|
เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2551 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกแผนปฏิบัติการ สำหรับดำเนินนโยบายส่งเสริมการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน (Sustainable Consumption and Production หรือ SCP) และนโยบายอุตสาหกรรมยั่งยืน (Sustainable Industrial Policy หรือ SIP) และหนึ่งในแผนการดำเนินการ คือ การขยายข้อกำหนดการออกแบบผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน (Ecodesign requirements) จากเดิมที่มีผลบังคับกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงาน (energy-using products) ให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่แม้จะไม่ได้ใช้พลังงานในช่วงระหว่างการใช้งานแต่มีผลทำให้ประหยัดพลังงานทุกชนิดด้วย (energy-related products) อาทิ อุปกรณ์ก๊อกน้ำ หน้าต่าง โดยออกร่างระเบียบเรื่อง Setting of ecodesign requirements for energy related products โดยจะมีข้อกำหนดขั้นต่ำและสร้าง benchmark โดยจะทบทวนเป็นระยะๆ
สาระสำคัญของร่างระเบียบเรื่อง Setting of ecodesign requirements for energy related products มีดังนี้
1. วัตถุประสงค์
1.1 ขยายระเบียบเดิม (Directive 2005/32/EC) ให้ครอบคลุม energy-related
Products หรือสินค้าที่มีผลกระทบต่อการใช้พลังงานในระหว่างการใช้งาน รวมทั้งชิ้นส่วนที่จะใช้ในการประกอบ/ผลิตสินค้าดังกล่าว เพื่อขจัดการมีกฎระเบียบที่แตกต่างระหว่างประเทศสมาชิกอียู
1.2 ออกมาตรการดำเนินการ (implementing measures) ซึ่งกำหนด ecodesign
requirements หรือข้อกำหนดสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในข่าย energy-related products ตลอดช่วงการใช้งานตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการกำจัดเศษซาก
1.3 สร้าง benchmarks ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติรักษาสิ่งแวดล้อมโดยอ้างอิง
จากผลิตภัณฑ์ที่รักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีที่สุด
1.4 เป็นแนวทางที่จะเชื่อมโยงไปสู่การสร้างแรงจูงใจในการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐที่
คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและนโยบายการจัดเก็บภาษี
1.5 เป็นตัวเสริมระเบียบและข้อบังคับอื่นๆ ภายในอียู ได้แก่ ข้อบังคับว่าด้วยการจด
ทะเบียนสารเคมี (REACH) ระเบียบการจำกัดการใช้สารเคมีอันตราย (RoHS) ระเบียบการติด
ฉลากพลังงาน (Energy Labelling Directive) ซึ่งจะทำให้การออกเบบผลิตภัณฑ์สอดคล้องกับ
ระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
1.6 จะมีการจัดทำแผนงานสำหรับคัดเลือกกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่าย energy-related
products
2. ข้อกำหนดสำคัญในร่างระเบียบ
2.1 ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในข่าย energy-related products เมื่ออยู่ในสถานะที่
เตรียมพร้อมใช้งาน (stand-by หรือ off-mode) จะต้องสามารถประหยัดพลังงานได้ขั้นต่ำสุด
ตามความเหมาะสม
2.2 เพื่อเป็นการช่วยเหลือ SMEs จะต้องมีการให้ข้อมูลที่ทั่วถึงและสะดวกเกี่ยวกับ
ประเด็นความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์
2.3 ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับข้อกำหนดที่ระบุในมาตรการดำเนินการ
จะต้องติดเครื่องหมาย CE และให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องแก่ผู้บริโภคด้วย โดยจะต้องตีพิมพ์ในภาษาราชการของประชาคมยุโรปอย่างน้อยหนึ่งภาษา
