|
สรุปความคิดเห็นของ OECD ต่อนโยบายเชื้อเพลิงชีวภาพและวิเคราะห์กรณี biofuel ในประเทศไทย ดังนี้
1. บทสรุปจากการวิเคราะห์เรื่อง biofuel จาก OECD[1] นโยบายส่งเสริมการผลิต biofuel (ทั้งเอธานอลและไบโอดีเซล ) ของรัฐบาลในกลุ่มประเทศ OECD นั้นมีต้นทุนที่สูง แต่ผลที่ได้รับจากการลดก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานนั้นมีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการลงทุนและการผลิต biofuel นั้นมีต้นทุนสูงซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อต้องอาศัยการอุดหนุนจากภาครัฐและการปกป้องทางตลาดเท่านั้น หากยกเลิกการอุดหนุนจากภาครัฐก็จะมีผลทำให้การผลิตนั้นตกลงไปอยู่ในระดับต่ำ คงมีแต่การผลิตเอธานอลจากอ้อยเท่านั้นที่สามารถคงอยู่ได้โดยปราศจากเงินช่วยเหลือจากผู้จ่ายภาษี
1.1. ในช่วงสองปีที่ผ่านมาความเสียเปรียบทางด้านต้นทุนของการผลิต biofuel ยิ่งเพิ่มขึ้นเพราะสินค้าเกษตรและต้นทุนอาหารสัตว์มีราคาสูงขึ้น ดังนั้นจากที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าการส่งเสริม biofuel จะช่วยให้เศรษฐกิอยู่รอดได้จากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นกลับยังไม่บรรลุผลและส่วนใหญ่ biofuel ในหลายประเทศยังต้องขึ้นอยู่กับการอุดหนุนจากรัฐบาล
1.2. หากยกเลิกนโยบายส่งเสริม biofuel จะมีผลกระทบต่อระดับการก่อก๊าซเรือนกระจก (GHG emissions) เพียงเล็กน้อย คือ จะเพิ่มขึ้นไม่เกิน 0.5% - 0.8% จากระดับการก่อก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่งที่คาดการณ์ไว้ในปี 2558 ส่วนระดับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลของภาคขนส่งจะเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1% และน้ำมันดีเซลที่ใช้ใน EU จะเพิ่มขึ้นระหว่าง 2% - 3% ซึ่งเป็นผลกระทบที่น้อยมากหากเทียบกับปริมาณเงินมหาศาลที่ถูกนำไปใช้เพื่อส่งเสริม biofuel ในปัจจุบัน[2]
1.3. นโยบายส่งเสริม biofuel ได้แก่ มาตรการด้านงบประมาณ (เช่น ลดภาษีหรือให้เงินอุดหนุนโดยตรงกับผู้ผลิต ผู้ขายปลีกหรือผู้ใช้) การผสมหรือบังคับให้ใช้ biofuel เป็นสัดส่วนอย่างต่ำในตลาดเชื้อเพลิงของภาคขนส่ง ล้วนแต่เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงให้กับผู้บริโภคเพราะต้นทุนการผลิต biofuel สูง และมาตรการสร้างข้อจำกัดทางการค้าซึ่งส่วนใหญ่ใช้วิธีกำหนดภาษีนำเข้า biofuel เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากผู้แข่งขันต่างชาติ เป็นมาตรการที่ผลักภาระต้นทุนที่สูงนั้นไปสู่ผู้ใช้ biofuel แทนและจำกัดพัฒนาการของผู้ผลิตรายอื่นที่ได้เปรียบในการผลิตมากกว่าอีกด้วย
1.4. จากรายงานการศึกษาของ OECD เกี่ยวกับผลกระทบหากยกเลิกนโยบายส่งเสริม biofuel พบว่าทางด้านอุปทานจะลดลงมาก โดยเฉพาะไบโอดีเซลจะได้รับผลกระทบมากกว่าเอธานอล (ลดลง 60% และ 14% ตามลำดับ) เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าทำให้ต้องขึ้นอยู่กับการอุดหนุนจากภาครัฐมากกว่า ในขณะที่ด้านการใช้ไบโอดีเซลของโลกจะลดลงครึ่งหนึ่งจากที่คาดการณ์ไว้และการใช้ของเอธานอลของโลกจะลดลง 14% สำหรับสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ หากปราศจากการส่งเสริมจากภาครัฐ อุปสงค์ของไบโอดีเซลจะลดลงถึง 87% และ 55% ตามลำดับ นอกจากนี้ OECD ยังได้ประเมินว่าหากสหรัฐฯยกเลิกนโยบายสนับสนุน biofuel จะมีผลกระทบไม่มากนักเนื่องจากมีความได้เปรียบทางด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมการปลูกธัญพืช
