ฝรั่งเศสเตรียมเสนอปรับปรุงยุทธศาสตร์ลิสบอน Print E-mail
Contributed by คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป   
Friday, 18 July 2008

อีกเพียงหนึ่งปีครึ่งก็จะถึงปี 2010 ซึ่งเป็นปีที่ยุโรปคาดหวังว่าจะให้ภูมิภาคยุโรปมีเศรษฐกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันและมีพลวัตรสูงสุดในโลก แต่การบรรลุเป้าหมายไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น ในฐานะประธานสหภาพยุโรปในช่วงครึ่งหลังของปี 2008 นักวิชาการฝรั่งเศสจึงได้เตรียมจัดทำยุทธศาสตร์เรื่องการตอบสนองของยุโรปต่อโลกาภิวัฒน์ ซึ่งได้มีการพูดถึงการปรับปรุงยุทธศาสตร์ลิสบอนให้มีเป้าหมายที่ชัดเจนและสามารถทำให้เป็นจริงได้ดีขึ้น

          เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2008 ศูนย์นโยบายยุโรป (EPC) ได้จัดการสัมมนาในหัวข้อ “Europe’s future approach to globalisation: engagement, denial or protection” ซึ่งนาย Laurent Cohen-Tanugi ที่ปรึกษาของรัฐบาลฝรั่งเศสได้นำเสนอยุทธศาสตร์ยุโรปสำหรับโลกาภิวัฒน์ สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

 

1.   ยุทธศาสตร์ลิสบอน (เริ่มตั้งแต่ปี 2000 ซึ่งต่อมาได้ปรับเป็น Growth and Job Strategy ในปี 2005 ถือเป็นนโยบายสำคัญของสหภาพยุโรป ซึ่งประกอบด้วยนโยบายหลายด้านประกอบกัน ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพตลาดร่วมโดยเฉพาะในด้านการบริการ การเงินและการคลัง การส่งเสริมการค้าที่เสรีและยุติธรรม การทำให้กฎระเบียบของ EU มีความซับซ้อนน้อยลง (better regulation) และขจัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคของยุโรป การลงทุนด้าน R&D การส่งเสริมการใช้นวัตกรรม การปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม การปรับปรุงระบบการจ้างงานและกระตุ้นการเคลื่อนย้ายแรงงาน รวมถึงการเพิ่มทักษะแรงงาน เป็นต้น) เป้าหมายของยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังมีความสำคัญอยู่แต่ต้องมาทบทวนดูว่าเป้าหมายมีมากเกินไปหรือไม่ กว้างเกินไปหรือไม่ เพิ่มขั้นตอนทางราชการโดยไม่จำเป็นหรือไม่ ในขณะที่สภาวะปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว มีความท้าทายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมา ทั้งการเติบโตอย่างรวดเร็วของ emerging economies อาทิ จีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย ประเด็นเรื่องพลังงาานและสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กระแสความเคลือบแคลงการบูรณาการของยุโรป (Euroscepticism) ซึ่งเริ่มแพร่ขยายเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา การดำเนินนโยบายสหภาพการเงินและเศรษฐกิจ (Economic Monetary Union หรือ EMU) ก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี ในขณะที่แต่ละประเทศสมาชิกอียูยังมีผลสำเร็จของการดำเนินยุทธศาสตร์ลิสบอนที่แตกต่างกัน

 

           2.  แนวทางการดำเนินการในช่วงปี 2008-2010 จึงควรเน้นที่

(1)   การดำเนินการปฏิรูปภายใน ปรับตัวต่อกระแสโลกาภิวัฒน์เป็น Lisbon Plus โดยการเน้นความสำคัญของธรรมาภิบาล ให้ความสำคัญต่อการเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน เน้นนวัตกรรมและการศึกษาซึ่งเป็นจุดแข็งที่สำคัญ ปฏิรูปตลาดแรงงาน และเน้นระบบเศรษฐกิจที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เน้นธรรมาภิบาล

