6 ของโลก มีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โดยมีข้าวโพดหวานยี่ห้อ “Green Giant” เป็นที่นิยมในตลาด UK เนื่องจากคุณภาพสูง ครองตลาดผู้บริโภค 22.5% ใน UK และมีอัตราการเติบโต 7% ต่อปี ทั้งนี้ ตลาดสำคัญของบริษัทดังกล่าวนอกจาก UK ได้แก่ ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์

      - โดยเฉลี่ยในแต่ละปี จำหน่ายข้าวโพดหวานประมาณ 120,000 – 140,000 เมตริกตัน มูลค่า 130-150 ล้านยูโร โดยมีช่วงระยะเวลาการเพาะปลูกในเดือน พ.ค. – ส.ค. 

       - ใช้นโยบายการแข่งขันโดยการออกสินค้าประเภทใหม่ ได้แก่ Naturally Sweet Triple Pack และข้าวโพดหวานที่ไม่มีเกลือและน้ำตาลเป็นส่วนประกอบในตลาด UK เน้นการประชาสัมพันธ์สินค้าที่รักษาสุขภาพ และแจกจ่ายสูตรอาหารที่ใช้ข้าวโพดหวาน Green Giant เป็นส่วนประกอบ นอกจากนี้ ยังร่วมกับรายการโทรทัศน์ใน UK สอนการประกอบอาหารที่ปรุงได้ง่ายและรวดเร็วโดยใช้ข้าวโพดหวาน Green Giant เป็นส่วนประกอบ
(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทสินค้า ขนาดบรรจุภัณฑ์ และราคาจำหน่ายของบริษัทนี้ได้ที่หน้า 33 ของรายงาน)

2. Bonduelle
     - เป็นบริษัทฝรั่งเศส ผลิตสินค้าประเภทผักบรรจุในกระป๋อง แช่แข็งและบรรจุสดรายใหญ่ที่สุดในยุโรป ครองตลาดสินค้าผักแปรรูป 35% และสินค้าผักแช่แข็ง 12% ในตลาดยุโรป ทั้งนี้ ตลาดสำคัญของบริษัทดังกล่าว ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี และสเปน และกำลังมุ่งเป้าไปที่ประเทศยุโรปตะวันออก
    - โดยเฉลี่ยในแต่ละปี จำหน่ายข้าวโพดหวานประมาณ 75,000 – 90,000 เมตริกตัน มูลค่า 80-100 ล้านยูโร โดยมีช่วงระยะเวลาการเพาะปลูกในเดือน มิ.ย. – ก.ย.
     - ใช้นโยบายการพัฒนาและวิจัยสินค้าใหม่ๆ ตามความต้องการของผู้บริโภค มีระบบการควบคุมการผลิตที่ดี เลือกใช้บริเวณที่เพาะปลูกที่ดีที่สุดในยุโรป สร้างเครือข่ายกับผู้ผลิตสินค้าเกษตรในยุโรปกว่า 5,000 ราย คิดเป็นพื้นที่กว่า 60,000 เฮกตาร์ มีระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ สร้างยี่ห้อสินค้าให้เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภค และสร้างแหล่งผลิตในประเทศอื่นๆ ได้แก่ ฮังการีและเยอรมนี
(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทสินค้า ขนาดบรรจุภัณฑ์ และราคาจำหน่ายของบริษัทนี้ได้ที่หน้า 35 ของรายงาน)


3. Pinguin
    - เป็นบริษัทเบลเยียม ผู้บุกเบิกตลาดผักแช่แข็ง มีส่วนแบ่งตลาดผักแช่แข็ง 30% ในยุโรป ทั้งนี้ ตลาดสำคัญของบริษัทดังกล่าว ได้แก่ UK ฝรั่งเศส เยอรมนี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก
    - โดยเฉลี่ยในแต่ละปี จำหน่ายข้าวโพดหวานประมาณ 15,000 – 18,000 เมตริกตัน มูลค่า 15-20 ล้านยูโร โดยมีช่วงระยะเวลาการเพาะปลูกในเดือน พ.ค. – ก.ย.
     - ใช้นโยบายการแข่งขันโดยทำการผลิตใกล้กับแหล่งเพาะปลูก มีสินค้าผักหลายอย่างที่สามารถปรุงได้อย่างรวดเร็ว สะดวก และหลากหลายตามความต้องการของผู้บริโภค โดยมีสินค้ามากกว่า 2,000 ชนิด ทั้งผักแช่แข็ง แช่เย็น (chilled) และผักแช่แข็งแปรรูป
     - มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเกษตรกรและควบคุมการผลิตอย่างสม่ำเสมอ  ควบคุม ระดับการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงให้สอดคล้องกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบตรวจสอบผักและผลไม้แปรรูปทั้งก่อนและหลังขั้นตอนการแช่แข็ง ลงทุนในการควบคุมคุณภาพตลอดวงจรจนถึงมือผู้บริโภค มีหน่วยพัฒนาสินค้าในการคิดค้นสินค้าใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นการบริโภคข้าวโพดหวาน นอกจากนี้ ได้ดำเนินนโยบายควบรวมบริษัทในยุโรป อาทิ ใน UK และฝรั่งเศส สร้างพันธมิตรในยุโรปตะวันออกเพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายและขยายฐานผู้บริโภค มีระบบดูแลลูกค้าอย่างดี โดยผู้ซื้อและ suppliers สามารถติดต่อบริษัทโดยใช้ช่องทางเดียว (single point of entry) ซึ่งช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน
(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทสินค้า ขนาดบรรจุภัณฑ์ และราคาจำหน่ายของบริษัทนี้ได้ที่หน้า 36 ของรายงาน)
 