2.4 ในการเตรียมจัดทำข้อกำหนดผลิตภัณฑ์ในมาตรการดำเนินการ
คณะกรรมาธิการยุโรปจะต้องปรึกษากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งในภาคอุตสาหกรรม SMEs สหภาพแรงงาน ผู้ค้า ผู้ค้าปลีก ผู้นำเข้า กลุ่มรักษาสิ่งแวดล้อม และองค์กรผู้บริโภค
2.5 หน่วยตรวจสอบเฝ้าระวัง (surveillance authorities) ภายในประชาคมยุโรป
จะต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม และจะต้อง
มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับ ผลการรักษาสิ่งแวดล้อมตลอดช่วงวงจรผลิตภัณฑ์ (environmental life cycle performance) และการออกแบบด้วย
2.6 หน่วยงานรับผิดชอบ (competent body) ในการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ว่า
สอดคล้องกับข้อกำหนดในมาตรการดำเนินการหรือไม่ อาจเป็นหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนก็ได้
2.7 คณะกรรมาธิการยุโรปควรจะทบทวนการดำเนินการและความเหมาะสมในการ
ขยายขอบเขตของกฎระเบียบนี้ไปสู่สินค้าอื่นๆ ที่นอกเหนือจาก energy-related products โดยพิจารณาจากประสบการณ์ในการใช้ร่างระเบียบฉบับนี้ ซึ่งจะมีการปรึกษาหารือกับผู้แทนของประเทศสมาชิกอียูและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป
3. สรุปมาตราและเอกสาร (Annex) ต่างๆ ของร่างระเบียบนี้
3.1 มาตรา 1 ระบุว่าร่างระเบียบนี้จะครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่าย energy-related
products ที่มีการวางจำหน่ายและใช้งานในอียู โดยไม่นับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในภาคการขนส่ง
3.2 มาตรา 2 ระบุคำจำกัดความของคำศัพท์ต่างๆ ที่ใช้ในร่างระเบียบ ที่สำคัญ ได้แก่
- Energy-related products เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อการใช้พลังงานในระหว่างการใช้งานซึ่งมีการวางจำหน่ายและใช้งานในอียู รวมถึงส่วนประกอบที่จะรวมอยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นด้วย ซึ่งสามารถมีการประเมินความสามารถในการรักษาสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์และส่วนประกอบนั้นแยกกัน
- Components and sub-assemblies เป็นส่วนประกอบที่รวมอยู่ในผลิตภัณฑ์ซึ่งไม่ได้ถูกจำหน่ายหรือใช้งานแยกต่างหากหรือไม่สามารถประเมินความสามารถในการรักษาสิ่งแวดล้อมแยกออกต่างหากจากผลิตภัณฑ์ได้
- Manufacturer คือผู้ผลิตผลิตภัณฑ์และมีความรับผิดชอบที่จะต้องทำให้ผลิตภัณฑ์สอดคล้องกับที่ร่างระเบียบนี้กำหนดไว้เพื่อวางจำหน่ายหรือใช้งานในอียู ในกรณีที่เป็นผู้ผลิตนอกอียู ความรับผิดชอบจะตกอยู่กับผู้นำเข้า
- Ecological profile เป็นคำอธิบายเกี่ยวกับ ecodesign requirements รวมทั้งinputs และ outputs (อาทิ วัสดุ การปล่อยก๊าซ และของเสีย) ตลอดช่วงวรจรการใช้งาน ซึ่งมีความสำคัญในแง่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสามารถวัดได้เป็นปริมาณ
- Eco-design เป็นการรวมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการรักษาสิ่งแวดล้อมตลอดช่วงวงจรของผลิตภัณฑ์
- Eco-design requirements เป็นข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์หรือการออกแบบ
ผลิตภัณฑ์เพื่อปรับปรุงความสามารถในการรักษาสิ่งแวดล้อม หรือข้อกำหนดในการให้ข้อมูล
ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์นั้น
3.3 มาตรา 3 ระบุเรื่องการวางจำหน่ายในท้องตลาด และ/หรือการใช้งานผลิตภัณฑ์นั้นในอียู โดยผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในอียูต้องประทับตรา CE และหน่วยงานภายในอียู
