|
สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ โดย ดร. จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา ได้เข้าร่วมการประชุม Euroscience Open Forum (ESOF) ณ เมืองบาเซโลนา ราชอาณาจักรสเปน ระหว่างวันที่ 16 22 กรกฎาคม 2551
การสัมมนามีผู้เข้าร่วมการประชุมราว 600 คน เป็นเวทีการเสวนาอิสระที่เน้นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสถานะวิทยาศาสตร์ของยุโรปในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต เป็นเวทีที่เริ่มครั้งแรกใน ค.ศ. 2004 และจัดขึ้นทุก 2 ปี ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งเน้นในประเด็นต่างๆ ดังนี้
1. ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวภูมิอากาศโลก สืบเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกจาก 6.8 พันล้านคนในปัจจุบันเป็น 9 พันล้านคนในกลางศรรตวรรษนี้ ก่อให้เกิดความท้าทายที่เกี่ยวข้องในหลายประเด็น อาทิ ความมั่นคงทางด้านอาหารและพลังงาน การขาดแคลนทรัพยากรน้ำ โรคติดเชื้อ ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง ความขัดแย้งและการก่อการร้ายสูงขึ้น รวมทั้งผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวภูมิอากาศโลก ซึ่งการลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาวภูมิอากาศโลกเป็นความท้าทายที่ต้องใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งนักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ ภาครัฐและภาคเอกชนควรจะดำเนินการร่วมกันทั่วโลก
2. ความท้าทายที่เกิดจากความต้องการใช้พลังงานกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวภูมิอากาศโลก ทำให้สหภาพยุโรปส่งเสริมงานวิจัยที่เป็นการพัฒนาพลังงานทดแทนที่มีประสิทธิภาพ ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาทิ พลังงานชีวภาพรุ่นที่ 3 พลังงานนิวเคลียร์รุ่นที่ 4 และไฮโดรเจน เป็นต้น
3. European Strategic Energy Technology Plan (SET-Plan) ซึ่งกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้รับเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2007 ได้กำหนดนโยบายทางด้านพลังงานสำหรับยุโรป โดยมุ่งที่จะเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นการลดคาร์บอนและนำไปสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะชิงชัยตลาดพลังงานสะอาดที่จำเป็นสำหรับการเผชิญปัญหาพลังงานโลก และความท้าทายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง สภาวภูมิอากาศ
4. พลังงานชีวภาพ ยังเป็นพลังงานทดแทนที่จะต้องพัฒนาประสิทธิภาพ รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบที่จะป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิต ดังนั้นการแยกองค์ประกอบของสารที่เกี่ยวข้องในวัตถุดิบ (Biorefinery) จึงเป็นงานวิจัยที่สหภาพยุโรปให้ความสำคัญ เพื่อการแยกสารสำคัญอย่างมีประสิทธิภาพและใช้ประโยชน์สูงสุดในอนาคต คาดว่าภายใน ค.ศ. 2020 ร้อยละ 10 ของพลังงานยุโรปได้มาจากพลังงานชีวภาพ และหลายกลุ่มเชื่อว่าการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยที่เหมาะสมกับพลังงานชีวภาพจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้โดยมีผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
