|
ในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนอาหารสัตว์ในตลาดโลกมีราคาเพิ่มสูงขึ้น จากสาเหตุหลัก 2 ประการ ได้แก่ 1) การแข่งขันที่สูงขึ้นของส่วนประกอบอาหารสัตว์นำเข้า (feed ingredients) และ 2) ต้นทุนการผลิตธัญพืชเพิ่มขึ้น เช่น oilseed และพืชโปรตีนอื่นๆ ถึงแม้สหภาพยุโรปจะปลูกพืชที่ใช้เป็นส่วนประกอบอาหารสัตว์ เช่น rapeseed ต้นทานตะวัน และถั่วเหลืองได้ แต่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการภายในประชาคม ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากตลาดโลกเป็นจำนวนมาก โดยมีการนำเข้าอาหารสัตว์ (concentrated animal feed) คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสี่ของการใช้ภายใน EU สำหรับส่วนประกอบจำพวกโปรตีนนำเข้ามากกว่า 40% จากปริมาณความต้องการทั้งหมด ปัจจุบัน ยอดการนำเข้าอาหารสัตว์ของ EU มีปริมาณ 55 ล้านตันต่อปี และเกือบครึ่งหนึ่งเป็นการนำเข้าถั่วเหลือง ดังนั้น EU ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบภายนอกจากราคาต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นได้
ความต้องการอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น : แนวโน้มจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มสูงขึ้น[1] และขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วอย่างประเทศจีนและอินเดีย ทำให้ความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์เติบโตอย่างรวดเร็ว วารสาร Feed International ระบุว่าตัวเลขการผลิตอาหารสัตว์ของโลกเพิ่มขึ้น 14%ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาและเพิ่มขึ้น 11% ตั้งแต่ปี 2543 ยอดรวมการผลิตในปี 2550 เท่ากับ 680.4 ล้านตัน โดยบราซิลเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ที่สุดของโลก (ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น 6.5%-7% ในปี 2549 เท่ากับ 48.36 ล้านตัน)
สถานการณ์ของจีน : จีนถูกคาดการณ์ว่ามีบทบาทสำคัญที่สุดต่อความต้องการอาหารสัตว์ในอนาคต เนื่องจากจำนวนประชากรมีมากถึง 1.3 พันล้านคน หากแต่มีทรัพยากรทางการเกษตรจำกัด ดังนั้น จึงจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารสัตว์ เพื่อรองรับการขยายตัว
- ด้านการผลิต ตั้งแต่ปี 2528 ปริมาณการผลิตเนื้อหมูของจีนเพิ่มขึ้นจนถึงระดับมากกว่า 40 ล้านตันในปี 2543 (หรือมากกว่าสหรัฐฯ 4.7 เท่า) และการผลิตเนื้อวัวได้เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ 3 ของโลก เช่นเดียวกับสัตว์ปีกที่จีนผลิตได้มากเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศสหรัฐฯ
- ด้านการบริโภค การบริโภคเนื้อสัตว์ต่อคนของประชากรจีนยังอยู่ในระดับต่ำกว่าสหรัฐฯ EU หรือประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ แต่รายได้ของประชากรที่เพิ่มขึ้นและรูปแบบสังคมที่เปลี่ยนแปลงจากสังคมชนบทกึ่งยังชีพ (rural semi-subsistance) ไปสู่สังคมเมือง (urbanisation) ส่งผลกระทบต่อรูปแบบการบริโภค เปลี่ยนจากการบริโภคอาหารจำพวกข้าว ข้าวสาลีและผักที่ปลูกได้เองเป็นการบริโภคเนื้อสัตว์ ปลา อาหารปรุงสำเร็จหรือบริโภคอาหารนอกบ้านมาก
- ด้านปศุสัตว์ การเติบโตของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของจีนยังคงเป็นการขยายตัวของเกษตรกรขนาดเล็กหรือจากผู้ประกอบการภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามการเติบโตที่ส่งผลต่อการพึ่งพาการนำเข้าข้าวโพด ถั่วเหลืองหรือ soyameal เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบ เนื่องจากจีนขาดแคลนพื้นที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก และย่อมส่งผลต่อความต้องการและระดับราคาของอาหารสัตว์ในตลาดโลก