1.5. หากรัฐบาลของประเทศต่างๆ ยังดำเนินนโยบายส่งเสริม biofuel ต่อไปดังเช่นในปัจจุบัน[3] OECD วิเคราะห์ว่า 13% ของปริมาณการผลิตเมล็ดพืชชนิดหยาบของโลก (coarse grain) และ 20% ของปริมาณการผลิตน้ำมันพืชของโลกจะถูกนำไปใช้เพื่อการผลิต biofuel ในอีก 10 ปีข้างหน้า (เทียบกับปริมาณที่ถูกใช้อยู่ในปัจจุบันที่ 8% และ 9% ตามลำดับ)
1.6. OECD ได้แนะนำว่า ควรเปลี่ยนทิศทางของนโยบายโดยหันไปใช้วิธีที่มีต้นทุนต่ำกว่าแทน เช่น ประหยัดพลังงานเพื่อลดการก่อก๊าซเรือนกระจกแทนการหันไปหาแหล่งพลังงานทดแทนอื่นอย่าง biofuel และควรมีมาตรการที่ทำให้แหล่งทรัพยากรของ biofuel ที่มีอยู่มีประสิทธิภาพต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนาหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ของการผลิต biofuel และพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีของการผลิต biofuel ในรุ่นที่สองที่ทำให้ผลิตเชื้อเพลิงได้เพิ่มขึ้น โดยไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การผลิตเชื้อเพลิงจากชีวมวล (biomass) เป็นต้น
2. Biofuel ในประเทศไทย ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีผลผลิตทางเกษตรมากเพียงพอสำหรับบริโภคภายในประเทศและเหลือเพื่อส่งออก ดังนั้นภาครัฐจึงส่งเสริมให้มีการนำผลผลิตทางการเกษตรไปใช้ผลิต biofuel เพื่อลดการนำเข้าน้ำมัน เสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ที่ผ่านมาภาครัฐสนับสนุนการนำพืชเศรษฐกิจ ได้แก่ อ้อยและมันสำปะหลัง มาเป็นวัตถุดิบผลิตเชื้อเพลิงเอธานอลแล้วใช้ผสมกับน้ำมันเบนซินเพื่อจำหน่ายในรูปแบบแก๊สโซฮอล์ และรัฐยังสนับสนุนให้มีการนำผลผลิตที่ได้จากปาล์มน้ำมันไปผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซลเพื่อลดการใช้น้ำมันดีเซลในภาคขนส่งอีกด้วย อย่างไรก็ตามแม้ว่าไทยจะยังมีพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ที่สามารถผลิตเป็น biofuel ได้ เช่น ข้าว ข้าวโพด แต่พืชเหล่านี้มีต้นทุนการผลิตสูงและไม่สามารถแข่งขันราคากับน้ำมันดิบได้
2.1. อ้อยและกากน้ำตาล ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ในการเพาะปลูกอ้อยอยู่ราว 6.4 ล้านไร่ ให้ผลผลิต 11 ตัน/ไร่ หรือคิดเป็นผลผลิตโดยรวมของประเทศราว 70 ล้านตัน/ปี ถูกนำไปใช้ผลิตน้ำตาลเพื่อบริโภคในประเทศ 30% ที่เหลือเพื่อใช้การส่งออก 70%[4] ดังนั้นอ้อยจึงเป็นพืชเกษตรที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตเอธานอลได้เพิ่มขึ้นโดยไม่กระทบกับสัดส่วนของการปลูกอ้อยเพื่อการบริโภค นอกจากนี้ในกระบวนการผลิตน้ำตาลยังมีกากน้ำตาลที่สามารถนำไปใช้ผลิตเป็นเอธานอลได้ปริมาตรสูงเมื่อเทียบกับวัตถุดิบจากพืชชนิดอื่นๆ (ยกเว้นข้าวโพด)[5]