4. Ardo
    - เป็นบริษัทเบลเยียม ประสบความสำเร็จสำหรับผักแช่แข็งที่มีคุณภาพสูง ผลไม้ พาสต้า และข้าว มีแหล่งผลิต 15 แหล่งใน 8 ประเทศ และมีปริมาณการจำหน่ายสินค้า
อาหาร 500,000 ตันต่อปีทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงคือ Ardo Organic Sweetcorn Kernels ทั้งนี้ ตลาดสำคัญของบริษัทดังกล่าว ได้แก่ UK เยอรมนี สเปน และเดนมาร์ก
    -  โดยเฉลี่ยในแต่ละปี จำหน่ายข้าวโพดหวานประมาณ 8,000 – 10,000 เมตริกตัน มูลค่า 10 – 12 ล้านยูโร โดยมีช่วงระยะเวลาการเพาะปลูกในเดือน พ.ค. – ก.ย.
    - ใช้นโยบายการแข่งขันโดยลงทุนในการพัฒนาระบบ IT ในการติดต่อกับลูกค้า และพยายามขยายประเภทสินค้าโดยเฉพาะสำหรับผักที่ใช้ผัด (Wok vegetables) อาหารที่ประกอบจากเส้นพาสต้า ผักย่าง และพยายามเพิ่มข้าวโพดหวานในการตอบสนอง
ความต้องการของผู้บริโภคด้วย
(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทสินค้า ขนาดบรรจุภัณฑ์ และราคาจำหน่ายของบริษัทนี้ได้ที่หน้า 38 ของรายงาน)

นอกจากนี้ ในรายงานมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทสินค้า ขนาดบรรจุภัณฑ์ และราคาจำหน่ายของบริษัทอื่นในหน้า 39 – 40 ของรายงาน ได้แก่
1. Gutarra บริษัทสเปน
2. Globus (CECAB) บริษัทฮังการี โดยมีธุรกิจอาหารกระป๋องและแช่แข็ง 43%
ของรายได้
3. RossiaGmbH บริษัทเยอมนี

สินค้าที่จำหน่ายในร้านค้าปลีกรายใหญ่ในสหราชอาณาจักรมีแหล่งที่มาดังนี้
1. Tesco จำหน่ายข้าวโพดหวานตราของตนเอง และยี่ห้อ Green Giant ของบริษัท General Mills
2. ASDA จำหน่ายข้าวโพดหวานตราของตนเอง ยี่ห้อ Green Giant ของบริษัท General Mills และสินค้าของบริษัท Pinguin และ Bonduelle
3. Sainsbury’s จำหน่ายข้าวโพดหวานตราของตนเอง และยี่ห้อ Green Giant ของบริษัท General Mills

 

C. ผลการวิเคราะห์ผู้บริโภคในตลาดสหราชอาณาจักร เยอรมนี และสเปน

ผลที่ได้จากการสัมภาษณ์ระบุว่าปัจจัยที่มีผลต่ออุปนิสัยการบริโภคและการซื้ออาหารของประชากรในสามตลาดข้างต้น ได้แก่ ประชากรอายุมากมีจำนวนเพิ่มขึ้น ความเอาใจใส่ต่อสุขภาพ และวิถีชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้น ทั้งนี้ ปัจจัยที่อาจคำนึงถึงในการพัฒนาสินค้า ได้แก่    
    - ความนิยมสินค้าที่มีคุณภาพสูงและสะดวกในการบริโภคมีเพิ่มขึ้น
    - ความต้องการสินค้าอาหารแปรรูป ทั้งแบบกระป๋องและแช่แข็งซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพ
    - สินค้าอินทรีย์ทั้งแบบสดและแปรรูปกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด และมีแนวโน้มขยายตัวในอนาคต แต่ผู้บริโภคยังมีทัศนคติเชิงลบต่อสินค้าตัดแต่งพันธุกรรม (GMO) 
    - การใช้จ่ายสินค้าเพื่อการบริโภคมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ

1. พฤติกรรมการบริโภค
    1.1 ผู้บริโภคมีเวลาน้อยลงในการประกอบอาหาร ทั้งนี้ ผู้บริโภคใน UK เยอรมนี และสเปน มีจำนวนผู้บริโภคอาหารสำเร็จรูปมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป ดังนั้น ความนิยมอาหารสำเร็จรูปที่มีข้าวโพดหวานเป็นส่วนประกอบจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคตเช่นกัน 
    1.2 ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะทดลองอาหารที่มีรสชาติแปลกใหม่และหลากหลายจากเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก ซึ่งความนิยมอาหารไทยและญี่ปุ่นมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังต้องการทราบการบริโภคข้าวโพดหวานที่แตกต่างไปจากเดิม


2. ทัศนคติต่อสินค้าเกษตรอินทรีย์
    2.1 การบริโภคอาหารอินทรีย์เป็นที่นิยมมากใน UK และจะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยผู้บริโภคในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของ UK 73% บริโภคอาหารอินทรีย์ คาดว่าการบริโภคข้าวโพดหวานอินทรีย์จะเติบโตอย่างต่อเนื่องในยุโรป
    2.2 ผู้บริโภคอาหารอินทรีย์ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้กลางถึงสูง อายุมาก ซึ่งเป็นผู้ที่สามารถรองรับค่าอาหารที่สูงกว่าปกติ และสินค้าคุณภาพสูงได้


3. พฤติกรรมการซื้อสินค้า
     3.1 ผู้บริโภคมีแนวโน้มออกไปซื้ออาหารน้อยครั้ง แต่จำนวนเงินที่ใช้จ่ายในแต่ละครั้งสูงขึ้นกว่าในอดีต โดยแหล่งซื้อคือ supermarkets 
     3.2 ใน UK ผู้บริโภคใช้จ่ายเงิน 10% เป็นค่าอาหาร นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายสำหรับอาหารแปรรูปและอาหารสดเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในช่วงปี 1992 ถึง 2004