(2)   เพิ่มมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ให้ยุโรปมีส่วนในการกำหนดกระแสโลกาภิวัฒน์ โดยยุโรปควรให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายร่วมกัน (common policies) อาทิ นโยบายการค้า การเกษตร สร้างนโยบายต่างประเทศและนโยบายด้านพลังงานใหม่ ใช้นโยบายด้าน immigration ให้สามารถดึงดูดนักศึกษา นักวิจัยจากต่างประเทศเข้ามาในยุโรปเพิ่มขึ้น ใช้ Environmental diplomacy และสร้างเครื่องมือทางกฎหมาย (EU legal instrument)ในการติดตามการลงทุนจากประเทศนอกอียูในสาขาที่มีความอ่อนไหว 

          (3)    ควรเตรียมวางแผนถึงแนวทางภายหลังปี 2010 ซึ่งได้มีการเสนอแนวคิด EuroWorld2015 อีกด้วย โดยเสนอให้มี

                 โครงการใหม่ภายหลังการจัดตั้งตลาดร่วมและ EMU เสร็จสิ้นแล้วให้เพิ่มมิติทางการเมือง แสดงให้พลเมืองเห็นว่า

                 สามารถมีการตอบสนองต่อวิกฤติต่างๆ ได้อย่างทันท่วงทีไม่ว่าจะเป็นวิกฤติพลังงาน การคลัง หรืออาหาร เพื่อสร้าง

                 ความเชื่อถือในหมู่ประชาชนยุโรป

 

          ทั้งนี้ คาดว่าในช่วงปี 2010 จะมีการออกแนวนโยบายใหม่หลังยุทธศาสตร์ลิสบอนสิ้นสุดลงในช่วงที่สเปนเป็นประธานสหภาพยุโรป

 

          ในโอกาสเดียวกัน นาย Dariusz Rosati สมาชิกสภายุโรปเห็นว่าการตอบสนองต่อกระแสโลกาภิวัฒน์ซึ่งได้ก่อให้เกิดผลกระทบในการย้ายถิ่นฐานอุตสาหกรรมจากยุโรปไปสู่ประเทศที่มีรูปแบบทางสังคม (social model) แตกต่างจากยุโรป มีแรงงานถูกกว่า ควรเพิ่มการลงทุนนวัตกรรม เพิ่มการศึกษาการวิจัย

 

          ปัญหาของยุทธศาสตร์ลิสบอนอยู่ที่การปฏิบัติ (implementation) ซึ่งขึ้นอยู่รัฐบาลของประเทศสมาชิกอียูในการปฏิรูปนโยบายสังคม ภาษี โดยเห็นว่าควรมีการเปลี่ยนแปลง 4 ด้านด้วยกัน ได้แก่

 

(1)   ตลาดแรงงาน ให้มีความยืดหยุ่นและการโยกย้ายแรงงานได้สะดวกขึ้น รวมทั้งการให้ความรู้แก่แรงงานในระยะยาว (life long learning) และคำถึงการคุ้มครอง “คน” มากกว่าการคุ้มครอง “งาน”

(2)   ระบบประกันสังคม ควรเพิ่มแรงจูงใจให้คนทำงานนานขึ้น ลดปริมาณประชากรที่ไม่ทำงาน

(3)   ระบบภาษีและการคลัง ควรปรับลดทั้งภาษีทางตรงและทางอ้อม ขยายฐานภาษี

(4)   ทบทวนรูปแบบของนโยบายสังคม (social policy model) หาแนวนโยบายที่สามารถอธิบายต่อสังคมในการดำเนินการเปลี่ยนแปลง  

 