2.2. มันสำปะหลัง ไทยมีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง 7.3 ล้านไร่ให้ผลผลิตประมาณ 30 ล้านตัน/ปี เป็นพืชเศรษฐกิจที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตเพราะปลูกได้พอใช้ภายในประเทศและส่งออกได้ในสัดส่วนที่เท่ากันครึ่งหนึ่ง ส่วนใหญ่มันสำปะหลังถูกนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์และผลิตเคมีภัณฑ์ ปัจจุบันราคามันสำปะหลังดีขึ้นเนื่องจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากทางประเทศจีนและยุโรป ทำให้ถูกมาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตเอธานอลลดลงเพราะต้นทุนที่สูงกว่ากากน้ำตาลถึง 4-5 บาท/ลิตร
2.3. ปาล์มน้ำมัน ปัจจุบันไทยมีพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตราว 2.7 ล้านไร่ ให้ผลผลิต 7.27 ล้านตัน[6] แต่บางช่วงไทยต้องนำเข้าปาล์มน้ำมันจากต่างประเทศเนื่องจากเกิดปัญหาขาดแคลน จากแผนการของรัฐที่ตั้งไว้ว่าจะให้มีบังคับใช้น้ำมันดีเซล B5 ในปี 2554 และน้ำมันดีเซล B10 ในปี 2555 เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันของประเทศ ทำให้ปริมาณใช้น้ำมันปาล์มจะเพิ่มขึ้นมาก ภาครัฐจึงต้องเตรียมพร้อมทางด้านวัตถุดิบให้มีปริมาณเพียงพอรองรับกับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเน้นขยายพื้นที่เพาะปลูกออกไปมากขึ้นและกำหนดเป้าหมายไว้ที่ 2.5 ล้านไร่ภายในปี 2554 เน้นพื้นที่ภาคใต้
3. การผลิตเอธานอลของไทย[7] แนวโน้มของการใช้น้ำมันเบนซินผสมเอธานอลหรือแก๊สโซฮอล์ภายในประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากนโยบายส่งเสริมจากภาครัฐและการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของกระทรวงพลังงานระบุว่าในช่วงปี 2551-2554 จะมีการใช้เอธานอลประมาณ 1.3-2.4 ล้านลิตร/วัน แต่ถ้ามีการใช้แก๊สโซฮอล์ E85 เพิ่มจะทำให้การใช้เอธานอลเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 11-13 ล้านลิตร/วัน ดังนั้นรัฐจึงต้องเตรียมความพร้อมให้มีด้านวัตถุดิบเพิ่มขึ้นเพื่อป้อนอุตสาหกรรมผลิตเอธานอล โดยเน้นส่งเสริมการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อให้ผลผลิตต่อไร่ของอ้อยและมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น รวมทั้งขยายพื้นที่การเพาะปลูกออกไป แต่ยังมีอุปสรรคหลายอย่างที่ขัดขวางพัฒนาการอุตสาหกรรมเอธานอลของไทย ได้แก่
· ราคาวัตถุดิบ ในช่วงที่ผ่านมาราคาอ้อย กากน้ำตาลและมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น เนื่องจากอุปสงค์จากตลาดโลกซึ่งทำให้ผู้ผลิตเอธานอลมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
· การแข่งขันกับราคาเอธานอลในตลาดโลก ต้นทุนของการปลูกอ้อยและนำไปผลิตเป็นเอธานอลของไทยยังไม่สามารถแข่งขันกับประเทศบราซิลที่เป็นผู้นำในการผลิตเอธานอลของตลาดโลกได้ เพราะไทยปลูกอ้อยที่ได้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าและบราซิลเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการออกแบบและพัฒนากระบวนการแปรรูปอ้อยให้เป็นน้ำตาลและเอธานอลได้สูงสุด[8] ฉะนั้นราคาเอธานอลไทยจึงแพงกว่าราคาในตลาดโลกที่มีบราซิลเป็นมาตรฐาน อันเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกเอธานอลไทย
· กำลังการผลิตเอธานอลล้นเกิน ความต้องการใช้เอธานอลในประเทศเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่ช้ากว่ากำลังการผลิต (เดือนมีนาคม 2551 มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 7.4 แสนลิตร/วัน ในขณะที่มีกำลังผลิตกว่า 1 ล้านลิตร/วัน) ทำให้ผู้ผลิตเอธานอลหลายรายมีสต็อกล้นเกินบางแห่งจนต้องชะลอหรือหยุดการผลิตลง
· สถานีจำหน่ายและรถที่สามารถใช้เอธานอลในสัดส่วนสูง ภาครัฐได้พยายามสนับสนุนให้มีการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 และ E85 มากขึ้นเพราะจะยิ่งช่วยลดการนำเข้าน้ำมันเบนซินของประเทศและราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินธรรมดามาก แต่การสนับสนุนนี้ยังมีข้อจำกัด คือ สถานีให้บริการที่มีไม่เพียงพอและมีรถยนต์เฉพาะบางรุ่นเท่านั้นที่สามารถใช้ได้ โดยเฉพาะ E85 ที่ปัจจุบันยังไม่มีรถยนต์ที่จำหน่ายในเชิงพาณิชย์ที่สามารถใช้ได้และผู้ผลิตรถยนต์ก็ยังไม่มีการประกาศการขายรถรุ่นดังกล่าวอย่างชัดเจน
4. ไบโอดีเซลในประเทศไทย เดือนมีนาคม 2551 มีจำนวนโรงงานผลิตไบโอดีเซล (B100) 9 แห่งมีกำลังการผลิตรวม 2.2 ล้านลิตร/วัน แต่การผลิตจริงจำนวน1.3 ล้านลิตร/วันและคาดว่าจะมีโรงงานเพิ่มขึ้นเป็น 21 แห่งภายในปีหน้าซึ่งจะทำให้กำลังผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 5.3 ล้านลิตร/วัน[9] ปริมาณการใช้ภายหลังจากมาตรการบังคับใช้น้ำมันไบโอดีเซล B2 มีผลให้การใช้ B100 เพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านลิตร/วัน และหากแผนการบังคับใช้น้ำมันไบโอดีเซล B5 เริ่มต้นปี 2554 ตามที่ตั้งไว้จะทำให้ปริมาณความต้องการใช้ B100 เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว หรือคิดเป็นปริมาณการใช้กว่า 3 ล้านลิตร/วัน แต่อุปสรรคของการพัฒนาของอุตสาหกรรมไบโอดีเซลในประเทศไทย ได้แก่
· ปริมาณวัตถุดิบไม่เพียงพอ ไทยมีพื้นที่จำกัดในการปลูกปาล์มเพราะเป็นพืชปลูกได้ดีเฉพาะทางภาคใต้และบางส่วนทางภาคตะวันออกเท่านั้น ปาล์มน้ำมันที่มีอยู่ปัจจุบันส่วนใหญ่ก็ให้ผลผลิตไม่ดีเนื่องจากมีอายุมาก การปลูกปาล์มทดแทนก็ต้องใช้เวลา 3-4 ปีถึงจะเก็บเกี่ยวได้ ดังนั้นหากปลูกปาล์มน้ำมันไม่เป็นไปตามเป้าหมายหรือสภาพอากาศไม่ดี ก็จะทำให้น้ำมันปาล์มดิบขาดตลาดและราคาก็จะเพิ่มสูงขึ้น อันกระทบต่อต้นทุนการผลิตไบโอดีเซล
· ราคาปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นมาก โดยในปี 2550 ราคาปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเนื่องจากปริมาณความต้องการนำเข้าปาล์มน้ำมันเพื่อนำไปผลิตไบโอดีเซลจากตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตไบโอดีเซลของไทยเพิ่มขึ้นตามไปด้วยจนอาจใกล้เคียงกับราคาของน้ำมันดีเซลทั่วไปมากและไม่คุ้มต่อการลงทุน[10] ดังนั้นเพื่อให้อุตสาหกรรมการผลิตไบโอดีเซลแข่งขันกับน้ำมันดีเซลได้จึงต้องอาศัยการอุดหนุนจากภาครัฐทั้งในแง่การเงินและบังคับใช้