4. ปัจจัยด้านราคาและขนาดบรรจุภัณฑ์ต่อพฤติกรรมผู้บริโภค
     ประเภทของบรรจุภัณฑ์สำหรับข้าวโพดหวานกระป๋องมี 2 ประเภทหลัก ได้แก่ กระป๋องโลหะ และขวดแก้ว/ขวดพลาสติก 
     4.1 ตามความเห็นของผู้ค้าปลีก ผู้บริโภครู้สึกสบายใจหากสามารถเห็นสิ่งที่อยู่ภายในบรรจุภัณฑ์ ดังนั้นการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากแก้วหรือพลาสติกจะเป็นที่นิยมมากกว่า
     4.2 ผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้าจากบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กมากกว่าขนาดใหญ่ตั้งแต่ 500 กรัมขึ้นไป
     4.3 ผู้บริโภคต้องการทราบรายละเอียดสินค้า ได้แก่ แหล่งที่มา ส่วนประกอบ คุณค่าทางอาหาร วันที่ผลิต วันที่หมดอายุ สูตรอาหารที่ใช้ข้าวโพดหวานเป็นส่วนประกอบ
     4.4 การเปลี่ยนแปลงด้านราคาเพียงเล็กน้อยจะไม่ทำให้ความต้องการซื้อข้าวโพดหวานเปลี่ยนแปลงมากนัก


5. ผลการวิเคราะห์ผู้บริโภคในสหราชอาณาจักร
     5.1 ผู้บริโภค 87% ให้ความสำคัญกับรสชาติและคุณภาพเป็นอันดับหนึ่ง ยี่ห้อและที่มาของสินค้าเป็นปัจจัยรองลงมา ผู้บริโภคส่วนใหญ่แสวงหาสินค้าอินทรีย์และยินดีจ่ายเพิ่มขึ้น
    5.2 ผู้บริโภคใน UK 87% ซื้อข้าวโพดหวานจากร้านค้าปลีก อีก 13% ซื้อจากศูนย์บริการอาหาร อาหารพร้อมรับประทาน หรือในรูปแบบซุปต่างๆ
    5.3 ผู้บริโภคหญิงและชายมีสัดส่วนการบริโภคข้าวโพดหวานเท่าๆ กัน 
    5.4 ผู้บริโภคอายุมาก (50 ปีขึ้นไป) จะเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญเนื่องจากมีจำนวนเพิ่มขึ้น และนิยมรับประทานข้าวโพดหวานกระป๋องและแช่แข็งด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ ในขณะที่กลุ่มผู้บริโภคอายุ 20-50 ปี มีสัดส่วนการซื้อ 50% 
    5.5 ผู้บริโภคที่แต่งงานแล้วหรืออยู่กันสองคนมีสัดส่วนการซื้อข้าวโพดหวาน 60% ในขณะที่ผู้ที่อยู่คนเดียว เป็นโสด มีสัดส่วนการซื้อ 25%


6. ผลการวิเคราะห์ผู้บริโภคในเยอรมนี
     6.1 ผู้บริโภคในเยอรมนีให้ความสำคัญกับรสชาติและคุณภาพ และนิยมอาหารอินทรีย์เช่นกัน โดยผู้บริโภครุ่นใหม่นิยมทดลองบริโภคอาหารที่มีความหลากหลาย
    6.2 ผู้บริโภคในเยอรมนี 80% ซื้อข้าวโพดหวานจากร้านค้าปลีก อีก 20% ซื้อจาก
ศูนย์บริการอาหาร อาหารพร้อมรับประทาน หรือในรูปแบบซุป สลัดต่างๆ
    6.3 ผู้บริโภคหญิงมีสัดส่วนการบริโภคข้าวโพดหวานมากกว่าชายเล็กน้อย (55%) 
    6.4 ผู้บริโภคอายุ 20-50 ปี มีสัดส่วนการซื้อ 50% ในขณะที่กลุ่มผู้บริโภคอายุน้อย (0-20 ปี) บริโภคข้าวโพดหวานจากอาหารประกอบเสร็จแล้ว อาทิ พิซซ่า ซุป และในร้านอาหาร
    6.5 ผู้บริโภคที่แต่งงานแล้วหรืออยู่กันสองคนมีสัดส่วนการซื้อข้าวโพดหวาน 45%


7. ผลการวิเคราะห์ผู้บริโภคในสเปน
     7.1 ผู้บริโภคในสเปนพยายามสรรหาอาหารชนิดใหม่ๆ ที่มีคุณภาพและรสชาติสูงขึ้น นิยมข้าวโพดหวานที่มีรสชาติใหม่และหลากหลาย ข้าวโพดหวานอินทรีย์มีศักยภาพสูงในตลาดสเปนเช่นกัน แต่ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ยอมรับอาหาร GMO ด้วย
    7.2 ผู้บริโภคหญิงมีสัดส่วนการบริโภคข้าวโพดหวานมากกว่าชายเล็กน้อย (52%) 
    7.3 ผู้บริโภคอายุ 20-50 ปี มีสัดส่วนการซื้อ 45% ในขณะที่กลุ่มผู้บริโภคอายุมาก (50 ปีขึ้นไป) มีสัดส่วนการซื้อ 35% และนิยมอาหารที่สะดวกในการปรุง

 

D. รายชื่อผู้นำเข้า / traders ในตลาดสหราชอาณาจักร เยอรมนี และสเปน
ประกอบด้วยข้อมูลชื่อบริษัท รายละเอียดว่าเป็นบริษัทดำเนินการอย่างไร อาทิ importer / agent / manufacturer  เวบไซต์ อีเมล์ และหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ ประกอบด้วยข้อมูลบริษัทที่มีที่ตั้งในสหราชอาณาจักร 8 แห่ง เยอรมนี 10 แห่ง สเปน 2 แห่ง ฝรั่งเศส 1 แห่ง

 

