ไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนอียูในการพัฒนาด้านการเกษตรในภูมิภาคแอฟริกา Print E-mail
Contributed by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Friday, 25 July 2008

  เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 51 นายพิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ / หัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป ได้พบหารือกับนาย Jerzy Plewa รองปลัดฝ่ายกิจการต่างประเทศ คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตร เพื่อแสวงหาแนวทางความร่วมมือในการใช้ประโยชน์จากกองทุนที่คณะกรรมาธิการยุโรปจะจัดสรรจากงบประมาณที่เหลือจากนโยบายเกษตรร่วมในปี 2551 และ 2552 จำนวนหนึ่งพันล้านยูโร เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ด้านอาหาร

 

1. แนวทางความร่วมมือ 

            - เอกอัครราชทูตฯ ชื่นชมข้อริเริ่มของคณะกรรมาธิการยุโรป ทั้งนี้ ไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งก็พยายามไม่ซ้ำเติมภาระผู้บริโภคในประเทศกำลังพัฒนาและไม่ประสงค์ให้มีการฮั้วราคา (cartel)

- แม้ว่าร่างข้อเสนอในการจัดตั้งกองทุนนี้ยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาในสภายุโรปและคณะมนตรีสหภาพยุโรป และมุ่งให้ความช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบมาก อาทิ ในภูมิภาคแอฟริกา โดยผ่านองค์การระดับภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศ แต่ไทยสามารถเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือกับอียูในเรื่องนี้ได้ ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เอกอัครราชทูตฯ ได้พบกับผู้แทนจากมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย และได้รับทราบว่ามูลนิธิฯ มีการวิจัยและพัฒนาเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง และร่วมมือพัฒนาการปลูกมันสำปะหลังในไนจีเรีย นอกจากนี้ ไทยยังมีศักยภาพในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรพม่าที่ได้รับผลกระทบจากไซโคลนนาร์กีสในการเพาะปลูกข้าวอีกด้วย

- ไทยได้ร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ อาทิ FAO (Food and Agriculture Organization) WFP (World Food Programme) อยู่แล้ว และเห็นว่าการให้ความช่วยเหลือของอียูนอกจากจะมอบเงินนี้ให้กับองค์การระหว่างประเทศ น่าจะมี window เปิดไว้สำหรับความร่วมมือกับประเทศที่มีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเพื่อให้ความช่วยเหลือต่อชาวนาที่ยากจนในประเทศกลุ่มเป้าหมายของอียูอย่างยั่งยืน

- รองปลัดฯ คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตร รับว่าจะรับข้อเสนอนี้ไว้พิจารณา อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้ที่การให้ความช่วยเหลือของมูลนิธิฯ สถาบันฯ ของไทยสามารถมีส่วนร่วมในทางอ้อมในขั้นตอนการปฏิบัติตามโครงการ (implementation) ผ่านองค์การระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี ในข้อเสนอนี้ยังไม่มีรายชื่อประเทศที่เข้าข่ายได้รับความช่วยเหลือ (eligible countries) ซึ่งข้อแนะนำต่างๆ จะเป็นประโยชน์ในช่วงการหารือกับสภายุโรปและคณะมนตรีสหภาพยุโรป ซึ่งคาดว่าร่างข้อเสนอนี้อาจมีการปรับแก้ต่อไป

 

2. ข้อมูลเกี่ยวกับร่างข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรป 

1.      เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 51 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศข้อเสนอจัดตั้งกองทุน 1 พันล้านยูโรเพื่อเป็นการตอบสนอง

ภาวะราคาอาหารเพิ่มสูงขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาอย่างเป็นทางการ โดยจะจัดสรรเงินช่วยเหลือจากงบประมาณที่เหลือจากการดำเนินนโยบายเกษตรร่วม (CAP) จำนวน 750 ล้านยูโรในปี 2551 และ 250 ล้านยูโรในปี 2552 มาเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาเป็นการเฉพาะ   

 

2.      วัตถุประสงค์หลักของกองทุน 

2.1  ช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากวิกฤติการณ์ด้านอาหารทั้งในด้านเศรษฐกิจ 

สังคมและการเมือง ต้องการมาตรการในการแก้ไขวิกฤติอย่างเร่งด่วนและไม่มีศักยภาพในการตอบสนองต่อภาวะวิกฤติดังกล่าว โดยวิเคราะห์จากภาวะการพึ่งพิงการนำเข้าอาหาร ราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น และความไม่มั่นคงทางสังคมและการเงิน รวมทั้งศักยภาพในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยใช้ข้อมูลจาก UN Task Force รวมทั้งองค์การระหว่างประเทศต่างๆ ได้แก่ FAO, WFP, World Bank และ IMF รวมทั้งข้อมูลเฉพาะของประเทศจาก EC Delegation 

2.2  จะให้เงินสนับสนุนการดำเนินมาตรการเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เปิดให้เกษตรกรในประเทศที่ยากจน 

เข้าถึงวัตถุดิบในการผลิต อาทิ เมล็ดพันธุ์พืช ปุ๋ย และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต โดยหวังว่าความช่วยเหลือนี้จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านอาหาร รวมทั้งลดภาวะขาดอาหารและราคาอาหารในปท.กำลังพัฒนา 

2.3  จะให้ความช่วยเหลือนี้ผ่านองค์การระหว่างประเทศและองค์การระดับภูมิภาค ได้แก่ FAO, IFAD, UNICEF, 

WFP, ICRC และ World Bank และสามารถให้ความช่วยเหลือนี้กับโครงการระดับภูมิภาคที่ครอบคลุมทุกปท.กำลังพัฒนาในภูมิภาคนั้นๆ

 

3.      ข้อเสนอนี้จะต้องผ่านการเห็นชอบจากสภายุโรปและคณะมนตรีสหภาพยุโรปก่อนมีผลบังคับใช้ ซึ่ง

คณะกรรมาธิการยุโรปหวังว่าจะสามารถสรุปผลได้ในช่วงเดือน พ.ย. 51

 

4.      ในชั้นนี้ มีกระแสข่าวว่า ประเทศสมาชิกอียูบางประเทศอาจไม่เห็นด้วยกับการนำเงินงบประมาณที่เหลือจาก

นโยบายเกษตรร่วมมาใช้ในการให้ความช่วยเหลือประเทศนอกภูมิภาค และเห็นว่าการให้เงินช่วยเหลือมิได้เป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง โดยมีประเทศสมาชิกอียู 8 ประเทศที่เห็นว่ากองทุนนี้อาจไม่ถูกกฎหมายอียู ได้แก่ ออสเตรีย สหราชอาณาจักร เช็ค เดนมาร์ก ฟินแลนด์ มอลตา เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อเสนอกองทุนดังกล่าวได้ที่ http://ec.europa.eu/agriculture/foodprices/index_en.htm 

 


Last Updated ( Friday, 25 July 2008 )

 

ThaiEurope

Syndicate

จำนวนผู้เข้าชมเว็บ

.