5. ความสามารถในการแข่งขันของเอธานอลไทยกับน้ำมันเบนซิน จากรายงาน A study of Ethanol Production Cost for Gasoline Substitution in Thailand and Its Competitiveness[11] ที่ศึกษาต้นทุนการผลิตเอธานอลของไทยจากวัตถุดิบที่แตกต่างกัน (ได้แก่ มันสำปะหลัง ข้าวโพด ข้าว อ้อยและกากน้ำตาล ) แล้วเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันเบนซิน โดยใช้ข้อมูลศึกษาระหว่างปี 2545-2548 พบว่า
· การผลิตเอธานอลด้วยกากน้ำตาลนั้นมีต้นทุนสูงสุด ถัดมาเป็น ข้าวโพดและข้าว ตามลำดับ การผลิตเอธานอลด้วยวัตถุดิบเหล่านี้ต้นทุนที่สูงเกินไปจนไม่อาจแข่งขันกับราคาของน้ำมันเบนซินได้ แม้ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบในช่วงที่ต้นทุนผลิตเอธานอลต่ำที่สุด (คือ เมื่อราคาวัตถุดิบต่ำที่สุด) กับราคาน้ำมันเบนซินในช่วงสูงที่สุดแล้วก็ตาม
· อ้อยและมันสำปะหลังน่าจะเป็นพืชที่มีความเป็นไปได้มากสุดที่จะใช้เป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานผลิตเอธานอล เพราะต้นทุนของการผลิตเป็นเอธานอลแล้วสามารถแข่งขันได้กับราคาของน้ำมันเบนซินในช่วงที่มีราคาสูงสุด ทั้งนี้การผลิตเอธานอลจากอ้อยจะมีต้นทุนต่ำกว่ามันสำปะหลัง แต่อย่างไรก็ตามหากเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2545-2548 แล้ว ราคาเฉลี่ยของเอธานอลจากทั้งอ้อยและมันสำปะหลังนั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของราคาน้ำมันเบนซิน แม้ว่าราคาน้ำมันในช่วงดังกล่าวจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นก็ตาม
· ในภาวะที่ราคาน้ำมันเบนซินตกต่ำหรือภาวะที่ราคาวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้นมาก จะทำให้เอธานอลไม่อาจแข่งขันได้กับน้ำมันเบนซิน ดังนั้นหากภาครัฐต้องการสนับสนุน biofuel ในระยะยาวแล้ว จำเป็นต้องสนับสนุนให้อุตสาหกรรมเอธานอลเกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยต้องใช้มาตรการทางด้านภาษีหรือการเงินเข้าช่วย เช่น เรียกเก็บภาษีสรรพสามิตของน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นเมื่อราคาน้ำมันเบนซินต่ำเกินไป หรืออุดหนุนด้านราคาเอธานอลเมื่อวัตถุดิบมีราคาสูงจนเกินไป ทั้งนี้เพื่อให้เอธานอลมีความได้เปรียบทางการแข่งขันตลอดเวลา
ในการนี้ สำนักงานฯ ขอเรียนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ดังนี้
ก) จากการวิเคราะห์ของ OECD ได้สรุปว่า การลงทุนและการผลิต biofuel นั้นมีต้นทุนสูงและจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อต้องอาศัยการอุดหนุนจากภาครัฐและการปกป้องทางตลาดเท่านั้น หากยกเลิกการอุดหนุนจากภาครัฐจะมีผลทำให้การผลิต biofuel ตกลงไปอยู่ในระดับต่ำ คงมีแต่การผลิตเอธานอลจากอ้อยจากประเทศที่ มีศักยภาพการผลิตสูงเท่านั้นที่สามารถดำเนินต่อไปได้โดยปราศจากเงินช่วยเหลือจากผู้จ่ายภาษี
