นโยบายส่งเสริมการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน Print E-mail
Contributed by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Thursday, 14 August 2008
เมื่อ 16 ก.ค. 2551 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกแผนปฏิบัติการสำหรับดำเนินนโยบายส่งเสริมการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน (Sustainable Consumption and Production - SCP) และนโยบายอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (Sustainable Industrial Policy - SIP) ของสหภาพยุโรป หลังจากที่เลื่อนมาแล้ว 2 ครั้ง ธ.ค. 2550 และ พ.ค. 2551 เนื่องจากแผนปฏิบัติการดังกล่าวได้รับข้อคิดเห็นที่แตกต่างและมีการล็อบบี้อย่างมากจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในยุโรป ไม่ว่าจะเป็น NGOs องค์กรผู้บริโภค ภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจยุโรป ที่สำคัญ แผนปฏิบัติการ SCP ของสหภาพยุโรปฉบับนี้เป็นการกำหนดแผนการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการยุโรปในการปรับปรุงกฎระเบียบของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงานที่มีอยู่เดิมและออกมาตรการใหม่ๆ อันจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตและการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่สามที่ต้องการส่งมาขายยังตลาดยุโรป รวมทั้งไทยให้ต้องมีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้นและเข้มงวดขึ้นอย่างแน่นอน

 

เป้าหมายหลัก
แผนปฏิบัติการ SCP มีเป้าหมายสำคัญเพื่อปรับปรุงรูปแบบการผลิตสินค้าให้รักษาสิ่งแวดล้อมและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดวงจรชีวิตของสินค้า ‘life cycle’ (ตั้งแต่การใช้วัตถุดิบ การออกแบบ การผลิต การประกอบ การตลาด การจำหน่าย จนถึงการขจัดทิ้ง) และมุ่งปรับรูปแบบการบริโภคภายในสภาพยุโรป ส่งเสริมให้ประชาชนเลือกใช้สินค้าและบริการที่รักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานมากขึ้น ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบที่มีอยู่เดิมและการออกมาตรการใหม่ๆ เพิ่มเติม อาทิ การให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น ปรับปรุงการติดฉลาก ส่งเสริมการสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ประกอบการที่คำนึงถึงการผลิตที่รักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีทั้งมาตรการที่เป็นการบังคับใช้และทำได้โดยสมัครใจ ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการ SCP จะเน้นเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีศักยพภาพสูงที่จะสามารถลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้

สาระสำคัญของแผนปฏิบัติการ SCP สรุปได้ดังนี้

1. การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม (Better Products)
- การทบทวนกฎระเบียบ Eco-Design ซึ่งเป็นกรอบกฎระเบียบที่บังคับใช้โดยคณะกรรมาธิการยุโรป โดยจะขยายข้อกำหนดการออกแบบผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน (Ecodesign requirements) จากเดิมที่มีผลบังคับกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงาน (energy-using products) ให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่แม้จะไม่ได้ใช้พลังงานในช่วงระหว่างการใช้งานแต่มีผลทำให้ประหยัดพลังงานทุกชนิดด้วย (energy-related products) อาทิ อุปกรณ์ก๊อกน้ำ หน้าต่าง โดยออกร่างระเบียบเรื่อง “Setting of ecodesign requirements for energy related products” โดยคณะกรรมาธิการยุโรปจะออกมาตรการสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป และจะมีข้อกำหนด2 ระดับ คือ ข้อกำหนดขั้นต่ำ (Minimum Requirements) เป็นมาตรการบังคับ และ advanced benchmark สำหรับ environmental performance ซึ่งเป็นมาตรการโดยสมัครใจที่กำหนดจากผลิตภัณฑ์ที่มีขีดความสามารถสูงในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่มีวางจำหน่ายอยู่ในตลาดในปัจจุบัน โดยจะทบทวนเป็นระยะๆ ซึ่ง advanced benchmark ดังกล่าวจะใช้เป็นตัวชี้นำเพื่อเพื่อยกระดับ Minimum Requirement ให้สูงขึ้นต่อไปในอนาคต อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในบท Eco-Design

2. การให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค (Smart Consumption)

