|
Page 1 of 2 ระเบียบ RoHS มีจุดมุ่งหมายเพื่อจำกัดการใช้สารเคมีอันตรายบางประเภทในสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่วางขายในสหภาพยุโรป ผู้ผลิตสินค้าที่อยู่ในขอบข่ายของระเบียบดังกล่าว รวมถึงผู้ผลิตในประเทศไทย จะต้องแน่ใจว่าสินค้าของตนไม่มีสารต้องห้ามเป็นส่วนประกอบในสินค้าหากต้องการวางขายสินค้าในสหภาพยุโรป ประเทศไทยเองกำลังจะออกกฏหมายในแนวทางเดียวกันกับระเบียบดังกล่าว เมื่อกลางเดือนสค. ที่ผ่านมา หน่วยงานที่รับผิดชอบจึงได้มาดูงานที่ยุโรป เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ นำไปปรับใช้กับไทยต่อไป
เมื่อวันที่ 14 สค.51 ตัวแทนจากภาครัฐไทย ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับกฏหมาย ThaiROHS คือ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กระทรวงอุตสาหกรรม) พร้อมด้วย MTEC (กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ได้เดินทางมาดูงานที่ประเทศเบลเยียม และเข้าพบกระทรวง Federal Public Service for Public Health, Safety of the Food Chain and the Environment, Directorate General for the Environment เพื่อสอบถามถึงประสบการณ์การบังคับใช้ระเบียบดังกล่าวในประเทศสมาชิก และ European Commission - DG Environment เพื่อสอบถามความคืบหน้าของการทบทวนกฏระเบียบ RoHS และเป็นข้อมูลในการวางแผนการออกกฏหมายและแนวทางการบังคับใช้ RoHS ในประเทศไทยต่อไป
อนึ่ง นอกจากการดูงานที่ประเทศเบลเยียมแล้ว คณะฯ ยังได้เดินทางไปเข้าพบหารือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวที่สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ สวีเดน และเดนมาร์ก อีกด้วย
ประสบการณ์ของเบลเยียมในการบังคับใช้ระเบียบ RoHS
ในการเข้าพบหารือกับกระทรวง Federal Public Service for Public Health ของเบลเยียมนั้น ผู้แทนจากฝ่ายเบลเยียม ซึ่งประกอบด้วย นาย Denis Pohl, Head of Service Federal Product Policy, นาย Robert Martens, Head of Service Federal Environment Inspection, นาย Valérie Sciannamea, Attaché Federal Environment Inspection
และ นาย Serge Smetz, Inspector ได้กล่าวถึงประสบการณ์การบังคับใช้ระเบียบ RoHS ในประเทศของตนว่า
1. ระเบียบดังกล่าวกำหนดให้เป็นภาระหน้าที่ของผู้ผลิตในการดูแลให้สินค้าทุกชิ้นของตนที่นำมาวางขายในตลาดอียูเป็นไปตามระเบียบ RoHS
2. ประเทศสมาชิกมีหน้าที่คอยตรวจสอบว่าสินค้าที่อยู่ในท้องตลาดถูกต้องตามกฏระเบียบหรือไม่ ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปไม่ได้กำหนดข้อปฏิบัติในการบังคับใช้ระเบียบดังกล่าวและวิธีการในการตรวจสอบสินค้าในตลาด (market surveillance) ประเทศสมาชิกอียูแต่ละประเทศจึงต้องหาแนวทางในการบังคับใช้ระเบียบดังกล่าวด้วยตนเอง การบังคับใช้จึงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ
3. สำหรับกรณีของประเทศเบลเยียมนั้น กระทรวง Federal Public Service for Public Health, Safety of the Food Chain and the Environment กำหนดให้ ฝ่าย Inspectorate of the Federal Environmental Administration เป็นผู้บังคับใช้ระเบียบดังกล่าว
4. เนื่องจากทางการเบลเยียมไม่เคยมีประสบการณ์ในการตรวจสอบสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กโทรนิกส์ (ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความสลับซับซ้อน) แม้จะมีประสบการณ์ในการตรวจสอบโลหะหนักในบรรจุภัณฑ์มาบ้างแล้ว ในปี 2005 จึงได้ทำการศึกษาเพื่อหาแนวทางในการบังคับใช้ระเบียบและตรวจสอบสินค้าในตลาด
5. การศึกษาครอบคลุม 3 ประเด็นได้แก่ (1) วิธีการคัดเลือกตัวอย่างสินค้าเพื่อนำมาตรวจสอบ (2) วิธีการวิเคราะห์หาสารต้องห้าม และ (3) วิธีในการตรวจสอบสินค้าในตลาด
6. วิธีการคัดเลือกตัวอย่างสินค้าเพื่อนำมาตรวจสอบ ผู้แทนเบลเยียมได้กล่าวว่า การศึกษาแนะนำให้มุ่งเน้นไปที่สินค้าที่ไม่มียี่ห้อและราคาถูก โดยรายงานศึกษาดังกล่าวจะแนะนำลงในสินค้าแต่ละประเภทว่า สินค้าชนิดใดให้ตรวจสอบชิ้นส่วนใดเป็นพิเศษ และให้จับตาดูสินค้าดังกล่าวจากประเทศหรือภูมิภาคใดเป็นพิเศษ