E. จุดอ่อน / จุดแข็งของฝรั่งเศสและฮังการี
1. จุดแข็งของฝรั่งเศสและฮังการี ได้แก่
    1.1 มีที่ตั้งใกล้กับตลาดยุโรปและเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป
    1.2 มีระดับการผลิตทางเกษตรและโรงงานที่มีคุณภาพสูง
    1.3 มีองค์กรที่มีระบบการบริหารจัดการที่ดี มีความสัมพันธ์ที่ดีกับภาคการเกษตรและการแปรรูป
    1.4 มีตราสินค้าที่เป็นที่รู้จักในแง่มาตรฐานคุณภาพและเป็นที่รู้จักระดับระหว่างประเทศ
    1.5 ดำเนินการผลิตโดยคำนึงถึงหลักการคุณภาพและรักษาสิ่งแวดล้อม (Production Charter) อาทิ ใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพสูง ใช้เทคโนโลยีการเกษตรแบบใหม่ พัฒนาเกษตรกร พึ่งพาปุ๋ยในปริมาณน้อยและไม่ใช้สารเคมี ลดผลกระทบจากการเกษตรและการแปรรูปต่อสิ่งแวดล้อม
    1.6 ผู้บริโภคในยุโรปนิยมข้าวโพดหวานที่ผลิตภายในยุโรป


2. จุดอ่อนของฝรั่งเศสและฮังการี ได้แก่
    2.1 ตลาดข้าวโพดหวานอิ่มตัวและผู้บริโภคสนใจผักผลไม้เมืองร้อนเพิ่มขึ้น
    2.2 ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมดำเนินยุทธศาสตร์ “survival strategy” ใช้โรงงานผลิตในระดับอิ่มตัวโดยไม่คำนึงถึงแนวโน้มการขายซึ่งทำราคาสินค้าต่ำลงและทำให้ตลาดไม่มีเสถียรภาพ
    2.3 บริษัทแปรรูปอาหารขนาดกลางและขนาดเล็กไม่ค่อยมีกิจกรรมทางการตลาด
    2.4 ผู้ผลิตจากประเทศที่สาม อาทิ ไทยและจีนดำเนินการเชิงรุกทางการตลาดในการจำหน่ายสินค้า

 

F. จุดอ่อนของไทย
    1. สินค้าจากไทยต้องสามารถแข่งขันในด้านราคาได้ดีขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตในยุโรปลดราคาสินค้าเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งในตลาด 
    2. ตลาดเป้าหมายสำหรับสินค้าข้าวโพดหวานมีความห่างไกลจากไทย ทำให้ผลกำไรลดลงเนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่ง
    3. ผู้บริโภคนิยมข้าวโพดหวานจากยุโรปและมีความกังวลต่อความปลอดภัยด้านอาหารสำหรับสินค้านำเข้า ซึ่งผู้ส่งออกไทยสามารถส่งเสริมประชาสัมพันธ์ด้านรสชาติและคุณภาพของข้าวโพดหวานไทยเพื่อกระตุ้นการบริโภคในยุโรป
    4. ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ครอบครองตลาดยุโรปและมีสัญญาระยะยาว (2-3 ปี) กับบริษัทแปรรูปข้าวโพดหวานในยุโรป ผู้ส่งออกไทยควรทำให้วงจรการจำหน่าย (supply chain) มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทำความตกลงกับผู้ค้าปลีกเหล่านี้โดยตรงซึ่งอาจช่วยเพิ่มผลกำไรได้
    5. ผู้นำเข้าและผู้ค้าปลีกในยุโรปมีความรู้สึกว่าไทยควรพัฒนามาตรฐานด้านการเกษตรและการแปรรูปอาหาร

G. ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของสินค้าข้าวโพดหวานในตลาดยุโรป 
     ผู้ผลิตในยุโรปหวังที่จะมีการผลิตข้าวโพดหวานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งสมมุติฐานบนสภาพภูมิาอากาศที่คาดว่าจะเหมาะสมต่อการปลูกข้าวโพดหวานในช่วง 2-3 ปี ต่อไปโดยไม่เกิดสภาพอากาศแห้งแล้ง โดยคาดว่าจะมีการเติบโต 3% ต่อปี 
     ผู้ค้าปลีกในยุโรปคาดว่าการบริโภคข้าวโพดหวานในยุโรปจะมีอัตราการเติบที่ดีเช่นกัน หากผลผลิตเป็นไปด้วยดี
     ปัจจัยที่เป็นตัวเร่งอัตราการบริโภคข้าวโพดหวานในยุโรป ได้แก่
        1.  ความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่สะดวกในการปรุง นอกจากนี้ ยังมีความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น 
        2. การขยายสมาชิกภาพสหภาพยุโรป ทำให้ความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น 
        3. รายได้ของประชากรในยุโรปเพิ่มขึ้น
        4. การขยายตัวของ supermarkets และ hypermarkets ในยุโรป

 

H. ปัจจัยที่มีอาจมีผลจำกัดการเติบโตของสินค้าข้าวโพดหวานในตลาดยุโรป ได้แก่
        1. เป็นตลาดที่อิ่มตัว โดยอัตราการเติบโตสินค้าอาหารแปรรูปมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 2-3% ต่อปี
        2. มีอุปสรรคทางการค้า อาทิ การเรียกเก็บ AD duty และอุปสรรคทางเทคนิค ได้แก่ ผู้ค้าปลีกอาจเรียกร้องการรับรองคุณภาพเฉพาะจากผู้ผลิตและผู้ส่งออก
        3. การซื้อข้าวโพดหวานกระจุกตัวอยู่กับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ประมาณ 4-5 ราย ซึ่งซื้อสินค้าอาหาร 70% ทำให้ผู้ค้าปลีกรายใหญ่มีอำนาจต่อรองสูงทั้งในเรื่องระยะเวลาการซื้อ ราคา และเงื่อนไข
        4. ข้อกำหนดในการนำเข้า ซึ่งสหภาพยุโรปมีกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ
        5. การตรวจสอบสินค้า ณ ด่านนำเข้า ซึ่งก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้