- การทบทวนกฎระเบียบ Energy Efficiency Labelling ซึ่งเป็นกฎระเบียบที่บังคับใช้เช่นกัน โดย 1) ขยายขอบข่ายการติดฉลากที่แสดงถึงการประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมทั้งสินค้าประเภท Energy-Using Products และ Energy-Related Products อื่นๆ ด้วย 2) กำหนด Labelling Categories ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกับกฎระเบียบ Eco-Design ข้างต้น โดยฉลากดังกล่าวจะบ่งชี้ระดับการใช้/ประหยัดพลังงาน และระดับการรักษาสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์นั้นๆ และ 3) กำหนดมาตรการดำเนินการ (Implementing Measures) สำหรับ Energy Labelling ต่อไป

- การทบทวนกฎระเบียบ Eco-Label ซึ่งเป็นมาตรการโดยสมัครใจคณะกรรมาธิการยุโรปจะแก้ไข Eco-Label Regulation โดยปรับปรุงแนวทางและกระบวนการสมัครเพื่อรับตรา Eco-Label (อาทิ EU Flower) ให้ง่ายขึ้น และจะขยายขอบข่ายให้ครอบคลุมประเภทสินค้าให้กว้างขวางมากขึ้น (ประเภทสินค้าอาจมากกว่าที่กฎระเบียบ Eco-Design ครอบคลุม) โดยจะเน้นให้ผู้บริโภคทราบว่าสินค้าที่ได้รับตรานี้หมายถึงสินค้าที่มีกระบวนการผลิตที่คำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม หรือ ‘label of excellence’ ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโปรจะกำหนดกฎเกณฑ์การให้ตรา Eco-Label สำหรับแต่ละประเภทสินค้า โดยมีเป้าหมายว่าจะให้มีเพียง 10% ของสินค้าประเภทนั้นๆ ที่มีอยู่ในตลาดในช่วงเวลานั้นๆ ที่จะได้รับตรานี้

3. การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ
 

- Harmonised Based for Public Procurement ซึ่งเป็นมาตรการบังคับใช้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะใช้กฎระเบียบ Energy Efficiency Labelling เป็นตัวกำหนดว่าระดับการหยัดพลังงานและการรักษาสิ่งแวดล้อมระดับใดระดับหนึ่ง ที่คณะกรรมาธิการยุโรปจะกำหนดให้ภาครัฐของแต่ละประเทศสมาชิกถือเป็นระดับที่หากต่ำกว่าภาครัฐจะไม่สามารถจัดซื้อได้

- มาตรการจูงใจ การสร้างมาตรการจูงใจสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ในการให้แรงจูงใจเองได้ อย่างไรก็ดี กฎระเบียบ Energy Efficiency Labelling จะกำหนดระดับการประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อมระดับใดระดับหนึ่ง ซึ่งหากต่ำกว่านั้นภาครัฐจะไม่สามารถให้มาตรการจูงใจได้

นอกจากนั้น จะมี Green Public Procurement (GPP) เป็นมาตรการตามความสมัครใจ โดยคณะกรรมาธิการยุโรปจะแนวทาง (Guideline) และเครื่องมือที่ภาครัฐของประเทศสมาชิกสามารถใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติประกอบด้วย Indicative targets รวมทั้งการหารือกับประเทศสมาชิก EU เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับ ‘voluntary common GPP’ ทั้งสำหรับสินค้าและบริการ

รายละเอียดคณะกรรมาธิการยุโรปจะออกเป็น “Communication on Green Public Procurement” ต่อไป

ในขณะเดียวกับ คณะกรรมาธิการยุโรปก็จะพิจารณาการทบทวน Energy Taxation Framework ไปด้วย

4. ความร่วมมือกับผู้ค้าปลีกยุโรปและผู้บริโภค

 
- จัดตั้ง Retail Forum เนื่องจากผู้ค้าปลีกมีบทบาทสำคัญมากในการกำหนดการบริโภคที่ยั่งยืนของผู้บริโภคคณะกรรมาธิการยุโรปจึงได้จัดตั้ง Retail Forum ขึ้น โดยให้เป็น Forum หารือกับผู้ค้าปลีกในสหภาพยุโรป เพื่อกำหนดสาขาที่จะต้องมีการแก้ไข แลกเปลี่ยน best practices และรายงานผลการดำเนินงาน โดยต้องการให้ผู้ค้าปลีกตั้งเป้าหมาย ระยะเวลา กระบวนการติดตามความสำเร็จของตนขึ้นมา โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility หรือ CSR) โดยจะให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ อาทิ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และ NGOs มีส่วนร่วมใน Forum นี้ด้วย

5. การปรับกระบวนการผลิต (Leaner Production)

 
- ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยทบทวน Eco-Management and Audit Scheme (EMAS) ซึ่งเป็นมาตรการโดยสมัครใจในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม

6. ความร่วมมือในระดับระหว่างประเทศ

 
- ในระดับระหว่างประเทศ จะส่งเสริมให้ SCP เป็นส่วนหนึ่งของ UN SCP 10-year framework programme ให้เป็น good practice นอกจากนั้น จะส่งเสริมความร่วมมือในโครงการต่างๆ อาทิ SWITCH ASIA สำหรับภูมิภาคเอเชียด้วย และจะผลักดันการเจรจาการเปิดเสรีการค้าสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในกรอบ WTO และในกรอบการเจรจาทวิภาคีด้วย โดยหวังจะให้ร่างระเบียบ Eco-Design ฉบับใหม่ได้การยอมรับเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยจะส่งเสริมการส่งออกของบริษัทชั้นนำของสหภาพยุโรป

Road Map และกรอบการดำเนินงาน

 


เมื่อ 16 ก.ค. 2551 (พร้อมกับการออกแผนปฏิบัติการฉบับดังกล่าว) คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกแผนการทบทวนกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่เดิมและออกแผนยุทธศาสตร์ใหม่ รวมจำนวน 4 ฉบับ ได้แก่


- การทบทวนกฎระเบียบ Eco-Design ผ่าน Proposal for the extension of the Eco-Design Directive
- การทบทวนกฎระเบียบ Eco-Label ผ่าน Proposal for the revision of the Eco-label Regulation
- การทบทวนกฎระเบียบ Eco-management and Audit (EMAS ) ผ่าน Proposal for the revision of the EMAS Regulation
- แผนยุทธศาสตร์ เกี่ยวกับ Green Public Procurement ผ่าน Communication on Green Public Procurement

นอกจากนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปยังจะมีแผนการต่อไปนี้


- การทบทวน Energy Efficiency Labelling Directive ผ่าน Proposal for the revision of the Energy Labelling Directive
- การออก Proposal for a Regulation for an Environmental Technology Verification scheme
- และออกแผนการอื่นๆ ต่อไปในปี 2551-2552 อาทิ เกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริม eco-innovation การพัฒนานโยบายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะรายงานผลการปฏิบัติการและจะทบทวนแผนปฏิบัติการนี้อีกครั้งในปี ค.ศ. 2012 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเกี่ยวกับการขยายขอบข่ายกฎระเบียบ Eco-Design และกฎระเบียบเรื่องการติดฉลาก (Labelling Directive) ให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์อื่นๆ นอกเหนือจากสินค้าประเภท Energy-Related Products ด้วย ซึ่งมีกระแสข่าวว่าอาจรวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารเข้าไปด้วย

ผลกระทบต่อไทย
แผนปฏิบัติการ SCP มิได้มุ่งเฉพาะการผลิตและการบริโภคสินค้าภายในตลาดสหภาพยุโรปเท่านั้น แต่มีผลกระทบต่อประเทศที่ต้องการส่งสินค้ามายังตลาดสหภาพยุโรปด้วย โดยมุ่งให้ยุโรปเป็นผู้นำในมาตรฐานและเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมและพยายามขยายมาตรฐานของตนเองให้เป็นมาตรฐานของโลก ซึ่งผลิตภัณฑ์ของไทยควรต้องปรับตัวโดยคำนึงถึงกระบวนการผลิตซึ่งใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และศึกษากฎระเบียบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎระเบียบ Energy Efficiency Labelling และแนวทางอื่นที่จะมีเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อที่จะสามารถคงความสามารถในการแข่งขันในตลาด EU ในอนาคตได้ต่อไป

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SCP ดูได้ที่http://ec.europa.eu/environment/eussd/escp_en.htm


Related Items:

  1. Food miles แนวทางใหม่ในการปกป้องสินค้าอาหารที่ผลิตได้ภายในสหภาพยุโรป
  2. EU Export Helpdesk เครื่องมือช่วยท่านค้าขายส่งออกมายุโรป
  3. EU งัดข้อกันเองเรื่องมาตรการปรับรถยนต์ที่ปล่อยก๊าซเกินกำหนด
  4. EU จะออกกฎระเบียบใหม่มุ่งลดก๊าซเรือนกระจกกลุ่มก๊าซเอฟ
  5. การรณรงค์เพื่อเพิ่มความใส่ใจในการควบคุมสภาพอากาศ

 

ThaiEurope

Syndicate

จำนวนผู้เข้าชมเว็บ

.