          นอกจากเรื่องยุทธศาสตร์ลิสบอนแล้ว นาย Thomas Bestrup ซึ่งเป็นตัวแทนจากสมาคมอุตสาหกรรมของเดนมาร์กได้นำเสนอรายงานวิจัยเรื่อง “Ready for Globalisation?” ซึ่งเป็นการวัดความสามารถทางเศรษฐกิจของยุโรป ประเทศในกลุ่ม OECD และประเทศจีน อินเดีย และรัสเซียในด้านต่างๆ ที่น่าสนใจพบว่าประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจ 3 ประเทศแรก คือ สวิตเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ และเกาหลีใต้ ประเทศที่มีค่าใช้จ่ายและภาษีในการดำเนินธุรกิจต่ำสุด 3 ประเทศแรก ได้แก่ เกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญีปุ่น ซึ่งมิใช่ประเทศสมาชิกอียูทั้งสิ้น ในขณะที่ประเทศที่มีการเปิดตัวต่อต่างประเทศสามารถดึงดูดแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ มีวัฒนธรรมการค้าที่เปิดกว้าง 3 ประเทศแรก ได้แก่ ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์

 

          นอกจากนี้ นาย Bestrup ยังได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับกองทุน Sovereign Wealth Funds (SWF) ว่าเกิดขึ้นจากความไม่สมดุลของระบบเศรษฐกิจโลก โดยประเทศที่มี SWF สูงสุด คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น  โดยการลงทุนส่วนใหญ่ของ SWF จะมีจุดมุ่งหมายด้านพาณิชย์เป็นหลัก ประเด็นที่ควรเน้นในเรื่องนี้คือ แม้จะมีการเปิดเสรีในการลงทุน แต่ควรมีการจัดทำกฎเกณฑ์ที่แน่นอนสำหรับ SWF ซึ่งควรเป็นกฎเกณฑ์ที่โปร่งใส สามารถคาดการณ์ได้ และสนับสนุน OECD และ IMF ให้จัดทำแนวทางเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

สรุป

          นโยบายของยุโรปซึ่งมีอยู่มากหมายหลายด้านในบางครั้งต้องพบกับความยากลำบากในการดำเนินการ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการปฏิรูปในด้านต่างๆ มิใช่เรื่องง่าย รวมทั้งผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกอาจไม่สามารถเอื้อให้ยุโรปบรรลุเป้าหมายในการสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันและมีพลวัตรได้มากเท่าที่คาดการณ์ไว้

 

          ทั้งนี้ สภาวะเศรษฐกิจของยุโรปมิได้อยู่ในช่วงขาขึ้น โดยในเดือน พ.ค. 2008 ผลผลิตจากภาคอุตสาหกรรมลดลง 1.4% และในเดือน มิ.ย. 2008 อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 4.3%

 

          นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 51 ที่ประชุมคณะมนตรียุโรป (ประกอบด้วยรัฐมนตรีด้านสังคมของประเทศสมาชิกอียู) ได้ลงความเห็นว่าประเทศสมาชิกอียูควรดำเนินแนวทางในการปรับปรุงนโยบายการจ้างงาน โดยเน้นที่ธรรมาภิบาล การดึงรัฐสภาของประเทศสมาชิกและองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม และการจัดหาการเงินและการบริหารงานที่เหมาะสม โดยหวังลดภาวะการว่างงานในยุโรป เพิ่มคุณภาพและผลผลิต แก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติ ซึ่งจะมีผลดีต่อภาวะความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและสังคมต่อไป

 

          ในส่วนของประเทศไทย แม้ว่าการคุ้มครองและให้สิทธิประโยชน์แก่แรงงานยังไม่มีงบประมาณสนับสนุนมากเหมือนในยุโรป แต่หากสามารถนำแนวทางที่น่าจะปรับใช้กับสังคมไทยได้ไปใช้ก็น่าจะส่งผลดีต่อการปฏิรูปตลาดแรงงานของไทยในระยะยาวซึ่งจะมีผลดีต่อการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยได้ดีเช่นกัน

 


Related Items:

  1. 6th และ 7th Framework Programme ด้านการวิจัยของสหภาพยุโรป: โอกาสด้านการวิจัยและพัฒนาของไทย
Last Updated ( Tuesday, 22 July 2008 )

 

ThaiEurope

Syndicate

จำนวนผู้เข้าชมเว็บ

.