อุตสาหกรรมประกอบอาหารสัตว์ : (Compound Feed Industry) เติบโตอย่างรวดเร็ว เฉพาะในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2550 จีนผลิตอาหารสัตว์ได้เท่ากับ 63 ล้านตัน และคาดการณ์ว่าในปี 2551น่าจะเพิ่มขึ้น 3% เป็น 84 ล้านตันต่อปี สมาคม China Feed Industry Association รายงานว่าในปี 2549 ตัวเลขการผลิตอาหารสัตว์ทุกประเภทเท่ากับ 111 ล้านตัน และผลิตโดยผู้ประกอบอาหารสัตว์ในประเทศถึง 73%
การนำเข้าถั่วเหลือง : การเติบโตของอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์และประกอบอาหารสัตว์ของจีนทำให้มีการนำเข้าถั่วเหลืองเพิ่มมากขึ้น ในปี 2549 จีนนำเข้าถั่วเหลืองคิดเป็นมูลค่า 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็น 28% ของมูลค่าเฉลี่ยการนำเข้าสินค้าเกษตรทั้งหมดระหว่างปี 2547-2549 และหากเทียบกับปี 2545 (ซึ่งเป็นปีที่จีนลดภาษีเหลือ 3%) การนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว จีนกลายเป็นผู้นำเข้าถั่วเหลืองที่สำคัญของโลก โดยในปี2549 มูลค่าการนำเข้าเท่ากับ 44% ของมูลค่าการค้าถั่วเหลืองทั้งหมดในตลาดโลก (เพิ่มขึ้นจาก 21% ในปี 2545)
ผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและพลังงานที่เพิ่มขึ้น : ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าของเกษตรกรเพิ่มสูงขึ้น โดยเป็นผลกระทบทั้งทางตรงและผลกระทบจากราคาวัตถุดิบการเกษตรอื่นๆ ที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ (oil-based inputs) เพิ่มขึ้น เช่น
- ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นถึงเกือบสามเท่าตัว เมื่อเทียบต้นปี 2550[2]
- ราคาซุปเปอร์ฟอสเฟตปัจจุบันอยู่ที่ 480 เหรียญสหรัญ/ตัน เทียบกับเดือนธันวาคม 2550 ราคา 264 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน
- ราคายูเรียปัจจุบัน 929เหรียญสหรัฐฯ /ตัน เทียบกับเดือนธันวาคม 2550 ราคา 617เหรียญสหรัฐฯ/ตัน
อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าราคาสินค้าจำพวกอาหารน่าจะปรับตัวลด แต่ระดับราคาใหม่ที่สะท้อนความเป็นจริงนั้นจะยังคงสูงกว่าระดับเดิม
การเตรียมพร้อมของสหภาพยุโรป : จากแนวโน้มของการขยายการนำเข้าของ EU และต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น ล่าสุดคณะกรรมาธิการยุโรปจึงได้จัดตั้งงบประมาณเพื่อศึกษาหารูปแบบจำลอง (model) เพื่อประมาณการณ์ปริมาณการใช้อาหารสัตว์ต่อปีของ EU โดยรูปแบบจำลองจำเป็นต้องระบุถึงราคาและอาหารสัตว์สำเร็จรูปประเภทต่างๆ (feed concentrates) ที่มีอยู่ รวมทั้งวัตถุดิบที่ใช้ผลิตด้วย การศึกษาดังกล่าวจะช่วยให้คณะกรรมาธิการยุโรปสามารถประเมินระดับความต้องการของอาหารสัตว์สำเร็จรูปประเภทต่างๆและข้อจำกัดทางด้านราคาได้[3]
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันของราคาอาหารสัตว์ที่สูงขึ้นทำให้กรรมาธิการยุโรปถูกเรียกร้องให้มีการผ่อนคลายกฎระเบียบที่เข้มงวดของการนำเข้าและอนุญาตให้ใช้ส่วนประกอบอาหารสัตว์ที่เป็น GM ได้ เพราะปัจจุบัน EU มีข้อจำกัดในการนำเข้าข้าวโพด GM และ ถั่วเหลืองGM ได้เพียงไม่กี่ชนิด โดยมีการวิเคราะห์ว่าหาก EU อนุญาตให้มีการนำเข้าก็จะช่วยบรรเทาปัญหาต้นทุนราคาอาหารสัตว์ได้
ในเรื่องนี้ สำนักงานฯ ขอเรียนข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ดังนี้
