|
เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2551 อิสราเอลและสหภาพยุโรป (EU) ได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้น (preliminary agreement) ในการเปิดเสรีทางการค้ามากขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์การเกษตร ผลิตภัณฑ์การเกษตรแปรรูปและผลิตภัณฑ์การประมง หลังจากที่อิสราเอลและคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้บรรลุความเข้าใจร่วมกันเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2551 โดยทั้งสองฝ่ายจะต้องดำเนินกระบวนการภายในเพื่อให้ข้อตกลงมีผลบังคับใช้ต่อไป ทั้งนี้ การเปิดเสรีทางการค้าดังกล่าวนี้เป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การรวมตัวระหว่างตลาด EU กับตลาดอิสราเอล
1. ภูมิหลัง
อิสราเอลได้เริ่มมีความตกลงทางการค้ากับ EU ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1964 ซึ่งต่อมาใน ค.ศ 1975
อิสราเอลและ EU ได้จัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งกรอบความร่วมมือระหว่าง EU กับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน (EURO- Mediterranean Partnership) อิสราเอลก็ได้จัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี Association Agreement กับ EU ในปี ค.ศ. 1995 ซึ่งได้มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 โดย EU และประเทศในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนทั้ง 10 ประเทศ ซึ่งรวมอิสราเอล ได้ตั้งเป้าที่จะจัดตั้งเขตการค้าเสรีในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน (Euro-Mediterranean Free Trade Area) ภายในปี ค.ศ. 2010 ทั้งนี้ อิสราเอลได้ใช้ความตกลง Association Agreement ดังกล่าวเป็นพื้นฐานในการเจรจากับ EU เพื่อจัดการลดหย่อนภาษีทางการค้าผลิตภัณฑ์การเกษตร ผลิตภัณฑ์การเกษตรแปรรูปและผลิตภัณฑ์การประมง ดังกล่าว
2. ภาพรวมความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอิสราเอลกับ EU
สหภาพยุโรปเป็นตลาดนำเข้าและตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของอิสราเอล
ในปี 2550 มูลค่าการค้ารวมระหว่างอิสราเอลกับ EU ประมาณกว่า 25.7 พันล้านยูโร โดยอิสราเอลนำเข้า
สินค้าจาก EU ประมาณ 14 พันล้านยูโร และส่งออกไป EU ประมาณ 11.3 พันล้านยูโร สินค้าส่งออกไปยัง EU ที่สำคัญ ได้แก่ เคมีภัณฑ์ (ร้อยละ 17) อัญมณี (ร้อยละ 16) เครื่องจักรกลไฟฟ้าและอุปกรณ์ (ร้อยละ 12) และผัก (ร้อยละ 10) สินค้านำเข้าจาก EU ที่สำคัญ ได้แก่ อัญมณี (ร้อยละ 20) เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ไฟฟ้า (ร้อยละ 17) เคมีภัณฑ์ (ร้อยละ 14) อุปกรณ์การขนส่ง (ร้อยละ 9) นอกจากนี้ อส. กับ EU ยังมีการค้าด้านบริการระหว่างกันสูงเช่นกัน
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญใน EU ได้แก่ เบลเยี่ยม (เพชรดิบและอัญมณี) เยอรมนี สหราชอาณาจักร
ในปี 2550 การค้ารวมระหว่างอิสราเอลและเบลเยี่ยม มีมูลค่า 8.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เยอรมนี มูลค่า 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และสหราชอาณาจักร มูลค่า 4.62 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
3. มาตรการลดหย่อนภาษีทางการค้าผลิตภัณฑ์การเกษตร ผลิตภัณฑ์การเกษตรแปรรูป
และผลิตภัณฑ์การประมง (agricultural, processed agricultural, fish and fishery products)
ตามสถานะล่าสุด ข้อตกลงเบื้องต้นจากการเจรจาเปิดเสรีทางการค้าให้มากขึ้น ระหว่างอิสราเอลกับ