 

I. ช่องทางการจำหน่าย
         นอกเหนือจากข้าวโพดหวานที่ผลิตภายในสหภาพยุโรปแล้ว อุตสาหกรรมอาหารอียูยังนำเข้าข้าวโพดหวานอีกปริมาณมากเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบในการแปรรูปอาหาร หรือบรรจุหีบห่อใหม่เพื่อค้าปลีกหรือเพื่อส่งออกต่อไป (re-export)
         ข้าวโพดหวานที่ผ่านการแปรรูปจะถูกจำหน่ายโดยช่องทางหลายช่องทาง ได้แก่ ผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง (Wholesalers) การค้าปลีก (retail chain) และจำหน่ายโดยตรง ตามปกติช่องทางการค้าในแต่ละประเทศสมาชิกอียูไม่มีความแตกต่างกันมากนักยกเว้นหากมีกฎหมายภายในเฉพาะบางประการ
         บริษัทผลิตอาหารระหว่างประเทศอาจใช้วิธีการนำเข้าด้วยตนเองหรือผ่านตัวกลาง (agents) อาจมีโรงงานผลิตสำหรับสินค้าบางชนิด และซื้อสินค้าต่อจากผู้ผลิตหรือผู้จัดหาสินค้า (suppliers) รายย่อย สำหรับสินค้าบางชนิด
         ในส่วนของการค้าปลีก มีผู้ค้าปลีกไม่กี่รายที่ครอบคลุมการจำหน่ายข้าวโพดหวาน ผู้จัดหาสินค้าสำหรับผู้ค้าปลีกเหล่านี้จะต้องจัดหาสินค้าในปริมาณ และคุณภาพที่รับประกันได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี นอกจากนี้ ยังมีประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และตื่นตัวต่อพัฒนาการใหม่ๆ ของสินค้า
(ดูแผนผังช่องทางการจำหน่ายสินค้าได้ใน Figure 22)


1. ผู้นำเข้าข้าวโพดหวานในอียูอาจแบ่งออกเป็นประเภทหลักๆ ได้ดังนี้

    1.1 Agents ตัวกลางซึ่งอาจเป็นผู้แทนจากบริษัทแปรรูปอาหาร บริษัทนำเข้า หรือบริษัทที่รับสินค้ามาเพื่อส่งออกต่อไป ส่วนใหญ่คิดค่า commission ประมาณ 2-5% ของราคาซื้อขาย
    1.2 Importers ผู้นำเข้าซึ่งอาจซื้อข้าวโพดหวานเพื่อขายต่อให้กับบริษัทแปรรูปอาหารหรือเพื่อส่งออกต่อ ส่วนใหญ่ผู้นำเข้าจะมีความสัมพันธ์ระยะยาวกับ suppliers/exporters และสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อกำหนดด้านคุณภาพ ขนาดและการหีบห่อได้
       ผู้ส่งออกจากประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ติดต่อกับผู้นำเข้า ซึ่งนอกจากจะเน้นที่ตลาดในประเทศของตนแล้วอาจส่งออกไปยังประเทศสมาชิกอียูอื่นหรือประเทศที่สามต่อไป
    1.3 Sweet corn processors อาจนำสินค้ามาแปรรูปหรือบรรจุหีบห่อต่อ
    1.4 Retail and food service organizations ซื้อสินค้ามาจากผู้ค้าส่ง ผู้นำเข้าและบริษัทแปรรูปอาหาร ตัวอย่างผู้ค้าปลีกรายใหญ่ อาทิ Carrefour (ฝรั่งเศส) Metro, Aldi (เยอรมนี) Tesco (สหราชอาณาจักร) Ahold (เนเธอร์แลนด์)
          ผู้ค้าปลีกและผู้ให้บริการด้านอาหารมีความใกล้ชิดที่สุดกับผู้บริโภค โดยผู้ค้าปลีกเป็นจุดจำหน่ายสำคัญสำหรับข้าวโพดหวานและอาหารแปรรูปอื่น ทั้งนี้ อิทธิพลของผู้ค้าปลีกในอียูต่อการจำหน่ายอาหารในแต่ละประเทศสมาชิกอียูมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ในฝรั่งเศส UK เยอรมนี ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย และเนเธอร์แลนด์มีผู้ค้าปลีกหลายเจ้าเป็นผู้ครองตลาดการจำหน่ายข้าวโพดหวาน ในขณะที่กลุ่มประเทศเช่นอิตาลีและสเปน ผู้ค้าปลีกรายย่อยยังมีช่องทางการจำหน่ายอยู่สูง ส่วนกลุ่มประเทศในยุโรปตะวันออก ได้แก่ สาธารณรัฐเช็คและฮังการีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในยุโรปตะวันตกได้ขยายสาขาในกลุ่มประเทศเหล่านี้และเริ่มมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
          ส่วนใหญ่ผู้ส่งออกจากประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้ติดต่อกับผู้ค้าปลีกหรือผู้ให้บริการด้านอาหารในยุโรปโดยตรง
    1.5 Packers นำเข้าสินค้าเพื่อมาบรรจุหีบห่อจำหน่ายต่อในตลาดยุโรป โดยใช้ยี่ห้อของตนเองหรือยี่ห้อของลูกค้า ทั้งนี้ บางรายมิได้เป็นผู้นำเข้าเอง อาจซื้อสินค้าต่อมาจากผู้นำเข้ารายอื่น