ก) สาเหตุที่ทำให้ราคาต้นทุนอาหารสัตว์เพิ่มสูงขึ้น นอกจากความต้องการอาหารสัตว์ในตลาดโลกและราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้นดังที่กล่าวมาแล้ว ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายสนับสนุนพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuel) ในหลายประเทศ เนื่องจากการนำสินค้าเกษตรจำพวกธัญพืช เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี ที่เคยใช้เป็นอาหารสัตว์ไปใช้ผลิตพลังงานทดแทน ทำให้มีวัตถุดิบเพื่อนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ลดลง โดยเฉพาะผลกระทบที่มาจากนโยบายพลังงานของสหรัฐฯ ที่สนับสนุนการผลิตเชื้อเพลิงเอธานอลโดยใช้ข้าวโพด[4] จนส่งผลให้ราคาข้าวโพดภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นและสหรัฐฯเป็นผู้ส่งออกข้าวโพดรายใหญ่ของโลก (มากกว่า 60%) ดังนั้นจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดโลก
ข) แม้ปัจจุบัน จีนยังผลิตธัญพืชอาหารสัตว์ได้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ แต่จีนเป็นประเทศผู้ส่งออกที่สำคัญในกลุ่มสินค้าเกษตรชนิดอื่นที่มีมูลค่าสูง เช่น ผัก ผลไม้หรือถั่ว ดังนั้น จึงควรต้องติดตามแนวนโยบายด้านการผลิตทางการเกษตรของจีนว่าจะเลือกดำเนินนโยบายแบบพอเพียง (self-sufficiency) หรือจะนำพื้นที่ดังกล่าวไปใช้เพื่อการผลิตพืชชนิดอื่นที่ราคาสูงกว่าเพื่อการส่งออกและนำเข้าส่วนประกอบอาหารสัตว์จากตลาดโลกต่อไป อย่างไรก็ตาม หากปริมาณความต้องการใช้อาหารสัตว์ในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูงต่อไป ผู้ผลิตในหลายประเทศที่สำคัญอย่างสหรัฐฯ ยุโรปและออสเตรเลีย น่าจะได้รับผลประโยชน์จากราคาที่ดีขึ้นและขยายกำลังการผลิตเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
ค) สำหรับประเทศไทย ยังคงต้องนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศ ดังนั้น หากปัญหาด้านราคาต้นทุนอาหารสัตว์ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป ย่อมส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตภาคปศุสัตว์และโดยเฉพาะอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ในระยะยาวไทยควรต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเพาะปลูกพืชอาหารสัตว์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อให้มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นและลดสัดส่วนการนำเข้า
[1] ตัวเลขของ UN ประมาณการอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกโดยเฉลี่ยไว้เท่ากับ 78 ล้านคนต่อปี ซึ่งจะทำให้จำนวนประชากรโลกโดยรวมเท่ากับ 8 พันล้านคนในปี พ.ศ.2573
[2] ดรรชนีหลักที่เป็นตัวชี้ราคาปุ๋ยในตลาดโลก ได้แก่ ราคา diammonium phosphate จากราคาขายเดือนมกราคม 2550 จาก $250 ต่อตัน ปัจจุบันอยู่ที่ $1,400 ต่อตัน และราคาปุ๋ย nitrogen-based เพิ่มขึ้นจาก $277 เป็น $450 ต่อตัน ในช่วงเดียวกัน
[3] ข้อมูลจาก Agra Europe Weekly ; Friday August 29, 2008
[4] มีการคาดการณ์ว่าปีนี้สหรัฐฯอาจต้องใช้ข้าวโพดถึง 1 ใน 3 จากผลผลิตภายในประเทศเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเอธานอล ซึ่งมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา (ปี 2550 สหรัฐฯใช้ข้าวโพดผลิตเอธานอล 25%)
Related Items:
- EU อนุญาตการใช้สารเสริม (additives) ในอาหารสัตว์
- EU อนุญาตการใช้สารเสริม (additives) ในอาหารสัตว์ (เพิ่มเติม)
- EU อนุญาตการใช้สารเสริม (additives) บางรายการในอาหารสัตว์ (เพิ่มเติม)
- EU อนุญาตการใช้สารเสริม (additives) บางรายการในอาหารสัตว์ (เพิ่มเติม)
- สหภาพยุโรปอนุญาตการใช้สารเสริม (additives) บางรายการในอาหารสัตว์
|