ข) นโยบาย biofuel ของประเทศที่ประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่องประกอบกับปัจจัยได้เปรียบอื่นๆ ดังเช่น บราซิล ซึ่งไม่เพียงได้เปรียบด้านผลผลิตต่อไร่ของอ้อยที่ได้สูงที่สุดในโลกเท่านั้น แต่ยังพยายามอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 30 ปีเพื่อวิจัยปรับปรุงสายพันธุ์อ้อยให้ได้ผลผลิตสูงขึ้น ทนทานต่อโรคมากขึ้นและพัฒนารูปแบบโรงงานเพื่อให้การผลิตเอธานอลให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด ส่วนสหรัฐฯ มีความได้เปรียบทางด้านต้นทุนการผลิตธัญพืช (ข้าวโพด) ที่ใช้เป็นวัตถุดิบผลิตเอธานอลเพราะเป็นประเทศผู้ส่งออกที่ใหญ่ที่สุดและมีพื้นที่กว้างขวางในการเพาะปลูก และหลายประเทศใน EU การเพาะปลูกพืชพลังงานอยู่ได้เพราะมีเงินอุดหนุนจำนวนมากที่ให้กับเกษตรกร ทำให้เกิดแรงจูงใจในการเพาะปลูกอย่างกว้างขวางและมีอุปทานอย่างต่อเนื่อง
ประเทศไทยแม้จะมีศักยภาพสูงในการผลิตอ้อยและมันสำปะหลังที่นำไปผลิตเอธานอลได้ แต่เกษตรกรขาดการอุดหนุนที่เพียงพอจากภาครัฐ ทำให้ผลผลิตเกษตรมีปริมาณและราคาที่ผันผวนสูงขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลกเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งสภาพอากาศในแต่ละปี ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตเอธานอลมีความเสี่ยงทางด้านต้นทุนผลิตสูง ในขณะเดียวกัน ไทยควรพัฒนาวิจัยพันธุ์อ้อยและมันสำปะหลังเพื่อให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดี หากรัฐบาลขาดการวางแผนเพื่อลดความผันผวนของราคาวัตถุดิบดังกล่าวหรือนโยบายสนับสนุน biofuel ขาดความต่อเนื่องแล้ว เกษตรกรที่เพาะปลูกพืชพลังงานทั้งหลายและโรงงานผลิตเอธานอลก็จะขาดแรงจูงใจในการดำเนินผลิตต่อไป
ค) นโยบายส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อให้การเพาะปลูกพืชพลังงานในพื้นที่เดิมมีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนอย่างยิ่ง แต่นโยบายขยายพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้นจำเป็นต้องมีการวางแผนจัดการด้านการใช้พื้นที่อย่างรัดกุม เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อพื้นที่เดิมที่ใช้ปลูกพืชอาหารหรือพืชเศรษฐกิจอื่นๆอยู่ ดังเช่น นโยบายขยายพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันออกไป 2.5 ล้านไร่ โดยเน้นพื้นที่ทางภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกับที่มีการปลูกยางพาราได้ดี ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยและมีราคาสูงกว่าปาล์มน้ำมัน ดังนั้นจึงต้องไตร่ตรองให้ดีว่าหากต้องเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกพืชพลังงานแทนจะคุ้มค่ากว่าหรือไม่
ง) ต้นทุนของการผลิต biofuel ขึ้นอยู่กับราคาวัตถุดิบที่มาจากการเกษตรเป็นหลัก เป็นการยากที่จะระบุได้ว่าพืชเกษตรใดทำให้การผลิต biofuel มีต้นทุนต่ำสุด เพราะเมื่อสถานการณ์ของราคาสินค้าเกษตรเปลี่ยนไป ราคาต้นทุนการผลิต biofuel ที่ใช้วัตถุดิบต่างกันก็จะเปลี่ยนไปด้วย ความได้เปรียบทางด้านการแข่งขันของ biofuel เมื่อเทียบกับน้ำมันธรรมดาจะหมดไปเมื่อราคาวัตถุดิบการเกษตรเพิ่มขึ้นจนทำให้ต้นทุนของ biofuel สูงเกินกว่าราคาน้ำมันที่จะทดแทน และรัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือด้วยมาตรการต่างๆเพื่อให้อุตสาหกรรมดำเนินต่อไปได้ ดังนั้น การผลิต biofuel ด้วยพืชเกษตรที่ไทยขาดแคลน (เช่น ปาล์มน้ำมัน) จึงจำเป็นต้องพิจารณาว่าในระยะยาวสมควรที่จะนำมาใช้หรือไม่