 
2. ค่าแตกต่างระหว่างราคาทุนกับราคาขายของสินค้า (Margins) หรือกำไร

            ผู้ที่มีบทบาทในช่องทางการจำหน่ายที่ต่างกันมีระดับ margins แตกต่างกัน โดยผู้ที่มี margins สูงสุดคือ ผู้ผลิตข้าวโพดหวาน (ประมาณ 25%) รองลงมาคือผู้ส่งออก (15-20%) ส่วนผู้นำเข้าหรือตัวกลางมีระดับ margins ต่ำกว่า (8-10%) 
            ผู้แปรรูปอาหารหรือผู้ค้าส่งมี margins สูงกว่าผู้นำเข้าหรือตัวกลางเล็กน้อย (8-12%) ในขณะที่ผู้ค้าปลีกและผู้ให้บริการด้านอาหารมี margins สูงกว่า (10–15%)
(ดูแผนผังเกี่ยวกับ margins ได้ที่ Figure 23 ดูโครงสร้างราคารวมทั้งราคาในห่วงโซ่การจัดจำหน่ายในตลาด UK เยอรมนี และสเปนได้ที่หน้า 20-21)

3. คุณภาพสินค้าข้าวโพดหวาน

             จากผลการวิจัยจะเห็นได้ว่าทั้งผู้ค้าปลีกและผู้บริโภคต่างต้องการสินค้าคุณภาพสูง ซึ่งลักษณะของข้าวโพดหวานที่มีคุณภาพสูงประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้
             - มีส่วนประกอบ lipid ต่ำ
             - แคลอรีต่ำ
             - อุดมด้วยโปรตีน
             - อุดมด้วยไฟเบอร์


             สำหรับข้าวโพดหวานคุณภาพดีควรมีสารอาหารดังต่อไปนี้  (ต่อปริมาณ 100 g)
             - Protein 3 g
             - Glucides 18.2 g
             - Fibres 2.3 g
             - Lipids 1.2 g
             - Sodium 300 mg
             - Potassium 200 mg
             - Vitamin E, B, C

 

J. ราคา

         1. ปริมาณผลผลิต (supply) และความต้องการซื้อสินค้า (demand) เป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อราคาจำหน่าย ราคานำเข้าและราคาส่งออก อาทิ ในช่วงที่สภาพภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิตทำให้อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารในยุโรปจำต้องนำเข้าข้าวโพดหวานเพิ่มขึ้นในราคาที่สูงขึ้น
        2. โดยปกติความต้องการซื้อสินค้าข้าวโพดหวานในยุโรปมีเสถียรภาพมากกว่าปริมาณผลผลิตซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ทั้งนี้ ผู้ค้าปลีกในยุโรปคาดว่าการบริโภคจะเพิ่มขึ้นในไม่กี่ปีถัดไป
        3. ความต้องการซื้อข้าวโพดหวานมีความยืดหยุ่นด้านราคาต่ำ กล่าวคือ การเพิ่มขึ้นของงราคาเพียงเล็กน้อยจะมีผลกระทบต่อความต้องการเพียงเล็กน้อย ขณะที่หากราคาเพิ่มสูงมากจะส่งผลเชิงลบมาก ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาข้าวโพดหวานกระป๋องและแช่แข็งในตลาด UK เยอรมนี และสเปน เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ในขณะที่การบริโภคค่อนข้างคงที่
         4. คุณภาพและที่มาของสินค้าเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญในการกำหนดราคาข้าวโพดหวาน สินค้าถูกจำแนกโดยใช้คุณภาพเป็นเกณฑ์ซึ่งมีผลต่อราคา ตลาดอียูมีข้อกำหนดด้านคุณภาพสำหรับข้าวโพดหวานค่อนข้างสูง และยังมีความแตกต่างในแต่ละประเทศสมาชิกอียูอีกด้วย
         5. การจำแนกประเภทข้าวโพดหวานขึ้นอยู่กับรสชาติของสินค้า ได้แก่ Sweet, Super sweet และ Salty ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อข้าวโพดหวานสำหรับผู้บริโภคได้แก่ รสชาติ ยี่ห้อโดยเลือกยี่ห้อที่ผู้บริโภคพอใจในรสชาติและมี brand loyalty 
        6. ราคาข้าวโพดหวานถูกกำหนดโดยผู้ผลิตรายใหญ่ในตลาดโลก ซึ่งแข่งขันโดยใช้ราคาและคุณภาพเป็นหลัก ทั้งนี้ ราคาได้รับการกดดันมากขึ้นจากผู้ค้าปลีกซึ่งต้องการกำหนดราคา
ให้ต่ำเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อสามารถแข่งขันได้ในตลาด
        7. แม้ว่าราคาของข้าวโพดหวานแปรรูปในอียูค่อนข้างใกล้เคียงกัน แต่บางกรณีอาจมีความแตกต่างกันมากซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัย ดังนี้ (1) ค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าสูง ขึ้นอยู่กับระยะทางระหว่างผู้นำเข้าและผู้ส่งออกสินค้า (2) สภาพภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก (3) การแข่งขันระหว่างผู้ค้าปลีกใน supermarkets, hypermarkets และ discount stores ซึ่งทำให้ราคาข้าวโพดหวานและสินค้าอาหารประเภทอื่นๆ เปลี่ยนแปลง (4) ปริมาณการนำเข้าจากนอกอียู การนำเข้าจากประเทศนอกอียู อาทิ ไทย จีน และเวียดนามซึ่งราคาข้าวโพดหวานต่ำกว่าในยุโรปนำไปสู่การแข่งขันด้านราคา
(ดูรายละเอียดราคาข้าวโพดหวานแบบต่างๆ ในตลาด UK เยอรมนี และเสปน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 และราคาที่คาดการณ์ในช่วงปี ค.ศ. 2009 – 2011 ได้ที่หน้า 23-24)


