|
เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 51 ที่ประชุมคณะกรรมาธิการด้านอุตสาหกรรมและพลังงาน สภายุโรป ได้ลงคะแนนเสียง
สนับสนุนร่างระเบียบพลังงานทดแทน (Renewable Energy Directive หรือ RED) 50-2 เสียง โดยประเด็นสำคัญในร่างระเบียบนี้คือสนับสนุนเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทน 10% ในภาคการขนส่งทางถนนภายในปี ค.ศ. 2020 โดยตั้งเป้าหมายระยะกลางว่าภายในปี ค.ศ. 2015 ต้องมีการใช้พลังงานทดแทนสำหรับการขนส่งทางถนน 5% โดยกำหนดให้ 4% มาจาก biofuel รุ่นแรก ส่วนอีก 1% ต้องมาจาก biofuel รุ่นที่สอง ที่ไม่กระทบต่อการผลิตอาหาร หรือพลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานไฮโดรเจน รายละเอียดมีดังนี้
ประเด็นสำคัญในร่างระเบียบซึ่งคณะกรรมาธิการด้านอุตสาหกรรมและพลังงาน ของสภายุโรปได้รับรอง ซึ่งจะต้องผ่านการรับรองจาก Council ต่อไป มีดังนี้
- สนับสนุนการกำหนดเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทน 20% ภายในปี ค.ศ. 2020 รวมทั้งเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทนอย่างน้อย 10% ในภาคการขนส่งทางถนนภายในปี ค.ศ. 2020 โดยเสนอตั้งเป้าหมายระยะกลางการใช้พลังงานทดแทน 5% ภายในปี ค.ศ. 2015 สำหรับภาคการขนส่งดังกล่าว
- จากตัวเลข 5% ข้างต้น กำหนดให้ใช้พลังงานทดแทนจาก biofuel รุ่นแรก 4% ส่วนอีก 1% ที่เหลือต้องมาจากพลังงานทดแทนอื่นที่ไม่กระทบต่อการผลิตอาหาร อาทิ biofuel รุ่นที่สอง (ซึ่งผลิตจากของเสียจากพืช เซลลูโลส หรือ ligno-cellulosic algae) หรือพลังงานไฟฟ้า หรือไฮโดรเจนจากแหล่งพลังงานทดแทน
- biofuel ที่จะถูกนับในเป้าหมายข้างต้นต้องสามารถลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้มากกว่าพลังงานจากฟอสซิล 45% ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเป็น 60% ภายในปี ค.ศ. 2015 และเห็นว่าภายในปี ค.ศ. 2020 ภาคการขนส่งควรปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้พลังงานให้ดีขึ้นอย่างน้อย 20% เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 2005
- ประเด็นที่สภายุโรปเพิ่มเติมจากร่างของคณะกรรมาธิการยุโรปซึ่งต้องหารือเพื่อให้ Council เห็นชอบต่อไป ได้แก่ (1) การตั้งเป้าหมายระยะกลางของปี ค.ศ. 2015 (2) ตั้งระบบการลงโทษหากปท. สมาชิกไม่สามารถปฏิบัติตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละปท. (3) ให้มีการเข้าถึงเครือข่ายพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจาก biogas และพลังงานสะอาด(4) ตั้งสัดส่วนสูงสุดสำหรับการใช้พลังงานสะอาด และ (5) ข้อบังคับให้ปท. สมาชิกต้องลงทุนด้านการใช้พลังงานทดแทนในภาคการก่อสร้าง
2. หลักเกณฑ์ด้านความยั่งยืน (sustainability criteria) ได้มีการพิจารณาเรื่องนี้ในที่ประชุมคณะผู้แทน
ถาวรของประเทศสมาชิกอียูใน ad hoc Council Group ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ว่า จะมีหลักเกณฑ์เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ผู้ประกอบการธุรกิจจะต้องเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชน และย้ำความสำคัญของการมีข้อตกลงระหว่างงอียูกับประเทศที่สามเกี่ยวกับหลักเกณฑ์เหล่านี้ ซึ่งมีรายงานข่าวว่า ผู้แทนรัฐบาลมาเลเซียสนับสนุนการกำหนดหลักเกณฑ์ด้านความยั่งยืนที่ไม่มีการเลือกประติบัติต่อผู้ผลิต biofuel ในปท. ที่สาม โดยรับประกันว่าน้ำมันปาล์ม
ของมาเลเซียสามารถลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้ประมาณ 80-90% เมื่อเทียบกับพลังงานจากฟอสซิล และมาเลเซียกำลังพัฒนาการรับประกันคุณสมบัติความยั่งยืนสำหรับน้ำมันปาล์ม ซึ่งมาเลเซียเป็นผู้ผลิตสำคัญอันดับสอง
และเป็นผู้นำในการส่งออก มีการส่งออก 13.75 ล้านตันในปี ค.ศ. 2007 โดย 15% ส่งออกมายังอียู
3. ผู้ที่แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการรับรองร่างระเบียบอียูของสภายุโรปในครั้งนี้ คือ European Biodiesel
Bureau หรือ EBB ที่เห็นว่าการกำหนดเป้าหมาย 5% ภายในปี ค.ศ. 2015 โดยกำหนดให้ใช้ biofuel รุ่นแรกเพียง 4% จะทำให้เกิด supply ส่วนเกินจำนวน 4 ล้านตัน นอกจากนี้ European bioethanol association (eBIO) เห็นว่าร่างระเบียบดังกล่าวไม่ได้มีส่วนช่วยลดการพึ่งพิงการนำเข้าพลังงานจากฟอสซิล และทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการลงทุนด้านการพัฒนา biofuel ที่ได้ลงทุนไปแล้วมากกว่า 5 ล้านยูโร
4. ข้อสังเกต
จากร่างระเบียบนี้ เห็นได้ว่าอียูเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับการส่งออก biofuel ที่มีมาตรฐานด้านความ
ยั่งยืนตามที่กำหนดไว้ เพื่อบรรลุเป้าหมาย 10% ยุโรปจำต้องมีการนำเข้า biofuel
นอกจากนี้ ผู้บริโภคในอียูสนับสนุนการตั้งเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทนในภาคการขนส่งถึง 69% (จากการสำรวจของ Eurobarometer) โดยประชากร 8 ใน 10 ในกรีซ เดนมาร์ก สวีเดน สโลวะเกีย ฟินแลนด์ เช็ค และไซปรัสเห็นว่าควรมีการใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดการปล่อยก๊าซ CO2 และประชากรยุโรป 61% พร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นลู่ทางการค้าสินค้าประหยัดพลังงาน สินค้าที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และสินค้าที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในยุโรปด้วย
Related Items:
- CAP กับนโยบายด้านเชื้อเพลิงชีวภาพของ EU
- CAP กับแผนการส่งเสริมเชิ้อเพลิงชีวภาพใน EU
- IEA ชี้พลังงานนิวเคลียร์ และเชื้อเพลิงชีวภาพ เป็นทางเลือกใหม่
- การกระตุ้นนวัตกรรมในภาคพลังงานทดแทน
- การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
|