จะต้องมีระบบตรวจสอบความถูกต้องว่าผลิตภัณฑ์นั้นสอดคล้องกับข้อกำหนด ecodesign requirements
3.4 มาตรา 4 ระบุเรื่องความรับผิดชอบของผู้นำเข้าในการรับประกันว่าผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติสอดคล้องกับร่างระเบียบและข้อกำหนดใน ecodesign requirements และมีแฟ้ม
ข้อมูลทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์นั้นเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ในกรณีที่ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์มิได้อยู่ในประชาคมยุโรป
3.5 มาตรา 5 ระบุเรื่องการประทับตรา CE จะต้องมีลักษณะสอดคล้องกับ Annex III ของร่างระเบียบนี้ และประเทศสมาชิกอียูอาจขอให้มีการให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคในภาษาราชการของตนเมื่อผลิตภัณฑ์นี้ไปถึงมือผู้บริโภคขั้นสุดท้ายด้วย
3.6 มาตรา 6 ระบุเรื่องการไหลเวียนอย่างเสรีของสินค้า ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับร่างระเบียบนี้ และข้อกำหนดในมาตรการดำเนินการทุกประการก็จะสามารถจำหน่ายได้ในอียู โดยประเทศสมาชิกอียูไม่สามารถสั่งห้าม หรือจำกัดการจำหน่ายได้
3.7 มาตรา 7 ระบุเรื่องการดำเนินการกับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติไม่สอดคล้องกับ
ร่างระเบียบนี้ เมื่อมีหลักฐานเพียงพอ ประเทศสมาชิกอียูสามารถดำเนินมาตรการที่จำเป็น ซึ่งรวมถึงการสั่งห้ามวางจำหน่ายได้จนกว่าจะแก้ไขข้อบกพร่องได้เสร็จสิ้น และหากปัญหายังคงอยู่ก็จะสามารถสั่งห้ามวางจำหน่ายหรือใช้งานเพื่อให้มั่นใจว่ามีการถอนผลิตภัณฑ์ออกจากตลาดและต้องแจ้งให้คณะกรรมาธิการยุโรปและประเทศสมาชิกอียูต่างๆ ทราบทันที
3.8 มาตรา 8 ระบุเรื่องการประเมินคุณสมบัติว่าสอดคล้องกับร่างระเบียบและมาตรการดำเนินการหรือไม่ ซึ่งกระบวนการในการประเมินคุณสมบัติจะระบุเฉพาะเจาะจงในมาตรการดำเนินการ
- ผู้ผลิตสามารถเลือกได้ระหว่าง การควบคุมการออกแบบภายใน (internal design
control) ใน Annex IV ของร่างระเบียบนี้ กับการบริหารระบบ (management system) ใน Annex V
- ในกรณีที่ประเทศสมาชิกอียูเห็นว่าผลิตภัณฑ์ยังมีคุณสมบัติไม่สอดคล้องก็ต้องทำการ
ประเมินคุณสมบัติผลิตภัณฑ์โดยหน่วยงานรับผิดชอบเพื่อให้เวลาสำหรับการแก้ไขข้อบกพร่อง หากมี
- ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบโดยองค์กรภายใต้ EMAS (Community eco-management
and audit scheme) หรือองค์กรที่มีระบบบริหารจัดการตามมาตรฐานร่วม (Harmonised Standards) ที่มีเลขที่อ้างอิงตีพิมพ์อยู่ใน Official Journal ของอียู ก็จะถือว่าสอดคล้องกับร่างระเบียบฉบับนี้ตามที่กำหนดไว้ใน Annex V ของร่างระเบียบฉบับนี้
- หลังจากที่วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดแล้ว ผู้ผลิตจะต้องเก็บเอกสารที่
เกี่ยวกับการประเมินคุณสมบัติความสอดคล้อง (conformity assessment) ไว้เป็นเวลา 10 ปี นับจากวันที่ผลิตผลิตภัณฑ์
3.9 มาตรา 9 ระบุเรื่องการสรุปสันนิษฐานว่าผลิตภัณฑ์ใดบ้างสอดคล้องกับร่างระเบียบนี้ ได้แก่
-ผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมาย CE
- ผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานร่วม (Harmonised Standards) ที่มีเลขที่อ้างอิงตีพิมพ์อยู่ใน Official Journal ของอียู
- ผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์ eco-label