K. ข้อกำหนดในการเข้าสู่ตลาด (Market Access Requirements)

        ข้อกำหนดในการเข้าสู่ตลาด อยู่ในรูปแบบกฎระเบียบที่กำหนดโดยรัฐบาล (ซึ่งในกรณีของประเทศสมาชิกอียูกำหนดโดยคณะกรรมาธิการยุโรปเป็นข้อบังคับ (Regulation) ซึ่งบังคับใช้โดยทันทีในแต่ละประเทศสมาชิกอียู หรือเป็นระเบียบ (Directive) ซึ่งแต่ละประเทศสมาชิกอียูจะต้องประกาศใช้เป็นกฎหมายภายในของตนต่อไป) ดำเนินการผ่านการติดฉลาก ระบบบริหารจัดการ โดยมีพื้นฐานในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สุขภาพผู้บริโภค ความปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดที่นอกเหนือจากกฎระเบียบที่คู่ค้าในอียูเรียกร้องอีกด้วย 
        บริษัทผลิตอาหารในอียูส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์ระยะยาวกับ suppliers เพื่อประกันคุณภาพสินค้าซึ่งมีข้อกำหนดอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ ความปลอดภัยด้านอาหารและการประกันคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญ การปฏิบัติตามระบบควบคุมคุณภาพ HACCP เป็นข้อกำหนดสำหรับผู้ประกอบการแปรรูปอาหารที่ต้องการส่งออกไปยังอียู ข้อกำหนดประกอบด้วย


1. ข้อกำหนดที่เป็นกฎระเบียบอียู
        สินค้าทุกชนิดที่จำหน่ายในอียูต้องสอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมายของอียู ซึ่งกำหนดข้อกำหนดต่ำสุด ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นกฎระเบียบหลักๆ ได้ดังนี้


        1.1 ระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ การจำกัดการใช้สารอันตรายบางประเภท


        1.2 ระเบียบเกี่ยวกับการตรวจสอบย้อนกลับของอาหาร (Food traceability) ซึ่งอยู่ภายใต้ชื่อ “General Food Law” ตามข้อบังคับ Regulation EC 178/2002 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อ ม.ค. 2548 นอกจากนี้ ยังมีระเบียบ 93/43/EEC ที่กำหนดหลักเกณฑ์ทั่วไปสำหรับสุขอนามัยอาหาร


        1.3 ระเบียบเกี่ยวกับการคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยผู้บริโภค ซึ่งครอบคลุมข้อห้ามการใช้สารเคมีบางประเภท การให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและกระบวนการผลิตบนฉลากติดสินค้าอาหาร

        1.4 ระเบียบที่เป็นข้อกำหนดความปลอดภัยอาหารกระป๋อง วัสดุที่สัมผัสกับอาหาร ใน UK กฎหมายนี้มีชื่อว่า “The Materials and Articles in Contact with Food (England) Regulations 2005” เพื่อไม่ให้ดีบุกหรือวัสดุที่เป็นบรรจุภัณฑ์เปลี่ยนแปลงสภาพหรือคุณภาพอาหาร และข้อบังคับอียู (Framework Regulation) No 1935/2004 ซึ่งระบุข้อกำหนดทั่วไปเกี่ยวกับวัสดุสัมผัสอาหาร (Food contact materials) 


        1.5 ระเบียบสำหรับอาหารแช่แข็ง กำหนดอยู่ในระเบียบ Directive 89/108/EEC ซึ่งมีข้อกำหนดด้านต่างๆ อาทิ อุณหภูมิในการแช่แข็งอาหารที่ -18 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า คุณภาพวัตถุดิบ การเตรียมแช่แข็งจะต้องใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม จำกัดการปนเปื้อนสารเคมี เคมีชีวภาพ และการเปลี่ยนแปลงด้าน microbiological ในระดับต่ำสุด การควบคุมอุณหภูมิ การบรรจุหีบห่อ การติดฉลาก 


        1.6 ระเบียบเกี่ยวกับการบรรจุหีบห่อ การประทับตรา และการติดฉลากสินค้า ระเบียบทั่วไปที่เกี่ยวกับการติดฉลากสินค้ากำหนดอยู่ในระเบียบ Directive 2000/13/EC ซึ่งมีกฎเกณฑ์เฉพาะในการติดฉลากสินค้าอาหาร GMO และ novel food อาหารที่มีคุณค่าอาหารเฉพาะ สารปรุงแต่งอาหารและให้รส วัสดุที่สัมผัสกับอาหาร
            ข้อกำหนดทั่วไปสำหรับการบรรจุหีบห่อและการติดฉลากสินค้า ผู้ผลิตจะต้องแสดงข้อมูลดังต่อไปนี้ 
             ชื่อและที่อยู่ผู้ผลิต ผู้บรรจุหีบห่อ หรือผู้นำเข้าในอียู
             ปริมาณของส่วนประกอบ (QUID – Quantitative Ingredient Declaration)
             น้ำหนักสุทธิ / ปริมาณสุทธิ
             วันหมดอายุของสินค้า
             คำแนะนำเกี่ยวกับการเก็บรักษาสินค้า


        1.7 ระเบียบเกี่ยวกับสารปรุงแต่งอาหารที่ได้รับการรับรอง กำหนดอยู่ในระเบียบ Directive 95/2/EC ซึ่งได้มีการปรับปรุงภายหลังในระเบียบ Directive 2003/50/EC และ Directive 2006/52/EC


        1.8 การควบคุมจุลินทรีย์ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของยีสต์ แบคทีเรีย สารพิษในสินค้าผักและผลไม้กระป๋อง กำหนดอุณหภูมิ sterilization ต่ำสุดที่ 123 องศาเซลเซียส หรือ pasteurization ที่อุณหภูมิประมาณ 95 องศาเซลเซียส