EU ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าที่จะเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปี 2551 นั้น ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปของอิสราเอลร้อยละ 95 จะได้รับการยกเว้นภาษีและข้อจำกัดเรื่องโควต้า อาทิ juice concentrate, chocolate products, baked goods, coffee, pasta, cookies และ marshmallow ส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปอีกร้อยละ 5 ที่เหลือซึ่งเป็นสินค้าอ่อนไหว ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงให้มีการลดหย่อนภาษีและเพิ่มโควต้า อาทิ biscuits, vermouth, grape spirits และ starched based glues และในส่วนของผลิตภัณฑ์การเกษตรและผลิตภัณฑ์จากการประมง มีความคืบหน้าในการเจรจาอย่างมากในการที่จะเปิดเสรีอย่างเต็มที่และในส่วนสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวบางชนิดก็ได้รับการปรับปรุงการเข้าสู่ตลาดให้ดีขึ้นโดยการเพิ่มโควต้าสินค้าที่จะได้รับการยกเว้นภาษี (ผักและผลไม้ และน้ำตาล) และสินค้าอ่อนไหวบางชนิดได้มีการปรับโควต้าสินค้าที่จะได้รับอัตราภาษีใหม่ (ตับห่าน โยเกิร์ต เนื้อแกะ เลมอน ส้ม สตรอเบอร์รี่ ส้มแมนดาริน องุ่น เมล่อน กีวี แอปริคอท เชอรรี่ มะกอก แยมสตรอเบอร์รี่ และน้ำมันถั่วเหลือง)
ในปี 2550 อิสราเอลส่งออกสินค้าเกษตรไปยัง EU มีมูลค่ากว่า 1,051 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ
ประมาณ 716.5 ล้านยูโร
4. ผลกระทบต่อไทย เนื่องจาก EU เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย ในปี 2550 ไทยส่งออก
สินค้าเกษตรกรรม (กสิกรรม,ปศุสัตว์,ประมง) ไปยัง EU คิดเป็นมูลค่า 1,964.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10.08 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดและได้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร คิดเป็นมูลค่า 1,242.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 6.38 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และอิสราเอลเป็นประเทศที่ส่งออกผลิตภัณฑ์การเกษตรและการเกษตรแปรรูปไปยัง EU ถึงร้อยละ 75 ของผลิตภัณฑ์การเกษตรของตน ดังนั้น ข้อตกลงการค้าเสรีเบื้องต้นระหว่างอิสราเอลกับ EU ในด้านการเกษตร เกษตรแปรรูปและผลิตภัณฑ์การประมงดังกล่าวข้างต้นย่อมส่งผลกระทบต่อไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรดังกล่าวไปยังตลาด EU เช่นกัน นอกจากนี้ ในความได้เปรียบในการแข่งขัน อิสราเอลมีเทคโนโลยีด้านเกษตรกรรมที่ก้าวหน้าและยังคงมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องซึ่งจะช่วยทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำและสินค้ามีคุณภาพ อีกทั้ง อิสราเอลอยู่ใกล้ตลาด EU และมีความพร้อมด้านโลจิสติกส์มากกว่าไทย จึงนับว่าเป็นคู่แข่งทางการค้าด้านการเกษตรที่น่าจับตามองประเทศหนึ่ง
5. ข้อสังเกต ถึงแม้ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่าง EU และ อิสราเอลในประเด็นปัญหาความ
ขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์จะยังไม่คืบหน้าเท่าใดนัก แต่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีนั้น นับว่าเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก โดยอิสราเอลและ EU ได้มีความตกลง Scientific and Technical Cooperation Agreement ระหว่างกัน โดยอิสราเอลเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของนโยบาย European Neighbourhood Policy (ENP) ของ EU ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างอิสราเอลกับ EU ซึ่งในกรอบความร่วมมือดังกล่าว อิสราเอลจะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจาก EU จำนวน 14 ล้านยูโร สำหรับปี ค.ศ. 2007-2013
Related Items:
- EU เปิดการเจรจา FTA กับเกาหลีใต้
- EU เปิดการเจรจา FTA กับเกาหลีใต้
- EU เปิดการเจรจา FTA กับอินเดีย
- FTA EU-เกาหลีใต้เดินหน้าการเจรจา FTA รอบที่ 3
- FTA Series: คืบหน้าล่าสุดเขตการค้าเสรีอาเซียน- สหภาพยุโรป
|