5. เทคโนโลยีนาโนเป็นสาขางานวิจัยที่เกิดขึ้นใหม่เพื่อค้นหาคุณสมบัติของระบบวัสดุเมื่อมีขนาดเล็กลงประมาณ 1 100 นาโนเมตรซึ่งจะมีความแตกต่างจากวัสดุที่มีขนาดใหญ่กว่า ในปัจจุบันเทคโนโลยีนาโนได้ก่อให้เกิดโอกาสในการพัฒนาแนวทางใหม่ทางด้านวัสดุนาโนและเครื่องมือนาโน รวมทั้งการประยุกต์ใช้ในงานวิจัยสาขาต่างๆ อาทิ ตัวรับทางชีวภาพขนาดเล็ก การเคลือบ วิศวกรรมเนื้อเยื่อ ระบบการปลดปล่อยยาที่ชาญฉลาด ปัจุจุบันหลายประเทศในยุโรปได้ทุ่มเงินสำหรับการวิจัยทางด้านเทคโนโลยีนาโนทางการแพทย์ ทั้งในส่วนของการวินิจฉัยและการรักษา
6. สเต็มเซลส์มนุษย์ได้แยกสำเร็จครั้งแรกใน ค.ศ. 1998 และมีศักยภาพที่จะพัฒนาหรือแปลงเซลส์ให้เป็นประเภทเฉพาะตามที่ต้องการซึ่งจะใช้ซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอ จึงมีแนวโน้มที่จะนำมาใช้ในการรักษาโรคพากินสัน เอลไซเมอร์ การบาดเจ็บของไขสันหลัง เส้นเลือดสมองบกพร่องและเบาหวาน รวมทั้งโรคที่มีการสึกหรอของเซลส์ประเภทต่างๆ อย่างไรก็ดี ประเด็นที่เกี่ยวกับจริยธรรม กฎหมายและสังคมจะต้องได้รับการคลี่คลายก่อนที่จะดำเนินการ
7. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีบทบาทสำคัญต่อสหภาพยุโรป เนื่องจากมีส่วนช่วยในการปรับความมั่นคงและสมดุลทางด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับอุปทานทางด้านพลังงาน อย่างไรก็ดี หากจะมีการใช้พลังงานนิวเคลียร์กันทั่วโลก จะต้องพิจารณาถึงประเด็นเกี่ยวกับการจัดหายูเรเนียมที่จะป้อนสู่โรงไฟฟ้าให้เพียงพอ รวมทั้งอุปทานที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การผลิตด้วย
8. นวัตกรรมเป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างเสริมขีดความสามารถของประเทศที่ภาครัฐสามารถใช้มาตรการส่งเสริมต่างๆ อาทิ การให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมโดยตรง การลดหย่อนภาษีสำหรับการวิจัยและพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม การจัดซื้อจัดจ้างตามเป้าหมาย การให้รางวัลสำหรับนวัตกรรม การจัดหาการร่วมทุน การให้ทุนสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การปรับปรุงการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร์ในทุกระดับ รวมทั้งการสนับสนุนงานวิจัยพื้นฐานในมหาวิทยาลัยทุกสาขา
9. สามเหลี่ยมความรู้ ประกอบด้วย การศึกษา-วิจัย-นวัตกรรม นั้น สถาบันที่เกี่ยวข้องในยุโรปสามารถมีส่วนร่วมในการสนับสนุน โดยมหาวิทยาลัยจะต้องจัดทำกลยุทธ์ขององค์กรในการขยายความเป็นเลิศและสร้างความเข้มแข็งร่วมกับภาคธุรกิจ
ความเห็นจากการเข้าร่วมประชุมของสำนักงานที่ปรึกษาวิทยศาสตร์ฯ มีดังนี้
* สหภาพยุโรปมีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มีแหล่งเงินทุนในการสนับสนุนกรอบแผนงานวิจัยที่มีทิศทางการดำเนินงานในห้วงเวลาที่กำหนด รวมทั้งส่งเสริมการหมุนเวียนนักวิจัยรุ่นเยาว์อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบที่ต่อเนื่อง ประเทศไทยน่าจะนำมาตรการดังกล่าวมาปรับใช้
** ไทยมีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุบัติใหม่หลายสาขา การแลกเปลี่ยนนักวิจัยผ่าน Marie Curie Actionsซึ่งเป็นโครงการภายใต้กรอบแผนงาน ฉบับที่ 7 ของสหภาพยุโรปที่นักวิจัยไทยสามารถเข้าร่วมโครงการได้ในบางกรณีก็เป็นวิถีทางหนึ่งที่จะช่วยให้บุคลากรการวิจัยและพัฒนาของไทยได้รับประสบการณ์จากยุโรปเพื่อการพัฒนาให้มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น
|