3.10 มาตรา 10 ระบุเรื่องมาตรฐานร่วม (Harmonised Standards) ประเทศสมาชิกอียูจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำและตรวจสอบมาตรฐานร่วม หากว่ามาตรฐานร่วมไม่เป็นที่น่าพอใจก็สามารถแจ้งต่อคณะกรรมการ (standing committee) เพื่อชี้แจงเหตุผล และคณะกรรมการให้ความเห็น เมื่อคณะกรรมการให้ความเห็นแล้ว คณะกรรมาธิการยุโรปอาจตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์ ข้อจำกัด การคงอยู่หรือการถอนเลขที่อ้างอิงใน Official Journal ได้ และจะแจ้งหน่วยงานกำหนดมาตรฐานของยุโรปที่เกี่ยวข้อง และหากจำเป็นจะต้องให้อาณัตในการทบทวนมาตรฐานร่วมที่เกี่ยวข้องได้
3.11 มาตรา 11 ระบุเรื่องข้อกำหนดสำหรับส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ มาตรการดำเนินการอาจระบุให้ผู้ผลิตชิ้นส่วน/ส่วนประกอบที่วางจำหน่ายในอียูต้องให้ข้อมูลแก่ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ energy-related products เกี่ยวกับส่วนประกอบวัสดุ การใช้พลังงาน และ/หรือแหล่งที่มาของส่วนประกอบนั้น
3.12 มาตรา 12 ระบุเรื่องความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานประเทศสมาชิกอียู
3.13 มาตรา 13 ระบุเรื่อง SMEs อาจมีการให้แนวทาง (guidelines) สำหรับ SMEs ที่อยู่ในสาขานี้ ควบคู่ไปกับมาตรการดำเนินการ และให้ประเทศสมาชิกอียูสนับสนุนเครือข่ายระหว่าง SMEs ในการดำเนินการรักษาสิ่งแวดล้อม
3.14 มาตรา 14 ระบุเรื่อง ข้อมูลสำหรับผู้บริโภค ผู้บริโภคจะต้องได้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ หากมาตรการดำเนินการระบุไว้ก็จะต้องมีการให้ข้อมูลนิเวศวิทยา (ecological profile) ของผลิตภัณฑ์และประโยชน์ของ ecodesign ด้วย
3.15 มาตรา 15 ระบุเรื่อง มาตรการดำเนินการ (Implementing measures) ผลิตภัณฑ์ที่จะถือว่าเข้าข่ายอยู่ภายใต้กรอบมาตรการดำเนินการควรจะต้องมีปริมาณการจำหน่ายมากพอ (200,000 units ต่อปี) มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีศักยภาพที่จะสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อีก
- การร่างมาตรการดำเนินการ จะต้องคำนึงลำดับความสำคัญของนโยบายสิ่งแวดล้อมอียู รวมทั้งกฎหมายและข้อกำหนดโดยสมัครใจอื่นๆ
- การร่างมาตรการดำเนินการ จะพิจารณาถึงวงจรผลิตภัณฑ์ในด้านที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม อาทิ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การประเมินความสามารถในการแข่งขัน กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศสมาชิกอียู การปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
- การร่างมาตรการดำเนินการจะต้องมีคำอธิบาย (explanatory memorandum) และกำหนดวันเริ่มใช้มาตรการ
- มาตรการดำเนินการจะต้องไม่มีผลเชิงลบต่อการใช้งานจากผลิตภัณฑ์โดยผู้บริโภค ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม
- มาตรการดำเนินการจะต้องไม่มีผลเชิงลบต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมและไม่เป็นการบังคับใช้เทคโนโลยีเฉพาะแก่ผู้ผลิต และไม่ก่อให้เกิดภาระในการปฏิบัติตามระเบียบราชการต่อผู้ผลิตเช่นกัน
- การร่างมาตรการดำเนินการจะใช้ข้อกำหนดที่ระบุใน Annex I และ/หรือ II
3.16 มาตรา 16 ระบุเรื่องแผนงาน คณะกรรมาธิการยุโรปจะจัดทำแผนงานซึ่งระบุรายชื่อกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ถือว่ามีลำดับความสำคัญลำดับต้นในการนำมาตรการดำเนินการภายใต้ร่างระเบียบนี้มาใช้กับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในระยะเวลา 3 ปีต่อไป