7. วิธีการวิเคราะห์หาสารต้องห้าม การศึกษาพบว่า เบลเยียม อาจไม่พร้อมเรื่องห้องแล็บ ซึ่งมีเพียงจำนวนน้อยที่ได้รับการรับรองและมีประสบการณ์ในการตรวจสอบ สารต้องห้ามตามระเบียบ RoHS อย่างไรก็ตาม ทางเบลเยียมได้จัดหาเครื่องมือที่เรียกว่า portable XRF ซึ่งเป็นอุปกรณ์ขนาดพกพา และใช้รังสี x-ray เพื่อตรวจสอบหาสารเคมีที่ประกอบอยู่วัตถุได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว และข้อมูลที่วิเคราะห์ออกมานั้นสามารถถ่ายโอนลงคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปได้ อีกทั้ง สามารถฝึกคนให้ใช้เครื่องมือดังกล่าวได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทางการเบลเยียมจึงได้ใช้เครื่องมือดังกล่าวในการตรวจสอบตลาด
เมื่อตรวจพบสินค้าที่มีสารต้องห้าม จะนำสินค้าดังกล่าวส่งเข้าห้องแล็บเพื่อทำการวิเคราะห์อย่างละเอียด และทำการเปรียบเทียบผลกับเอกสาร (Compliance Assurances System - CAS) ที่ผู้ผลิต/ผู้นำเข้านำมาแจ้ง
อย่างไรก็ดี เครื่องมือดังกล่าวมีราคาสูงมาก แต่มีอายุการใช้งานแค่ 5 ปี และสามารถตรวจสอบได้กับเฉพาะบริเวณที่มีผิวสัมผัสกับตัวเครื่องเท่านั้น
8. วิธีในการตรวจสอบตลาด ทางการเบลเยียมจะมีการวางแผนงานเป็นรายปี และอาจมีการตรวจตลาดอย่างฉุกเฉินนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในแผนงานได้ หากมีความจำเป็นเร่งด่วน ทั้งนี้ ประเทศเบลเยียมมีกฏหมายรองรับในการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการเข้าไปตรวจสอบสินค้า หยุดยานพาหนะขนส่ง และขอเอกสารและข้อมูลต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ เบลเยียมยังมีบทลงโทษแก่สินค้าที่ผิดระเบียบ RoHS นอกจากการส่งจดหมายแจ้งเตือนแล้ว หากการทำผิดร้ายแรง อาจมีโทษปรับ จำคุก สั่งให้นำสินค้าออกจากท้องตลาด และทำลายสินค้า โดยขึ้นอยู่กับความหนักเบาของการละเมิด
9. เบลเยียมจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในเรื่องที่เกี่ยวกับการบังคับใช้ระเบียบ RoHS อย่างไม่เป็นทางการ กับประเทศสมาชิกอื่นๆอย่างสม่ำเสมอ
เจ้าหน้าที่อียูเผยความคืบหน้าการทำทวนระเบียบ RoHS
ในช่วงบ่ายของวันที่ 14 สค. 51 คณะฯ ได้เข้าพบหารือกับ Ms Madalina Caprusu เจ้าหน้าที่คณะกรรมาธิการยุโรป DG Environment ซึ่งรับผิดชอบในการบังคับใช้ระเบียบที่เกี่ยวกับของเสียนั้น เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการทบทวนระเบียบ RoHS ว่า เนื้อหาสาระของการทบทวน จะครอบคลุมถึง:
1. การกำหนดขอบเขต (scope) และคำจำกัดความ (definition) ของระเบียบดังกล่าวให้ชัดเจนขึ้น
2. การเพิ่มประเภทสินค้า: ให้ครอบคลุมถึงประเภท 8 และ 9 ของสินค้าที่ปรากฏใน Annex IA ของระเบียบ WEEE ซึ่งได้แก่: 8. อุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical devices with the exception of all implanted and infected products) และ 9. เครื่องมือควบคุมและตรวจตรา (Monitoring and control instruments) (อ่านรายชื่อสินค้าที่ปรากฏใน Annex IA ในข้อมูลภูมิหลังที่ข้างล่าง)
3. การเพิ่มสารต้องห้าม
4. แนวทางการบังคับใช้ระเบียบ (ทางการเบลเยียมกล่าวเสริมว่า อาจมีการจัดตั้งเครือข่ายการทำงานของผู้บังคับใช้ระเบียบ อย่างเป็นทางการ - ขึ้นมา)
5. การทำทวนกลไกในการขอการยกเว้นใช้สารต้องห้ามในการผลิต
โดยคาดว่าว่าคณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอร่างข้อเสนอในการทบทวนระเบียบดังกล่าวในปลายปี 2008 ต่อสภายุโรปและคณะมนตรียุโรปรับรองตามกระบวนการ co-decision และอาจใช้เวลา 2-3 ปี ก่อนที่ร่างระเบียบจะผ่านกระบวนการรับรองและมีผลบังคับใช้ต่อไป
ในส่วนของประเทศไทย ซึ่งกำลังจะออกกฏหมาย ThaiRoHS ทางคณะฯได้สอบถามคุณ Caprusu ว่าควรจะรอให้ระเบียบ RoHS ของอียู ผ่านกระบวนการทบทวนก่อนหรือไม่ เพื่อให้กฏหมายของไทยที่กำลังจะออกมาไม่ล้าสมัย คุณ Caprusu ให้ความเห็นว่า ทางการไทยอาจเพียงแค่รอร่างข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรป เพราะไม่คาดว่า สภายุโรปและคณะมนตรียุโรปจะเปลี่ยนแปลงร่างดังกล่าวในสาระสำคัญมากนัก
|