จ) อุปสงค์ของผลผลิตทางการเกษตรที่นำไปผลิตเป็น biofuel ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาในตลาดโลกสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อต้นทุนอาหารคนและสัตว์ทั่วโลก แต่หากอนาคตมีการพัฒนาการผลิตเป็น biofuel รุ่นที่สองได้เป็นผลสำเร็จโดยใช้เศษวัสดุเหลือใช้จากการทำป่าไม้ การเกษตรและจากครัวเรือน แล้วมาเปลี่ยนเป็นพลังงานเชื้อเพลิงแทน นอกจากทำให้เกิดผลดีต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังไม่ทำให้เกิดแรงกดดันต่อราคาอาหารโลกและเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานมากยิ่งขึ้น
ฉ) การเพิ่มกำลังการผลิต biofuel ให้สูงขึ้นโดยเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการโรงงานผลิต ควรต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีให้ผลผลิตต่อไร่ของวัตถุดิบที่ใช้ผลิต biofuel เพิ่มขึ้น เพิ่มศักยภาพในการแปรรูปจากพืชผลทางการเกษตรไปเป็น biofuel ให้ได้มากขึ้น และหาทางเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ให้เผาผลาญเชื้อเพลิงน้อยลง วิ่งได้ไกลขึ้นเมื่อใช้ biofuel เป็นพลังงานทดแทน การพัฒนาในด้านเหล่านี้ควบคู่ไปด้วยจะช่วยทำให้นโยบายส่งเสริม biofuel มีผลกระทบต่อด้านอื่นๆน้อยที่สุด
[1] จากรายงาน Economic Assessment of Biofuel Support Policies, OECD, July 2008
[2] ค่าใช้จ่ายที่ถูกโอนจากภาษีหรือเงินของผู้บริโภคไปสู่การอุดหนุนด้าน biofuel คิดเป็นค่าเฉลี่ยประมาณ 25,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ในระหว่างปี 2556-2560 หรือเท่ากับ 960-1,700 ดอลล่าร์สหรัฐต่อตันของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดไปได้ หรือระหว่าง 0.8- 7 ดอลล่าร์สหรัฐต่อปริมาณเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ลดการใช้ลงได้หนึ่งลิตร
[3] โดยสหรัฐใช้ 2007 US Energy Independence and Security Act และสหภาพยุโรปใช้ EU Directive for Renewable Energy
[4] ไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลมากที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และส่งออกมากเป็นอันดับสามของโลก รองจากประเทศบราซิลและออสเตรเลีย
[5] ปริมาณน้ำหนักพืช 1 ตัน สามารถผลิตเอธานอลได้ปริมาตร (ลิตร) ดังนี้ ข้าวและข้าวโพด (375 ลิตร) กากน้ำตาล (250 ลิตร) มันสำปะหลัง (165 ลิตร) อ้อย(70 ลิตร)
[6] ข้อมูลตัวเลขปี 2550 ของกระทรวงพลังงาน
[7] ปัจจุบันไทยมีโรงงานอุตสาหกรรมผลิตเอธานอล 10 แห่ง มีกำลังผลิตรวม 1.55 ล้านลิตร/วัน และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 11 แห่งที่สามารถรองรับการผลิตได้ถึง 2.4 ล้านลิตร/วัน คาดว่าภายในปี 2552 จะมีกำลังผลิตเอธานอลรวม 3.95 ล้านลิตร/วัน
[8] โรงงานในบราซิลส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานแบบผสม สามารถผลิตทั้งน้ำตาลและเอธานอลในโรงงานเดียวกัน ทำให้มีความยืดหยุ่นในการผลิตอ้อยและเอธานอลสูงเพื่อให้ได้ต้นทุนต่ำสุด โดยอุตสาหกรรมสามารถเพิ่ม yield ของเอธานอลต่อไร่ได้ถึง 3 เท่านับตั้งแต่ปี คศ. 1975 ถึงปัจจุบัน
[10] ราคาไบโอดีเซล ต่ำกว่าราคาน้ำมันดีเซลธรรมดาไม่เกิน 1 บาท/ลิตรในปี 2551
|