|
บราซิลมีแนวโน้มเพิ่มการผลิตเนื้อสัตว์ปีกร้อยละ 8 ในปี 2008 |
|
|
|
Contributed by สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
|
|
Tuesday, 23 September 2008 |
|
ในปี 2008 บราซิลคาดว่าจะสามารถผลิตเนื้อไก่ได้ในปริมาณ 11 ล้านตันต่อปี และในปี 2009 มีแนวโน้มที่จะมีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 8
ปัจจุบัน บราซิลเป็นประเทศผู้ผลิตเนื้อไก่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจาก US (ผลิตได้ 16.5 ล้านตันต่อปี) และรองจากจีน (ซึ่งผลิตได้ 12.5 ล้านตันต่อปี) อย่างไรก็ดี บราซิลถือเป็นประเทศที่สามารถส่งออกไก่ได้มากที่สุดในโลก (US และจีนมีอัตราการบริโภคภายในประเทศที่สูง) โดยอัตราส่วนร้อยละ 45 ของไก่ที่จำหน่ายในตลาดโลกเป็นไก่ที่ผลิตได้จากบราซิล (150 ประเทศทั่วโลกบริโภคไก่จากบราซิล) สามารถสร้างงานให้แก่พลเมืองชาวบราซิลได้กว่า 4.8 ล้านคน
อย่างไรก็ดี บราซิลยังคงเป็นประเทศผู้ส่งออกไก่ดิบไปยัง EU มากที่สุดในขณะนี้ ตลอดจนบราซิลเองก็เป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเวที WTO และผู้นำของกลุ่มประเทศ Mercosur ซึ่งมีอิทธิพลต่อรองผลประโยชน์ทางการค้ากับทาง EU มาโดยตลอด อย่างไรก็ดี เมื่อต้นปี 2008 EU Food and Veterinary Office (FVO) ได้ตำหนิบราซิลว่า มีระบบการควบคุมการระบาดไข้หวัดนกที่หละหลวมและไม่มีห้องปฎิบัติการรองรับ รวมทั้งไม่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ที่ได้มาตรฐาน ทำให้การเข้าไปตรวจสอบ (investigate) ของทางการบราซิล ในกรณีที่มีการแจ้งเตือนภัยสินค้านำเข้าจากบราซิลที่ไม่ถูกหลักสุขอนามัยผ่านระบบเตือนภัยกลางของ EU (Rapid Alert System for Food and Feed) ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งในเรื่องนี้ ไทยจึงควรพิจารณาข้อตำหนิของ EU ที่มีต่อบราซิล เพื่อเป็นอุทาหรณ์ในการเพิ่มความระมัดระวังต่อประเด็นดังกล่าวให้มากขึ้น กอรปกับในปี 2009 คณะ FVO มีกำหนดการที่จะเดินทางมาตรวจสอบระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกและการจัดการเรื่องไข้หวัดนกของไทย ดังนั้น ไทยจึงควรใช้โอกาสดังกล่าว แสดงให้ EU ตระหนักถึงความพร้อมและประสิทธิภาพของระบบการ เลี้ยงสัตว์ปีกที่ไทยจัดทำไว้ อันจะส่งผลให้คณะ FVO ได้เล็งเห็นถึงความแตกต่างของระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกของไทยและบราซิลได้เป็นอย่างดี |
|
Last Updated ( Tuesday, 23 September 2008 )
|