ซึ่งแผนงานนี้จะได้รับการปรับปรุงเป็นระยะหลังจากปรึกษาหารือในที่ประชุม (Consultation Forum) แล้ว
3.17 มาตรา 17 ระบุเรื่องข้อบังคับโดยสมัครใจ (Self-regulation) ความตกลงหรือมาตรการโดยสมัครใจอื่นๆ เป็นทางเลือกของมาตรการดำเนินการและจะต้องได้รับการประเมินบนพื้นฐานของ Annex VIII
3.18 มาตรา 18 ระบุเรื่องที่ประชุมปรึกษาหารือ (Consultation Forum) จะต้องมีการเข้าร่วมอย่างสมดุลระหว่างผู้แทนประเทศสมาชิกอียูและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ อาทิ ภาค
อุตสาหกรรม SMEs สหภาพแรงงาน ผู้ค้า ผู้ค้าปลีก ผู้นำเข้า กลุ่มรักษาสิ่งแวดล้อม และ
องค์กรผู้บริโภค ซึ่งจะมีส่วนร่วมในการกำหนดและทบทวนมาตรการดำเนินการ ตรวจสอบ
ประสิทธิภาพกลไกการเฝ้าระวังตลาดสินค้าและประเมินความตกลงและมาตรการโดยสมัครใจอื่นๆ
3.19 มาตรา 19 ระบุเรื่องกระบวนการทำงานของคณะกรรมการ
3.20 มาตรา 20 ระบุเรื่องบทลงโทษ (penalties) ให้ประเทศสมาชิกอียูกำหนดบทลงโทษ
สินค้าที่ละเมิดกฎหมายภายในที่สอดคล้องกับร่างระเบียบนี้ ซึ่งจะต้องเหมาะสม
3.21 มาตรา 21 ระบุเรื่องการทบทวน (review) ภายในปี 2012 คณะกรรมาธิการยุโรป
จะทบทวนความเหมาะสมในการขยายการใช้ร่างระเบียบนี้ให้ครอบคลุมสินค้าอื่นๆ ที่มิใช่ energy-related products
3.22 มาตรา 22 ระบุเรื่องการรักษาความลับ ข้อกำหนดในมาตรา 11 และ Annex I ส่วนที่สองที่ระบุเรื่องการให้ให้ข้อมูลของผู้ผลิตจะต้องคำนึงถึงการรักษาความลับข้อมูลการค้าที่มี
ความอ่อนไหวด้วย
3.23 มาตรา 23 ระบุเรื่องการประกาศใช้ร่างระเบียบนี้เป็นกฎหมายภายในประเทศสมาชิกอียู โดยกฎหมายภายในจะต้องสอดคล้องกับมาตรา 1-9 มาตรา 11, 14, 15 และ 20 และ Annex I ถึง V, VII และ VIII ภายในวันที่จะกำหนดต่อไป
3.24 มาตรา 24 ระบุเรื่องการยกเลิกระเบียบ Eco-design ฉบับเดิม
3.25 มาตรา 25 ระบุเรื่องการบังคับใช้ร่างระเบียบนี้จะมีผลวันที่ 20 นับจากวันที่ประกาศร่างระเบียบฉบับนี้ลงใน Official Journal ของอียู ทั้งนี้ ในปัจจุบันร่างระเบียบนี้จะต้องผ่านการพิจารณาของสภายุโรปและคณะมนตรีสหภาพยุโรป
4. เนื้อหาใน Annex ต่างๆ ของร่างระเบียบ
4.1 Annex I ระบุวิธีการตั้งข้อกำหนด Eco-design โดยมี 3 ส่วน
- ส่วนแรกเป็นขอบเขตด้าน Eco-design สำหรับผลิตภัณฑ์โดยคำนึงถึงขั้นตอนต่างๆ ตลอดช่วงวรจรผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบ การผลิต การบรรจุหีบห่อ การขนส่ง การจำหน่าย การติดตั้งและดูแลรักษา การใช้งาน และการกำจัดทิ้ง โดยในแต่ละขั้นตอนจะต้องมีการคาดการณ์ถึงการใช้วัสดุ พลังงาน การปล่อยก๊าซสู่อากาศ น้ำและพื้นดิน คาดการณ์มลพิษที่
จะเกิดขึ้น ดูความเป็นไปได้ในการนำผลิตนั้นกลับมาใช้ใหม่ การรีไซเคิล การฟื้นฟูวัสดุและพลังงานเพื่อนำมาใช้ใหม่
- ส่วนที่สองเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการให้ข้อมูล โดยข้อมูลจากผู้ผลิตที่มีผลต่อการจัดการผลิตภัณฑ์นั้นอาจครอบคลุมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการออกแบบไปจนถึงกระบวนการผลิต ข้อมูลสำหรับผู้บริโภคเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการรักษาสิ่งแวดล้อม ข้อมูลสำหรับผู้บริโภคเกี่ยวกับการติดตั้ง การใช้งานและบำรุงรักษาผลิตภัณฑ์เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทำให้ผลิตภัณฑ์มีระยะเวลาใช้งานได้นาน รวมทั้งข้อมูลแหล่งในการแยกชิ้นส่วน รีไซเคิล หรือกำจัดเศษซากผลิตภัณฑ์