        1.9 ข้อกำหนดเกี่ยวกับสินค้าอินทรีย์ ตามข้อบังคับ Regulation (EEC) 2092/91 ซึ่งได้มีการปรับแก้ตามข้อบังคับ Commission Regulation 123/2008 ระบุกฎเกณฑ์ในการแปรรูป จำหน่าย และนำเข้าสินค้าอินทรีย์จากประเทศนอกอียู โดยตลอดห่วงโซ่การจำหน่ายตั้งแต่การผลิตจนถึงการส่งออกจะต้องได้รับการรับรองโดยหน่วยงานรับรองคุณภาพของอียู


        1.10 ข้อกำหนดเกี่ยวกับสารปนเปื้อนในอาหาร ตามข้อบังคับ Regulation 1881/2006 ระบุปริมาณสูงสุดของสารปนเปื้อนในอาหาร อาทิ nitrates, mycotoxins, heavy metals


        1.11 ข้อกำหนดเกี่ยวกับสารตกค้างจากยาฆ่าแมลง ตามระเบียบ Directive 90/642/EEC


        1.12 ข้อกำหนดด้านภาษี สำหรับข้าวโพดหวานกระป๋องในพิกัด 2005 80 00 10 (Sweet corn prepared or preserved otherwise than by vinegar or acetic acid, not frozen) มีภาษีนำเข้า 5.1% บวกกับ 0.094 ยูโรต่อกิโลกรัม ในขณะที่ข้าวโพดหวานกระป๋องในพิกัด 2006 00 38 91 (Sweet corm preserved by sugar) มีภาษีนำเข้า 20% บวกกับ 0.239 ยูโรต่อกิโลกรัม


        1.13 ข้อกำหนดเกี่ยวกับใบแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) 

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกำหนดที่เป็นกฎระเบียบอียูได้ที่
http://europa.eu/index_en.htm
http://useu.usmission.gov/agri/usda.html
http://wwweatwell.gov.uk
http://www.ats.agr.gc.ca/info/europe-e.htm
http://www.cbi.eu


2. ข้อกำหนดเพิ่มเติมโดยภาคเอกชน
    ผู้ค้าปลีกรายใหญ่และผู้ค้าส่ง (wholesalers) บางรายเรียกร้องให้ suppliers ปฏิบัติตามข้อกำหนดของภาคเอกชนหรือผู้ค้าปลีก อาทิ


        - GlobalGAP ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้กำหนดมาตรฐานภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุด ครอบคลุม 76 ประเทศ มีจุดประสงค์เพื่อให้การรับประกันกับผู้บริโภคว่าอาหารถูกผลิตขึ้นในฟาร์มที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ลดการใช้สารเคมี คำนึงถึงสุขภาพความปลอดภัยแรงงาน และสวัสดิภาพสัตว์
          ผู้ค้าปลีกสำคัญในตลาด UK เยอรมนี และสเปนที่ใช้มาตรฐานนี้ อาทิ Tesco, ASDA, Sainsbury, Aldi, Lidl, Edeka, Metro และ Mercadona 
          ข้อกำหนดสำคัญของมาตรฐานนี้ อาทิ การตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่การผลิต การเก็บรักษาข้อมูลและตรวจสอบภายใน การบริหารจัดการดิน ปุ๋ย การคุ้มครองพืช การจัดการของเสียมลพิษรวมถึงการรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ใหม่ (re-use) สุขภาพความปลอดภัยและสวัสดิการแรงงาน 
(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.globalgap.org)


        - Global Food Safety Initiative (GFSI) ร่วมมือกับ Food Business Forum (CIES) เริ่มขึ้นในเดือน พ.ค. 2543 หลักการสำคัญของ GFSI คือ (1) ระบบการบริหารจัดการความปลอดภัยอาหาร (2) การปฏิบัติตามหลักการเกษตร การผลิต และการจำหน่ายที่ดี (Good Practices for Agriculture, Manufacturing and Distribution) (3) การปฏิบัติตามระบบควบคุมคุณภาพ HACCP (ดูรายละเอียดข้อกำหนดของ GFSI ได้ที่ www.globalfoodsafety.com)  


        - British Retail Consortium’s (BRC) ซึ่งร่วมมือกับ GFSI

        - International Food Standards (IFS) (www.food-care.info)


        ผู้ค้าปลีกสำคัญในตลาด UK เยอรมนี และสเปนที่ใช้มาตรฐานนี้ อาทิ Ahold, Carrefour, Delhaize, Metro, Migros, Tesco, Wal-Mart 
        ข้อกำหนดสำคัญของมาตรฐานนี้ อาทิ นโยบายความปลอดภัยด้านอาหาร ความรับผิดชอบในการบริหารจัดการ ทบทวนแผนการบริหารและระบบควบคุมคุณภาพ HACCP การตรวจสอบภายใน (audit) การจัดซื้อสินค้า รวมทั้งการตรวจสอบ supplier

 

3. ข้อกำหนดที่ไม่ได้เป็นกฎหมาย
     ข้อกำหนดทางด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดที่เกี่ยวกับคุณภาพสินค้าทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นในการค้าระหว่างประเทศและเน้นให้ผู้บริโภครับรู้โดยการติดฉลาก การแสดงว่ามีการปฏิบัติตาม Code of conduct และระบบการบริหารจัดการที่ดี

 




Reddit! livescore Mixx! Web design Google! Free site builder Facebook! Yahoo! health

Related Items:

  1. EU ขยายระยะเวลาการจัดทำ Price Undertaking ข้าวโพดหวานไทย
  2. คืบหน้า AD ข้าวโพดหวาน อียูรับพิจารณาข้อเรียกร้องไทยเรื่อง price undertaking
  3. ผลการศึกษาตลาดข้าวโพดหวานในยุโรปเฟสแรก
  4. ออท.ล้อบบี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงอียูเรื่องข้าวโพดหวานไทย
Last Updated ( Friday, 08 January 2010 )

 

ThaiEurope

 

Monitor EU Environment Regulations

Syndicate

จำนวนผู้เข้าชมเว็บ