- ส่วนที่สามเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับผู้ผลิต โดยผู้ผลิตต้องประเมินผลของประสิทธิภาพการรักษาสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์นั้นๆ แล้วจัดทำ ecological profile โดยจะใช้ประโยชน์ของผลการประเมินนี้เพื่อประเมินวิธีการออกแบบอื่นๆ ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพในการรักษาสิ่งแวดล้อมได้สูงสุด โดยคณะกรรมาธิการยุโรปจะจัดทำ benchmarks โดยใช้ข้อมูลที่ได้ระหว่างการจัดทำมาตรการดำเนินการ
4.2 Annex II ระบุวิธีการสร้างข้อกำหนด Eco-design เฉพาะ โดยจะมีการวิเคราะห์ด้านเทคนิค สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ เพื่อคัดเลือกรูปแบบผลิตภัณฑ์ตัวอย่างที่จะปรับปรุงคุณสมบัติในการรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น
4.3 Annex III ระบุเรื่องตรา CE Marking สัดส่วนตราจะต้องมีความสูงอย่างน้อย 5 มิลลิเมตร
4.4 Annex IV ระบุเรื่องการควบคุมการออกแบบภายใน (Internal design control) ซึ่งจะต้องมีการทำแฟ้มข้อมูลทางเทคนิค
4.5 Annex V ระบุเรื่องการบริหารระบบ ผู้ผลิตสามารถแสดงได้ว่าผลิตภัณฑ์เป็นไปตามข้อกำหนดในมาตรการดำเนินการ โดยให้ข้อมูลว่าผลิตภัณฑ์นั้นสอดคล้องกับระเบียบอย่างไร มีตัวชี้วัดและวัตถุประสงค์ในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างไร การตรวจสอบผลิตภัณฑ์ แผนงานในการจัดทำ ecological profile
4.6 Annex VI เรื่องการประกาศความสอดคล้องกับระเบียบ ซึ่งจะต้องระบุชื่อที่อยู่
ของผู้ผลิต และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิต
4.7 Annex VII ระบุเรื่องเนื้อหาในมาตรการดำเนินการ จะต้องมีคำจำกัดความ
ของผลิตภัณฑ์ ข้อกำหนดด้าน Eco-design มาตรการร่วมที่มีเลขที่อ้างอิงที่ประกาศใช้ใน Official Journal ของอียู ระยะเวลาที่ประเทศสมาชิกอียูอนุญาตการวางจำหน่ายสินค้า กำหนดวันที่จะมีการประเมินทบทวนมาตรการดำเนินการ โดยคำนึงถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
4.8 Annex VIII ระบุเรื่องเกี่ยวกับข้อริเริ่มโดยสมัครใจว่าจะต้องมีส่วนประกอบอะไรบ้าง
สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับร่างระเบียบฉบับนี้เพิ่มเติมได้ที่
http://ec.europa.eu/environment/eussd/pdf/com_2008_399.pdf
ข้อสังเกตจากร่างระเบียบฉบับนี้
- ผู้นำเข้าเป็นผู้รับผิดชอบหลักในกรณีที่ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อยู่นอกอียู ซึ่งในกรณีผลิตภัณฑ์จากไทย ผู้นำเข้าในอียูจะ ต้องเป็นผู้รับประกันว่าสินค้าสอดคล้องกับข้อกำหนดในมาตรการดำนินการ
- สิ่งที่ผู้ผลิตควรเตรียมการคือข้อมูลทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ และ ecological profile
- สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ รายชื่อ (indicative list) ผลิตภัณฑ์ซึ่งต้องปฏิบัติตามมาตรการดำเนินการ ซึ่งจะมิได้ครอบคลุมเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงาน จำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าเท่านั้น แต่จะครอบคลุมสินค้าที่สามารถช่วยประหยัดพลังงานในระหว่างการใช้งานได้ อาทิ ก๊อกน้ำ หน้าต่าง เป็นต้น
- ข้อมูลสำหรับ SMEs และแนวทาง (guidelines) ที่คณะกรรมาธิการยุโรปจะเผยแพร่อาจมีส่วนช่วยในการอธิบายขั้นตอนการปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการได้ดีขึ้น และเข้าใจง่ายกว่าการทำความเข้าใจจากร่างระเบียบ
ทั้งนี้ คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรปจะติดตามความคืบหน้าดังกล่าวอย่างเป็นระยะ
และนำเสนอให้ท่านรับทราบต่อไป
|